พะตีอายุกว่า ๗๐ ปี ค่อยก้าวลงจากรถด้วยสีหน้าอิ่บเอิบแม้วัยจะร่วงโรย มือสั่นเทาล้วงถุงพลาสติกจากย่ามที่สะพายอยู่ คลี่ถุงหยิบธนบัตรใบละยี่สิบใบเก่าคร่ำคร่าออกมาหนึ่งใบ แล้วค่อยบรรจงเสียบกับก้านไม้ไผ่ก่อนที่จะนั่งย่อตัวลงพนมมือไหว้เหนือหัว ปากอธิษฐานพรำพรำอยู่ในใจ จากนั้นก็นำไปปักกับต้นผ้าป่าที่เจ้าภาพเตรียมไว้

     บ่ายแล้ว ตะวันเลยหัวไปทางทิศตะวันตก ไม่มีวี่แววเค้าฝนทั้งที่เป็นต้นวสันตฤดู...

     ชาวบ้านทั้งเจ้าบ้านและแขกเยือนก็ลงจากบ้านเรือน ส่วนหนึ่งเดินไปรอที่วัด แต่อีกส่วนหนึ่งไปรวมกันที่หน้าร้านค้ากลางหมู่บ้านจุดตั้งต้นผ้าป่า

     รถปิคอัพสองคันขับตามกันมาจอดบริเวณจุดตั้งต้นผ้าป่า บรรทุกชาวบ้านจากบ้านหนองแดงหลายสิบคน ที่เพิ่งจะเดินทางมาถึง เนื่องจากวันนี้เป็นวันประชุมของหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านถือโอกาสเอาหลังทำบุญที่วัดนัดพูดคุยกับลูกบ้าน กว่าจะเสร็จก็เกือบเที่ยง ทำให้การเดินทางมาบ้านห้วยบงล่าช้าไปกว่าหมู่บ้านอื่น

     พะตีอายุกว่า ๗๐ ปี ค่อยก้าวลงจากรถด้วยสีหน้าอิ่บเอิบแม้วัยจะร่วงโรย มือสั่นเทาล้วงถุงพลาสติกจากย่ามที่สะพายอยู่ คลี่ถุงหยิบธนบัตรใบละยี่สิบใบเก่าคร่ำคร่าออกมาหนึ่งใบ แล้วค่อยบรรจงเสียบกับก้านไม้ไผ่ก่อนที่จะนั่งย่อตัวลงพนมมือไหว้เหนือหัว ปากอธิษฐานพรำพรำอยู่ในใจ จากนั้นก็นำไปปักกับต้นผ้าป่าที่เจ้าภาพเตรียมไว้

     ชาวบ้านหญิงชายคนอื่น ๆ ก็ทำเช่นเดียวกับพะตี บ้างก็เอาเหรียญห้า เหรียญสิบ ใส่เข้าไปในถุงพลาสติกที่ผูกติดไว้กับต้นผ้าป่า

     งานบุญสัญจรในแต่ละครั้งเจ้าภาพจะเป็นผู้ตั้งต้นผ้าป่า ชาวบ้านผ่านไปผ่านมาก็จะมาร่วมทำบุญ โดยนำเงินไปเสียบกับไม้ไผ่ที่เจ้าภาพเตรียมไว้แล้วไปเสียบกับต้นผ้าป่า

     ต้นผ้าป่าที่มีธนบัตรเสียบก้านไม้ไผ่ปักอยู่บนฟ่อนหญ้าคา แม้ดูไม่มากนักแต่ก็มีคุณค่าเพราะเป็นเงินบุญที่ชาวบ้านช่วยกันฮอมบุญกันคนละเล็กละน้อย

 

     โม้ง โม้ง โม้ง... โม้ง ทุ่ม โม้ง ทุ่ม โม้ง ทุ่ม โม้ง...

