การวิจัยทางประวัติศาสตร์
การวิจัยทางประวัติศาสตร์ คือการการค้นหารากฐานแห่งความจริงที่เกี่ยวกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เพื่อการเข้าใจรายละเอียดของประวัติศาสตร์นั้น ๆ ในส่วนลึก โดยการค้นคว้าหารากฐานจากอดีตเกี่ยวกับเรื่องราวนั้น ๆ มากลั่นกลอง จัดระบบ ตีความ และนำเสนอเรื่องราวให้มีความเด่นชัดมากที่สุด เที่ยงตรงที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้น อย่างไร ทำไม เมื่อใด และที่ไหน ผลงานที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยจะได้มีส่วนช่วยสร้างความเจริญก้าวหน้าแก่วงการประวัติศาสตร์โดยส่วนรวม
สามารถศึกษาจาก หลักฐานต่าง ๆ เช่นบันทึกหรือเอกสารอ้างอิงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวนั้น ๆ รวมทั้งพยานหลักฐานที่เป็นวัตถุในรูปร่างที่ต่างกันหรือเหมือนกันอีกด้วย ความรู้ชนิดนี้ได้มาจากพยานหลักฐานเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้เรียกการค้นหาความรู้ชนิดนี้ว่า การค้นหาความรู้ (วิจัย) โดยวิธีการทางประวัติศาสตร์
การวิจัยทางประวัติศาสตร์ ผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ตามลำดับดังนี้
1. การกำหนดปัญหา หรือการเลือกปัญหา หรือการตั้งปัญหาในการวิจัยประวัติศาสตร์มักจะเริ่มเกิดปัญหาในทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตหรืออาจเกิดขึ้นจากความสงใสในข้อมูลบางข้อมูลที่มีความขัดแย้งหรือยังไม่กระจ่าง การเลือกหัวข้อหรือการวางแผนวิจัย ไม่เพียงแต่พยายามเลือกหัวข้อที่ผู้ทำการวิจัยสนใจและมีความถนัดมากที่สุดเท่านั้น แต่ยังต้องมีองศ์ประกอบอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น
- ควรเลือกหัวข้อที่มีข้อมูลสนับสนุนหรือเอื้อต่อการทำการวิจัย
- ปัญหานั้นชัดเจนพอที่จะหาคำตอบได้
- ขอบเขตของปัญหาสามารถทำได้ภายในเงื่อนไขของเวลา การเงิน และแรงงานของผู้ทำการวิจัย
- ปัญหานั้นได้รับการเขียนที่ประกอบด้วยความสัมพันธ์ระหว่างแหตุการณ์ หรือตัวแปรอย่างละสองตัวหรือไม่
- ศึกษาจากบทคัดย่อปริญญานิพนธ์ทั้งในประเทศและนอกประเทศ ถ้าปัญหานั้นได้รับการศึกษาหาคำตอบมาแล้ว จะเป็นการเพิ่มความรู้หรือเอื้อประโยชน์ในทางทฤษฎีและปฏิบัติหรือไม่
- ปัญหานั้นนำไปสู่การศึกษาหรือวิจัยครั้งใหม่หรือไม่
- ผลที่เกิดจากปัญหานั้นมีอันตรายต่อกายและจิตของผู้ที่เกี่ยวข้องหรือไม่
2. การตั้งสมมุติฐาน ข้อสมมุติฐานคือความเชื่อของผู้วิจัยในปัญหาที่กำหนดขึ้น ว่าควรมีคำตอบเช่นนี้มากก่อนที่จะทำการวิจัย อาจได้มาจากการศึกษาติดตามงานของผู้อื่นหรือจากการสังเกตการณ์ และจากการคาดคะเนอย่างมีเหตุผล การตั้งข้อสมมุติฐานสามารถช่วยให้ผู้ทำการวิจัยกำหนดความอยากรู้ให้แคบลงและการเพื่อไม่ให้วิจัยหลงทาง แต่ถ้าตั้งสมมุติฐานมาก ประเดนในการศึกษาก็จะมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน
