safety net แผงรองรับการตกจากที่สูงของหมอ

        สามสิบล้านบาทสำหรับการชดใช้การเสียชีวิตของคนคนหนึ่งคุ้มค่ากันไหม ความผิดพลาดทางการแพทย์ใครต้องรับผิดชอบ หมอพลาดได้ไหมในเมื่อหมอไม่ใช่เทพ (ใครอยากเรียนหมอเร่เข้ามาทางนี้) ดังนั้นหากความผิดพลาดเกิดขึ้นจากหมอจริงๆ ใครต้องจ่ายค่าเสียหาย บริษัทประกัน โรงพยาบาล หรือหมอต้องจ่ายเอง ถ้าหมอต้องจ่ายค่าประกันวิชาชีพ จะเกิดอะไรขึ้นตามมาได้อีก ฯลฯ

        คำถามนี้กำลังเกิดขึ้นกับทุกคนที่เป็นหมอ เป็นคนไข้ เป็นประชาชนคนธรรมดา หรือจะใครถามใครก็ตามแต่ แต่สิ่งที่เห็นได้ในขณะนี้ก็คือ สังคมเรากำลังป่วน หมอกับผู้ป่วยกำลังมีความระแวงซึ่งกันและกัน เมื่อเกิดปัญหาระหว่างการรักษา ต่างคนต่างก็เกิดความเครียด คนไข้และญาติๆต่างก็คิดว่า ความผิดพลาดนั้นเกิดจากหมอใช่ไหม ป้องกันได้ไหม ส่วนหมอก็เกิดความเครียด เพราะกลัวว่าความผิดพลาดนั้นอาจจะส่งผลทำให้เกิดการฟ้องร้องหรือร้องเรียน  ยิ่งในปัจจุบันนี้เขาร้องเรียนกันแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไปทั้งนั้น ตั้งแต่ประเทศไทยมีการสั่งจำคุกหมอผู้หญิงคนหนึ่งด้วยข้อหา block หลังให้คนไข้แล้วเกิดการเสียชีวิตตามมา ประเทศไทยก็ได้พบกับเหตุการประหลาด นั่นก็คือ หมอที่อยู่ในโรงพยาบาลขนาดเล็กไม่กล้าดูแลผู้ป่วย รีบส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่าอย่างรวดเร็ว โรงพยาบาลที่เคยผ่าท้องคลอดโดยมีหมอสูติประจำการและมีพยาบาลวิชาชีพดมยาสลบให้ก็ไม่กล้าผ่าอีกต่อไป เพราะที่โรงพยาบาลเขาไม่มีหมอดมยา ต้องรีบส่งคนไข้เข้าโรงพยาบาลศูนย์ ทำให้ในการอยู่เวรบางคืน ต้องมีคนไข้นอนรอผ่าท้องคลอดเพราะคลอดไม่ออกราว 10 คน ลองนึกภาพคนปวดท้องคลอดต้องรอเวลาผ่าตัดสิครับ มันเจ็บปวดแค่ไหน คนไข้ปวดท้อง แต่หมอปวดหัวใจ เป็นอันว่าเจ็บด้วยกันทั้งคู่

        ไม่มีใครนิ่งนอนใจได้เลยครับ (เว้นแต่นักการเมือง) หลายคนหลายฝ่ายกำลังพยายามหาทางออกเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ผมดูไปมันก็ยังคงตันๆอยู่

        ในการประชุมองค์กรแพทย์ของสงขลานครินทร์ ในวาระที่อาจารย์สุธรรมเป็นประธานองค์กรแพทย์ ท่านมีแนวความคิดเสนอขึ้นมาว่า "เราน่าจะมีมาตราการรองรับการถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายให้กับแพทย์ของเราดีไหม"