     เสียงกลองสลับกับเสียงฆ้องดังอยู่หน้าขบวนผ้าป่า ผู้อาวุโสสองสามคนวาดลวดลายรำดาบ (ไม้) นำหน้าขบวน

     รำดาบเป็นศิลปะเก่าแก่ของปกาเกอะญอที่นับวันจะหาผู้สืบทอดยากขึ้นเรื่อย ๆ

     ขบวนประกอบไปด้วยชาวบ้านทั้งหญิงชายที่แต่งกายด้วยชุดประจำเผ่าสีสันสดใสสวยงาม ตัดกับสีเขียวของแมกไม้ใบหญ้าที่ได้รับความชุ่มชื้นจากน้ำฝนต้นวสันตฤดู ก็ชูช่อแตกใบเขียวขจี ทั้งสองข้างทาง

     ชั่วเวลาเพียงอึดใจ ขบวนยาวเหยียดจากหน้าร้านค้าเดินเข้าสู่บริเวณวัด มุ่งหน้าไปสู่ศาลาหลังใหม่

     ถึงหน้าศาลา ชาวบ้านหลายคนที่ยังไม่ได้ร่วมทำบุญ กรูเข้ามานำเงินเสียบก้านไม้ไผ่แล้วเอาไปปักกับต้นผ้าป่า ขณะที่ชาวบ้านในขบวนแห่บ้างก็นั่งยอง ๆ พนมมือไหว้พระ บ้างก็ถอดรองเท้านั่งคุกเข่ากับพื้นแล้วกราบพระที่อยู่ในศาลา

     ขบวนแห่หยุดอยู่หน้าศาลาพักใหญ่ให้ชาวบ้านได้ร่วมกันบริจาคทำบุญ จากนั้นค่อย ๆ แห่วนรอบศาลาสามรอบ หัวขบวนเดินวนไปจนครบรอบชนกับท้ายขบวน ชาวบ้านที่รอจะเข้าร่วมขบวนก็ไม่มีที่ให้แทรก หลายคนจึงขึ้นศาลาไปรอข้างบน บ้างก็ไปยืนดูขบวนแห่อยู่ข้างศาลา ในขณะที่หนุ่มสาวหลายคนยังนั่งคุยหยอกล้อกันใต้ร่มไม้ข้างศาลา

     วนรอบศาลาจนครบสามรอบ ต้นผ้าป่าก็ถูกนำขึ้นไปตั้งอยู่ต่อหน้าพระประธานในศาลา พร้อมกับเครื่องบริวารทั้งหลายขององค์ผ้าป่า

     ชาวบ้านที่ขึ้นมาบนศาลาบางคนที่ยังไม่ได้ขึ้นมากราบพระก็จะเข้ามากราบพระ นำข้าวตอกดอกไม้มาบูชาพระ เสร็จแล้วก็ไปหาที่นั่งตามอัธยาศัย รอพิธีกรรมทางสงฆ์ที่จะเริ่มในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า

    

     ราวบ่ายโมงเศษ...

     “...อิมินา สักกาเรนะ ตังพุทธัง อภิปูชะยามะ ฯ...

     เสียงนำไหว้พระของมัคนายกชาวปกาเกอะญอ ตามด้วยเสียงสวดมนต์ไหว้พระรับศีลของชาวบ้านกระหึ่มไปทั่วศาลา มิเพียงเท่านั้นเสียงยังผ่านจากเครื่องกระจายดังเข้าไปถึงในหมู่บ้าน

     ขณะนี้ศาลาหลังใหญ่แน่นขนัดไปด้วยผู้คน ทั้งลูกเล็กเด็กแดง คนเฒ่าคนแก่ จนแทบไม่มีที่เหลือให้เดิน คนเฒ่าคนแก่และพ่อบ้านนั่งรวมกันอยู่ด้านหน้า ถัดออกมาเป็นกลุ่มแม่บ้านและผู้หญิงสูงอายุ ถัดออกมาเป็นกลุ่มหนุ่มสาว เด็กน้อยมักจะนั่งอยู่กับพ่อบ้าง แม่บ้าง บ้างคนก็หลับคาตักแม่