3. การรวบรวมข้อมูล การอ่านและการรวบรวมข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ ควรมีการทำอย่างเป็นระบบเพื่อให้การเขียนรายงานการวิจัยเป็นไปอย่างมาตรฐาน จัดข้อมูลต่าง ๆ ไว้เป็นหมวดหมู่ เช่น เอกสารราชการ สิ่งพิมพ์ วัตถุโบราณ จดหมาย ฯลฯ เพื่อสะดวกแก่การหยิบจับมาใช้ ในการวิจัยทางประวัติศาสตร์ไม่อาจกระทำได้ดังเช่นศาสตร์อื่น ๆ เช่นการทดลองในห้องทดลอง หรือการออดแบบสอบถามในทางสถิติ เป็นต้น ดังนั้นข้อมูลที่นักวิจัยทางประวัติศาสตร์ จึงเป็นข้อมูลที่สังเกตโดยผู้อื่นมากกว่าเป็นของผู้สำรวจเอง สามรถแบ่งข้อมูลต่าง ๆ เป็น 2 หัวข้อใหญ่ ๆ คือ
3.1 ข้อมูลชั้นต้น หรือข้อมูลปฐมภูมิ หมายถึงข้อมูลที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยบุคคลที่มีความใกล้ชิดหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้น ๆ โดยตรงอาจจอยู่ในรูปแบบของ บันทึกรายวัน จดหมายเหตุ เอกสารทางราชการ รวมถึงหลักฐานทางโบราณคดี เช่น เครื่องปั้นดินเผา เหรียญกษาปณ์ แสตมป์ เป็นต้น
3.2 ข้อมูลชั้นที่สอง หรือข้อมูลทุติยภูมิ คือข้อมูลที่เกิดขึ้นโดยบุคคลที่ไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ มีการตีความ แปลความหมาย หรือทำให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนสภาพไป ตัวอย่างเช่น บทความทางวิชาการที่อยู่ในวรสารวิชาการ ตำรา วิทยานิพนธ์ เป็นต้น
นอกจากนั้น ควรจัดข้อมูลทางประวัติศาสตร์ออกเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยตรง และข้อมูลที่เป็นส่วนประกอบ เช่น กฎหมาย แผนที่ทางภูมิศาสตร์ ปรัชญา วรรณคดี เพื่อให้ผู้ทำการวิจัยเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้โดยทางอ้อม
4. การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการตีความหมาย เมื่อผุ้ทำการวิจัยได้รับข้อมูลต่าง ๆ และจัดหมวดหมู่อย่างเป็นระบบแล้ว ยังต้องตรวจตรา พิจารณา ไตร่ตรองและตีความหมายของหลักฐานนั้น ๆ แล้วนำข้อมูลทั้งหมดผสมผสานกันเพื่อตีความหมายออกมา โดยอาสัยทิศทางของกรอบความคิดของสมมุติฐานที่ผู้ทำการวิจัยตั้งไว้ตั่งแต่ต้น การตีความหมายต้องการทำไปอย่างไม่มีอคติ จึงจะได้ผลการวิจัยที่เป็นความจริงอย่างที่สุด
5. การเขียนรายงานวิจัย นับว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายและสำคัญที่สุด ผู้วิจัยต้องอาศัยความรู้ความสามารถที่ได้จาการศึกษาเล่าเรียน การฝึกฝน ความสามารรถเฉพาะตัว (พรสวรรค์) ในการเรียบเรียงข้อมูลต่าง ๆ ที่ทำการวิจัยออกมาเป็นรูปเล่มรายงาน หลักเกณฑ์การเขียนงานวิจัย ควรประกอบด้วยสาเหตุหลัก 3 ประการด้วยกันคือ
5.1 ความมีความชัดเจนทั้งคำและภาษาที่ใช้ ไม่ควรใช้คำศัพท์ที่ยากจนเกินไป ไม่ใช้ภาษาฟุ่มเฟย เพื่อให้ผู้อ่านได้รับความชัดเจนเกี่ยวกับรายงานให้มากที่สุด
5.2 มีความเป็นเอกภาพ ต้องมีการถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นระบบแบบแผนโดยมุ่งหมายที่จะอธิบายถึงเหตุและผลและสมมุติฐานที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน
5.3 มีการดำเนินเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง สอดคล้อง เป็นอันหนึ่งอันเดียว ไม่ให้ขาดตอน เพื่อให้เนื่องเรื่องมีรสชาติ และไม่สร้างความสับสนแก่ผู้อ่าน
6. การเผยแพร่ การนำเสนอรายงานอาจทำได้ดังนี้
6.1 การเสนอรายงานโดยปากเปล่า ให้แก่ผู้เข้าฝังการบรรยายและเปิดโอกาสให้มีการซักถามความสงสัยเกี่ยวกับหัวข้อรายงาน