        แนวความคิดของอาจารย์มีดังนี้ครับ

        ในเมื่อการถูกร้องเรียนเรียกค่าเสียหายถือเป็นเสมือนอุปกรณ์ที่ตัดกำลัง ตัดกำลังใจของหมอ ดังนั้นหมอที่ถูกร้องเรียนจะรู้สึกเหมือนตกเหว นั่นน่าจะเป็นความรู้สึกจริงๆของคนที่ถูกฟ้องร้องเลยครับ เพราะวินาทีนั้น กำลังใจก็หาย กำลังกายก็หด ปุดโธ่ หมอคนไหนจะฆ่าคนได้ลงคอ หลายคนท้อแท้ขนาดที่ต้องลาออกจากราชการ บางคนก็หยุดเวชปฏิบัติเพื่อไปทำงานอย่างอื่น ประเทศไทยสูญเสียหมอดีๆไปด้วยเรื่องแบบนี้กี่คนแล้ว ดังนั้น safety net ที่ว่านี้ก็คือ อุปกรณ์รองรับหมอครับ โรงพยาบาลและผู้บริหารต้องเข้ามาช่วยเหลือทั้งทางด้านจิตใจและด้านการเงิน ลองนึกๆดูนะครับ ถูกเรียกเงิน 10 ล้านบาท จะมีปัญญาไปหามาจากไหน (ผมทำงานมาตั้ง 12 ปี ยังไม่มีตัวเลขในบัญชีถึง 6 หลักเลย)

        ดังนั้น โดยหลักการของ safety net ก็คือ เมื่อมีการร้องเรียนเรียกค่าเสียหายเกิดขึ้น สำหรับแพทย์ที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลไม่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด อาจจะจ่ายเงินเองเพียง 2-4 เท่าของรายได้ต่อเดือนของตน แล้วส่วนที่เหลือเป็นหน้าที่ของหน่วยงานเป็นผู้รับผิดชอบต่อทั้งหมด เป็นต้นว่า หมอท่านหนึ่ง มีรายได้จากโรงพยาบาลต่อเดือนคือ 50,000 บาท หากถูกเรียกค่าเสียหายจากความผิดพลาดจากการรักษาเป็นเงินจำนวน 10 ล้านบาท เขาอาจจะเสียเงินไปจำนวน 100,000 - 200,000 บาท และโรงพยาบาลจ่ายส่วนที่เหลือ โดยที่ไม่มีการเรียกเก็บจากหมอเพิ่มเติมอีก

        วิธีการเช่นนี้จะได้ประโยชน์หลายประการ

  • 1. หมอไม่ตาย
  • 2. หมอไม่ล้มละลาย
  • 3. ระบบยังคงมีหมอเท่าเดิม เพราะเขาคงไม่ลาออก เนื่องจากโรงพยาบาลช่วยเหลืออยู่
  • 4. หมอก็ยังคงต้องมีความรับผิดชอบต่อความเสียหายและความสูญเสียที่เกิดขึ้น
  • 5. ความระมัดระวังในการรักษายังต้องมีอยู่และตื่นตัวตลอดเวลา เพราะอย่างไรเสีย หมอก็ยังต้องร่วมจ่ายเงิน
  • 6. โรงพยาบาลกำกับมาตรฐานของแพทย์อย่างเข้มแข็ง
  • 7. โรงพยาบาลที่สามารถดำเนินนโยบาย safety net ได้ จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า happiness workplace เพราะหมอเองก็จะรู้สึกว่า เขาต้องดำรงมาตรฐานวิชาชีพ และโรงพยาบาลดูแลเขาอย่างดี
  • 8. ฯลฯ เพราะยังคิดไม่ออก

        ไม่ทราบว่าแนวคิดแบบนี้จะตรงกับใจใครบ้างไหม แต่สำหรับผมแล้วคิดว่า "ตรงเผง" และคงต้องเป็นหน้าที่ขององค์แพทย์ของแต่ละโรงพยาบาลที่ต้องผลักดันนโยบายแบบนี้ออกมา สำหรับสงขลานครินทร์นั้น เราคงต้องสอบถามความคิดเห็นของสมาชิกในองค์กรดูก่อน จากนั้นก็นำเสนอผู้บริหารให้รับทราบโดยเร่งด่วนต่อไป เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรนั้น จะรายงานให้ทราบต่อไปครับ