     พระสงฆ์ห้ารูป นั่งเรียงรายอยู่บนอาสน์สงฆ์หน้าพระประธาน พระสงฆ์เหล่านี้จำพรรษาอยู่ที่วัดในแต่ละหมู่บ้านในเขตตำบลบ้านจันทร์ ซึ่งได้รวมตัวกันเรียกว่าเครือข่ายพระธรรมจาริกบ้านจันทร์มาแล้วหลายปี ประธานสงฆ์วันนี้คือพระสุชาติ  สุวฑฺฒโก พระภิกษุชาวปกาเกอะญอ ปัจจุบันปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ วัดสวนดอก เดิมแคยอยู่ที่วัดจันทร์ รู้จัก คุ้นเคยและผูกพันกับชาวบ้านในแถบนี้เป็นอย่างดี

     ถัดจากพระสุชาติ  สุวฑฺฒโก คือพระนิคม  กิจฺจสาโร ภิกษุชาวปกาเกอะญอเช่นกัน ผู้ที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการริเริ่มการทำบุญสัญจร ร่วมกับแกนนำชาวพุทธในพื้นที่อีกหลายคน ถัดออกมาเป็นพระสงฆ์ชาวปกาเกอะญออีก ๓ รูป

     โดยปกติแล้วจะมีพระสงฆ์เข้าร่วมพิธีมากรูปกว่านี้ แต่เนื่องจากหลายรูปต้องไปปฏิบัติศาสนกิจที่เมืองเชียงใหม่ ดังนั้นชาวบ้านจากบางหมู่บ้านจึงเดินทางมาร่วมงานในคราวนี้เพียงลำพังปราศจากการนำของพระสงฆ์ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน

 

     “...นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ...

     ...พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, สังฆัง สะระณังคัจฉามิ ฯ...

     เสียงสวดมนต์ของพระสงฆ์ดังกังวานไปทั่วศาลา ผ่านเครื่องขยายเสียงไปทั่วบริเวณวัด ชาวบ้านหญิงชาย นั่งพับเพียบพนมมือฟังพระสวดอย่างตั้งใจ ราวกับว่ารู้ความหมายอันล้ำลึกจากบทสวดนั้น แต่ละคนมีใบหน้าอิ่มเอิบไปด้วยบุญจากเนื้อนาบุญที่นั่งอยู่เบื้องหน้า

     ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา พระสงฆ์สวดเสร็จแล้ว มัคนายกอาราธนาพระเทศนาโปรดญาติโยม ซึ่งพระสุชาติ  สุวฑฺฒโก รับนิมนต์เทศน์โปรดญาติโยมด้วยภาษาปกาเกอะญอ

     เสียงพระเทศน์สลับกับเสียงหัวเราะเบาๆ ของชาวบ้านเป็นบางคราว หลังจากท่านได้พูดคุยกับญาติโยมราว ๒๐ นาที ก็เปิดโอกาสให้พระสงฆ์รูปอื่นได้พูดคุยกับชาวบ้าน รูปละราว ๕ นาที

     พิธีกรรมทางศาสนาช่วงต้นนี้แล้วเสร็จ ศาลาบำเพ็ญบุญที่เมื่อครู่เป็นพื้นที่ทางศาสนาก็กลายเป็นพื้นที่ทางโลกพูดคุยเรื่องราวของชุมชนต่าง ๆ

     วันนี้การพูดคุยของชาวบ้านเป็นการผลัดการเล่าว่าพบเห็นสิ่งดี ๆ อะไรบ้างหลังจากได้ร่วมกันทำบุญสัญจรมาแล้วปีกว่า บางแห่งก็พูดถึงกิจกรรมต่อเนื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน เช่น การสอนหนังสือปกาเกอะญอให้กับเด็กในชุมชน เป็นต้น

