มาฝึก สมาธิ กันเถอะ

           ภาวะโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง วัตถุนิยมได้แปรเปลี่ยนไปบ้าง  ส่งผลให้มนุษย์สบสน  หาทางออกไม่ได้ จะมีทางไหนที่ดี ลองมาใกล้ชิดพระพุทธศาสนา  ผมจึงคิดหาวิธีที่จะทำให้จิตใจก็ดี  กายก็ดี มีความสงบสุข  โดยเริ่มจากการคิดเป็นอันดับแรก แล้วเชื่อมโยงกับคำบริกรรมที่ว่า พุทโธ  ดูแลในเรื่องอาหาร  เวลา เพื่อไม่ให้เกิดความเครียด  ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ  อันจะนำไปสู่การขาดสมาธิในที่สุด  ต่อมาก็ลงมือศึกษาค้นคว้าจากตำรา  หนังสือ  เอกสาร  ความรู้  โดยเฉพาะหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เกี่ยวกับวิชาคน  ต้องพยายามมุ่งไปเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ตรงและถูกต้อง  การศึกษามีวิธีการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุในคำปณิธานที่ว่า  รักการเรียน  เพียรขยัน  หมั่นทำดี มีคุณธรรม  ทั้งนี้ ผมจะเน้นในเรื่องคุณธรรมเป็นสำคัญ  หลังจากศึกษาข้อมูล  ค้นคว้าแล้วต่อไป ก็เป็นขั้นทดลองปฏิบัติ ครั้งแรกผมนั่งสมาธิได้ไม่ถึง 2  นาทีเพราะจิตใจฟุ้งซ่าน  แต่ก็มีการปรับปรุงโดยการกำหนดว่านั่ง  5  10   30   60 นาทีอย่างนี้เป็นต้นให้เราต้องปฏิบัติตาม โดยสูดลมหายใจลึกๆ  หายใจเข้า-ออก  กับคำบริกรรม พุทโธ  รวบรวมสมาธิ  เพ่งเล็ง  ตั้งสติให้มั่น ก็สามารถเกิดความรู้แจ้งแห่งจิตที่รู้สาเหตุของความทุกข์และแนวทางการแก้ปัญหาได้  
พูดง่ายๆก็คือ นำสติ มาบวกกับ สมาธิ = ปัญญา(ความรู้แจ้ง) สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต  ในด้านการเรียนได้

ข้อความข้างต้นทั้งหมดสามารถสรุปหลักการและใจความสำคัญได้  ดังนี้

ศีลเป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิคือความสงบทางใจ สมาธิที่มีศีลเป็นเบื้องต้นเป็นสมาธิที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก บุคคลผู้มีสมาธิ ย่อมอยู่สงบ  เหมือนเรือนที่มีฝาผนัง มีประตูหน้าต่างปิดเปิดได้เรียบร้อย  มีหลังคาสำหรับป้องกันลม แดดและฝน  ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเครื่องฟอกจิตให้ขาวสะอาด  จิตที่ฟอกแล้ว ด้วยศีล สมาธิ  และปัญญา  ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง


อ้างอิง:
ย่งเซียง แซ่เล้า ,62 พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน และ พุทธโอวาทคิริมานนทสูตร,ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.สัมพันธ์พาณิชย์  กรุงเทพฯ.
บันทึก: 28  สิงหาคม   2552
ปรับปรุงล่าสุด:  13   กันยายน  2552