แมงดา “ฝนตำพร่ำๆ แม่ดำกางร่ม แกยืนก้มๆ อยู่ข้างกำแพง ประเดี๋ยวแดดออก บอกไม่มีแรง ไปบอกพ่อแดงหุบร่มให้ที” เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆส่งเสียงร้องเพลงตามที่ครูสอนดังออกมาจากชั้น ป.4 นักเรียนห้องนี้มีทั้งหมด 24 คน ครูไพเราะ กำลังพานักเรียนร้องเพลงอย่างสนุกสนานแข่งกับสายฝนที่กำลังโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งบ่าย ครูไพเราะเป็นครูที่นักเรียนทั้งโรงเรียนกลัวกันมากเพราะว่าเวลาใครทำผิดใส่ร้องเท้าขึ้นบนอาคารเรียนก็จะโดนครูบิดท้องเป็นประจำและเสียงดังเด็กนักเรียนคนไหนที่อ่านหนังสือไม่ได้หรือทำคณิตฯไม่ได้ครูไพเราะก็จะกักตัวไว้ไม่ปล่อยให้ลงไปเล่นกับคนอื่นๆจนกว่าจะอ่านได้หรือทำงานตามที่สั่งเสร็จ บางครั้งอาจจะโดนไม้เรียวตีมือด้วย เสือจะโดนประจำเพราะว่าเขาเป็นคนที่เขียนหนังสือไม่สวยครูก็มักจะเรียกไปทำโทษอยู่บ่อยๆ ในฐานะที่เขาทำงานไม่เป็นระเบียบแต่เสือเรียนเก่งแต่เขาไม่ชอบการวาดภาพและการเขียนหนังสือเอามากๆแต่ครูไพเราะชอบพาเด็กๆร้องเพลงเพราะครูเสียงดีมาก แสงแดดเริ่มสาดส่องมาหลังจากที่ได้ตกลงมาหลายชั่วโมงก่อนหน้านี้และตอนนี้ได้เวลากลับบ้านของเด็กๆ เสียงระฆังดังบอกเวลาเลิกเรียนเด็กๆพากันท่องอาขยานรวมทั้งท่องสูตรคูณทุกวันก่อนจะกลับบ้าน นักเรียนทั้งหมดมาเข้าแถวรวมกันอยู่หน้าอาคารเรียน นักเรียนที่เป็นหัวหน้าแถวจะต้องไปยืนอยู่ข้างหลังเพื่อคุ้มให้น้องๆเดินกลับบ้านให้เป็นระเบียบส่วนข้างหน้าจะมีรองหัวหน้าถือธงสีแดงนำ ระหว่างทางกลับบ้านเสือสังเกตเห็นว่าท้องนามีน้ำขังเต็มไปหมดเพราะตอนนี้เข้าสู่หน้าฝนแล้วกลิ่นของซังข้าวที่เหลือจากการเกี่ยวและหญ้าที่แห้งตาย มันเริ่มส่งกลิ่นเหม็นเน่าๆออกมาเพราะว่ามันจมอยู่ในน้ำหลายวันแล้ว น้ำในท้องนามีสีน้ำตาลขุ่นเข้ม มีพืชน้ำ ที่ยืนต้นจำนวนไม่น้อย อยู่ในท้องนาก็มี วันนี้เป็นวันศุกร์แล้วเสือคิดในใจว่าพรุ่งนี้จะขอแม่ไปที่นากับแม่ด้วย ค่ำวันนั้นหลังจากที่กินข้าวอิ่มที่หนองน้ำและบริเวณนาที่มีน้ำขังเสียงกบ เขียด และอึ่งอ่างพากันร้องระงมอยู่ไกลๆ ราวกับว่ามีนักร้องนักดนตรีนับร้อยมาเล่นคอนเสิร์ตกลางแจ้งให้ฟัง เสียงของกบและเขียดจะออกแหลมกว่าเสียงของอึ่ง แต่เมื่อเวลามันร้องประสานกันก็ทำให้ฟังเพราะไปอีกแบบ พ่อบอกว่าถ้าวันนี้ฝนตกลงมาตอนดึกพ่อจะออกไปหาอึ่ง