     นอกจากการพูดคุยของชาวบ้านแล้ว พระนิคม  กิจฺจสาโร ในฐานะผู้ริเริ่มงานบุญสัญจรได้ตั้งคำถามให้ชาวบ้านกลับไปขบคิดว่า พวกเราทำบุญสัญจรมาปีกว่าแล้วเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง ชาวบ้านและชุมชนมีความสุขขึ้นบ้างไหม ? ในชุมชนของเรายังมีอะไรปัญหาหนักอกหนักใจอะไรบ้าง และเราจะใช้โอกาสที่มาร่วมกันในงานบุญสัญจรนี้ไปคลี่คลายปัญหานั้นอย่างไร ? หากกิจกรรมบุญสัญจรนี้เป็นประโยชน์กับทุกคนโดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน แต่ช่วงจัดพิธีเด็กมักจะไปเรียนหนังสือ จะทำอย่างไรจะให้เด็กได้เข้ามามีโอกาสร่วมงาน ? งานบุญสัญจรเป็นประโยชน์โดยรวมแก่ชาวบ้านและชุมชนทั้งตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลจะเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนกิจกรรมนี้ให้ต่อเนื่องได้อย่างไร ?

     เวลาแห่งการพูดคุยกินเวลาเกือบ ๒ ชั่วโมงก็ยุติด้วยคำถามที่ฝากให้แกนนำและชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านกลับไปขบคิดต่อ

     หลังจากพูดคุยเสร็จศาลาบำเพ็ญบุญที่เมื่อครู่เป็นพื้นที่ทางโลกก็กลับคืนสู่พื้นที่ทางธรรม

     ชาวบ้านที่นั่งอยู่ด้านหน้าช่วยกันคนละไม้ละมือหยิบจับข้าวที่เป็นสิ่งของบริวารของผ้าป่า จบขึ้นเหนือหัว พร้อมกับกล่าวคำถวายตามมัคนายก แล้วก็ยกถวายพระสงฆ์ที่นั่งอยู่ตรงหน้า รวมทั้งต้นผ้าป่าที่ชาวบ้านช่วยกันบริจาคคนละเล็กละน้อย

     เงินที่ได้จากการถวายผ้าป่านี้ ส่วนหนึ่งจะถวายพระสงฆ์และวัด เงินที่เหลือจะนำไปตั้งเป็นกองทุนของเครือข่ายเพื่อสนับสนุนให้การดำเนินงานบุญสัญจรเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เงินส่วนหนึ่งจะนำไปสนับสนุนเป็นค่าน้ำมันเชื้อเพลิงแก่เจ้าของรถที่นำชาวบ้านจากต่างบ้านไปร่วมงานบุญสัญจร

     “...เงิน ๒๐ บาทเวลาทำบุญชาวบ้านจะไม่เสียดาย แต่เงิน ๒๐ บาทถ้าเสียค่ารถชาวบ้านจะรู้สึกเสียดาย...พระนิคม  กิจฺสาโร เล่าให้ฟังถึงเหตุผลที่ให้การสนับสนุนเงินแก่เจ้าของรถยนต์ที่นำพาชาวบ้านมาร่วมงานบุญ

     “...คนเฒ่าคนแก่ บางคนก็ไม่มีเงิน แต่อยากมาทำบุญ พอมีรถรับส่งไม่ต้องเสียเงิน ก็ดีใจมาก เดือนนึงก็รอว่าเมื่อไรจะถึงวันทำบุญสัญจรสักที... 

     “...เงินที่ให้เจ้าของรถไม่ใช่เป็นค่าเหมารถ แต่ช่วยเป็นค่าน้ำมันเล็ก ๆ น้อย ไม่ให้เจ้าของรถเดือดร้อนมากนัก จริง ๆ ไม่ให้เขาก็อยากจะมาอยู่แล้ว แต่นาน ๆ บ่อย ๆ กลัวว่าจะเดือดร้อน...

 

     กว่าจะเสร็จพิธีกรรมเวลาก็ล่วงเลยไปกว่า ๔ โมงเย็น...

     ชาวบ้านค่อยทยอยลงจากศาลาทั้งเจ้าบ้านและแขกเยือน บนศาลายังคงเหลือคณะกรรมการที่คอยนับเงินผ้าป่า

     รถยนต์จากหมู่บ้านอื่น ๆ เริ่มสตาร์ทเครื่อง เสียงล่ำลาเพื่อพบกันใหม่ในวันเดือนดับครั้งหน้าดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ที่ค่อยเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้าน

     บุญสัญจรคราวนี้สิ้นสุดลงแล้ว...