มาปิ้งให้เสือกับน้องกินตอนเช้าเสือนอนรอฟังเสียงฝนที่จะหล่นลงหลังคาจนคล้อยหลับไป เสียงแม่กำลังก่อไฟนึ่งข้าวอยู่ที่เตาไฟ เสือลุกเดินไปหาแม่ อากาศตอนเช้าหนาวเย็นพอดูเสือเดินงัวเงียไปนั่งข้างๆแม่ “ไปล้างหน้าล้างตาได้แล้วอย่ามัวมานั่งขี้เกียจ ” แม่พูด “วันนี้แม่จะพาไปหาแมงดาที่นาของเราตอนนี้มีน้ำเต็มนาเลย” แดดเริ่มส่องแสงโผล่พ้นภูเขาสูงขึ้นมาเรื่อยๆ พ่อเดินไปรอแม่อยู่ที่น่าตั้งแต่เช้ามืดแล้ว แม่จัดการกับสิ่งของที่จะต้องเตรียมไปนาแม่เอากระติบข้าวเหนียวและปลาร้าใส่ลงไปในตะกร้า เสือถือกระติกน้ำไปกรอกน้ำจากโอ่งข้างบ้านเสร็จแล้วก็เดินไปหยิบหนังสือเรียนภาษาไทยลงไปในย่าม แม่ก็ใช้ไม้คานหาบตะกร้าข้าวที่ใส่ข้าวเหนียวและตะกร้าปลาร้าให้ยกขึ้นแล้วเดินนำออกไปเสือกับน้องเดินตามหลังแม่ไป พอเดินมาถึงเถียงนาแม่ก็วางหาบน้ำและกระติบข้าวลงวางไว้ แม่บอกให้พ่อไปหาผักมากินกับแจ่วมะเขือที่แม่ทำมา เสือชอบกินแจ่วมะเขือของแม่มากมันอร่อยอย่าบอกใครเลยทีเดียว พ่อเดินลงไปยังที่กลางนาสักพอก็เดินกลับมาพร้อมกับผักหอยใหญ่ในมือ ผักส่วนใหญ่ที่พ่อเก็บมานั้นส่วนมากจะเป็นผักที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและอยู่กลางนา เช่น ผักแว่น ผักบุ้ง ผักที่พ่อนำมานั้นพ่อล้างอย่างสะอาดเรียบร้อย พ่อวางผักลงบนใบตองที่แม่ตัดมาเตรียมไว้ ที่ต้องใช้ใบตองเพราะว่าที่เถียงนาไม่มีถาดหรือถ้วยจานชามมากนักจะมีก็แค่ ๔ – ๕ ใบเท่านั้น ถ้าวันไหนมีคนมาช่วยงานที่ไร่หรือในนาแม่จะเตรียมถ้วย จาน ช้อน มาด้วยจากที่บ้าน ทั้งหมดพากันนั่งลงกินแจ่วมะเขือและผักที่พ่อเก็บมาอย่างอร่อย หลังจากที่กินข้าวเสร็จแม่เดินออกไปดายหญ้าที่ไร่ ส่วนพ่อเดินเข้าป่าเพื่อไปหาตัดไม้มาทำไม้ตอกเอาไว้สำหรับใช้งาน ส่วนมากแล้วเราจะใช้ไม้ตอกกันเสียส่วนใหญ่ทั้งพ่อและแม่ของเสือนั้นจักตอกเก่งมาก ( จักตอก หมายถึงการเอาไม้มาผ่าออกให้เป็นเส้นๆ มีขนาดตามต้องการ ) ส่วนเสือนั่งเล่นอยู่บนเถียงกับน้อง แม่บอกว่าตอนบ่ายจะพาไปหาแมงดา แต่ตอนนี้ให้รอแม่อยู่บนเถียงเสือหยิบหนังสือที่เตรียมมาด้วยออกมาอ่าน สลับกับการเล่นกับน้องจนกระทั่งเกือบเที่ยงแล้วแม่กับพ่อเดินกลับมายังเถียงนา “ถ้ามีหน่อไม้เอามาแกงกินตอนเที่ยงก็คงจะดี วันนี้ไม่มีเวลาไปหาหน่อไม้เลย” แม่พูดพร้อมกับถือมะละกอมาด้วยหนึ่งลูก “เอาไว้วันหลังจะไปหามาให้แกงวันนี้กินส้มตำกับผักลวกไปก่อน ” แล้วพ่อก็เดินไปยังต้นมะกอกที่อยู่ข้างบ่อน้ำเพื่อนำมาให้แม่สับ แม่เริ่มด้วยการก่อไฟต้มน้ำเพื่อที่จะลวกผัก แม่บอกให้เสือไปเก็บผักกระถินที่อยู่ตรงข้างต้นมะขามที่ขึ้นตรงบริเวณจอมปลวก ไม่นานก็ได้ยินเสียงแม่ตำมะละกอดังมา “พี่เสือเร็วๆหน่อย มาช้าเดี๋ยวกินหมดก่อนไม่รู้ด้วยนะ” อ่ำร้องเรียกพี่ชายให้รีบมาหลังจากที่เห็นว่าพี่หายไปพักใหญ่ ทั้งสี่คนกินข้าวเที่ยงด้วยความอร่อย เมื่อกินเสร็จแล้วเสือเห็นพ่อเดินออกไปสูบยาอยู่ข้างๆเถียงนา ส่วนแม่นั้นพาเสือและน้องนอนหลับแม่บอกว่านอนหลับเสียก่อนเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วแม่จะพาไปช้อนแมงดาในนา..... เสือไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปนานเท่าใด เมื่อเขาลืมตาขึ้น แสงแดดเริ่มอ่อนแล้วคิดว่าคงจะเป็นเวลาบ่ายสามโมงหรือสี่โมงเย็นเขาลืมไปสนิทเลยว่าจะต้องไปหาช้อนแมงดากับแม่ พอนึกขึ้นมาได้ก็กระโดดลงจากเถียงนาอย่างรวดเร็วปล่อยให้น้องนอนอยู่ในเถียงคนเดียว “แม่ แม่ อยู่ไหน แม่ แม่ อยู่ไหน ”เสือตะโกนไปยังกลางท้องนา เสียงแววมาจากไร่ข้างหลังเถียงนา “แม่อยู่นี่” “แม่ไปช้อนแมงดาหรือยัง” เสือร้องตอบ “ยัง...เดี๋ยวแม่ไป เตรียมคุกับสวิงไว้รอแม่นะ” แม่ตะโกนตอบออกมา เสือทำตามที่แม่บอกทันที เขาวิ่งกลับไปที่เถียงนาเตรียมอุปกรณ์ตามที่แม่บอก หางอบมาเตรียมใส่ด้วยเพราะแดดก็ยังร้อนอยู่ แม่บอกว่าถ้าไม่ใส่หมวกเดี๋ยวจะไม่สบาย “พี่เสือ เอาคุกับสวิงมาทำอะไรจะไปไหนเหรอ” อ่ำตื่นขึ้นมาพร้อมกับถามพี่ “เดี๋ยวแม่จะพาไปหาแมงดา อยากรู้เหมือนกันว่าแมงดามันจะอยู่เหมือนกุ้งหรือเปล่า” เสือตอบ “เหมือนกันได้ยังไง เพราะกุ้งอยู่ในแม่น้ำเลย ส่วนแมงดามันอยู่ในนา” อ่ำออกความเห็น “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ใช่แล้วเก่งมาก ถ้าจะไปก็ลงมาเตรียมตัวเดี๋ยวแม่ก็มาแล้ว” เสือหัวเราะและตลกในคำตอบที่น้องตอบแล้วก็จัดแจงหางอบมาใส่หัวให้น้อง เมื่อแม่มาถึงทั้งหมดก็เดินลงไปที่กลางนา แต่เสือกับน้องถือคุรอแม่อยู่คันนา ซึ่งตอนนี้มีน้ำขังอยู่เต็มไปหมด บางที่มีน้ำขังประมาณตาตุ่ม แต่บางที่ก็สูงกว่านั้น แม่เดินไปยังต้นหญ้าที่ขึ้นอยู่กลางนาที่มีลำต้นโผล่พ้นจากน้ำสูงประมาณหัวเข่า แม่เดินไปเดินมาอยู่อย่างนั้นหลายรอบเหมือนกำลังก้มหาอะไรสักอย่าง “แม่ทำอะไร? ทำไมไม่ช้อนหาแมงดา เสือกับน้องลงไปด้วยได้ไหม” เสือถามแม่ด้วยความสงสัย “เห็นแล้วมาลงมาเร็วๆเอาคุลงมาด้วยนะ วันนี้แม่สิทำแจ่วแมงดาแซบๆให้กิน” แม่เรียกทั้งสองคนให้ลงมาดูด้วยความตื่นเต้น เมื่อเสือกับน้องเดินลงมายังกลางนาแม่ชี้ให้ดูตรงบริเวณก้านต้นหญ้าต้นหนึ่งที่โผล่พ้นน้ำออกมาเสือมองเห็นสิ่งหนึ่งที่เกาะอยู่บริเวณลำต้นนั้นมันเป็นไข่ฟองเล็กๆเรียงเป็นแถวเกาะแน่นเป็นแพลักษณะเป็นสีน้ำตาลมีลายออกสีดำๆด้วย ถ้าใครเคยเห็นไข่ของหอยเชอรี่ก็คงจะเดาออกเพียงแต่ว่าไข่ของหอยเชอรี่จะมีสีชมพู แม่ใช้มือหักต้นหญ้าบริเวณถัดจากไข่ของแมงดาส่งให้เสือถือไว้ หลังจากนั้นก็ทำการช้อนตรงบริเวณต้นหญ้าต้นนั้นแม่ยกสวิงขึ้นมา มีเจ้าตัวสีน้ำตาลออกดำตัวหนึ่งติดมาด้วย อ่ำร้องด้วยความดีใจ ที่แม่ได้แมงดาติดสวิงขึ้นมาตัวหนึ่ง แต่ว่าตัวของมันเล็กไปสักหน่อย “แม่รู้ได้ยังไง ว่ามันมีแมงดาอยู่ตรงนี้ แล้วทำไม ไม่ปล่อยให้ไข่ของมันออกเป็นตัวแล้วค่อยมาช้อนเอาทีหลัง ปล่อยไว้ให้มันโตกว่านี้ก่อน บ่ได้ติแม่” เสือถามแม่ด้วยความสงสัย “ลูกๆต้องจำไว้เด้อ ธรรมชาติของแมงดาตัวผู้จะมีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย ที่เราได้นี้ส่วนมากมันจะเป็นตัวผู้ ตัวเมียมีหน้าที่ไข่อย่างเดียว เมื่อไข่เสร็จแล้วตัวผู้จะมีหน้าที่ดูแลไข่ และเฝ้าไข่อยู่อย่างนั้นและจะไม่หนีไปไหน มันจะเกาะอยู่ใต้น้ำ เพราะฉะนั้นวิธีการที่จะได้แมงดาอย่างง่ายเราก็จะต้องมองหาไข่ของมันก่อน ไข่ของแมงดาเอาไปกินดิบหรือปิ้งให้สุกก็อร่อย แต่ถ้าปีไหนมีไข่น้อยเราก็จะปล่อยให้มันฝักออกมาเป็นตัวเราจะไม่เอาไข่ของมันไป เราจะเอาเฉพาะ แมงดาที่ใหญ่แล้วเท่านั้น” แม่อธิบาย จากนั้นเสือกับน้องก็แยกกันออกวิ่งไปหาไข่ของแมงดาตามต้นหญ้าต่างๆ พอเห็นไข่ของแมงดาแล้ว ก็จะเรียกแม่ให้มาช้อน ส่วนไข่ของมันนั้นส่วนใหญ่เสือจะไม่เอาเสือจะเอาไว้ให้มันโตและออกมาเป็นตัวให้มากๆ ปีหน้านาของเสือก็จะมีแมงดามากๆ และเสือกับแม่ก็จะได้ออกมาหาแมงดากันอย่างสนุกสนานอย่างนี้อีก ทั้งสามแม่ลูกใช้เวลาอยู่ในท้องนาจนตะวันเริ่มเป็นแสงสีส้มอ่อนทอแสงกำลังจะลับภูเขา แม่จึงชวนทั้งสองคนกลับไปหาพ่อที่นั่งรออยู่เถียงนา วันนี้ได้แมงดาทั้งหมด สิบสามตัว แม่บอกว่าจะแบ่งไว้ไปถวายพระที่วัดด้วยในวันพรุ่งนี้ แล้วทั้งหมดก็เดินกลับบ้าน .....ดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้าเต็มที นกกำลังบินกลับรังร้องขับขานขณะบินจะลับขอบฟ้า.....