6.2 การเสนอรายงายการวิจัยโดยลายลักษณ์อักษร ได้แก่ งานวิทยานิพนธ์ เป็นต้น
6.3 กดารเสนอรายงานโดยแผนภาพ ได้แก่เสนอรายงานการปฏิบัติงาน และการศึกษาค้นคว้าวิจัยโดยการใช้รูปภาพ หรือแผ่นภาพและตัวหนังสือ
คุณสมบัติของผู้วิจัย
ลักษณะของงานวิจัยทางประวัติศาสตร์ที่ดีนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือตังผู้ทำการวิจัยเองเป็นสำคัญ ดังนั้นลักษณะที่ดีของผู้ที่ทำการวิจัยทางประวัติศาสตร์ควรมีคุณสมบัติดังนี้
1. เป็นผู้ตั้งใจศึกษาความเป็นจริงในอดีต จะต้องเป็นผู้ให้ความสนใจ สงใส และลงมือทำการวิจัยค้นคว้าสืบค้นถึงเรื่องราวหนึ่งใดที่เชื่ออย่างแน่แท้ว่าจะเกิดขึ้นมาแล้วจริง ๆ โดยมีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่สามารถยืนยันหรือพิสูจน์ได้อย่างแน่นอน ตามหลักวิการวิจัยทางประวัติศาสตร์ โดยไม่มีคำว่า ข้อมูลนั้นจะเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษต่อเรื่องราวบุคคลใด จึงจะได้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เป็นจริงที่สุด
2. มีความซื่อสัตย์ คือจะต้องมีความชื่อสัตย์ต่อตนเองและสังคม
- ความชื่อสัตย์ต่อตนเองคือ จะต้องไม่คิดลอกงานของผู้อื่นโดยไม่มีการอ้างถึงแหล่งที่มา หรือทำให้ผู้อื่นเชื่อว่า เป็นงานที่เกิดจากการค้นคว้าของตนเอง
- ความซื่อสัตย์ต่อสังคมคือ ความไม่บิดเบือนความจริงให้ผิดแผกแตกต่างจากความเป็นจริงที่ควรจะเป็น และต้องไม่คำนึงถึงอามิสสินจ้าง ชื่อเสียงเกียรติ์ยศของตนเองและวงศ์ตระกูล
หากผู้ทำการวิจัยไม่มีความซื่อสัตย์แล้ว ผลงานวิจัยก็จะไม่มีคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และคงอยู่ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
3. มีความเป็นกลางและความขันติธรรม
- ความเป็นกลางคือ ความเป็นกลางในการตีความข้อมูลทางประวัติศาสตร์โดยไม่มีความลำเอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่งหรือส่วนตัว และมีความตรงไปตรงมาอย่างไม่อคติ
- ความมีขันติธรรม คือการยอมรับฟังความคิดเห็น ที่ตรงกันข้ามอย่างตรงไปตรงมา ถึงแม้จะมีผุ้ตีความในความหมายที่ตรงกันข้ามหรือแตกต่างจากตัวเรา ผู้วิจัยควรจะเคารพต่อความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงานที่ได้ค้นคว้าตามวิธีการทางประวัติศาสตร์ แม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม
4. มีความเป็นระเบียบรอบครอบ
- ความเป็นระเบียบ ต้องเริ่มต้นตั่งแต่การอ่าน การค้นคว้า การจดบันทึกข้อความสำคัญ จัดข้อมูลต่าง ๆ ให้เป็นหมวดหมู่ การเขียนข้อความต่าง ๆ ว่ามาจากแหล่งใด หน้าใด ใครเขียน ฯลฯ อย่างชัดเจน เพื่อง่ายแก่การหยิบยกมาใช้
- ความรอบคอบ ต้องไม่รีบด่วนตัดสินใจเร็วในการตีความข้อมูลอย่างนึ่งอย่างใด ก่อนจะใดรับข้อมูลในเรื่องราวนั้น ๆ ให้ครบถ้วนเสียก่อน ถึงพิจารณาถึงความถูกต้องของข้อมูลก่อนทุกครั้งไป และต้องมีการตรวจสอบความถูกต้อง ประเมิน วิพากษ์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ผลงานที่ออกมาจึงจะมีความน่าเชื่อถือ
5. ต้องมีความรู้อย่างกว้างขวาง ทั้งที่เกี่ยวข้องกับพฤตกรรมของมนุษย์ ธรรมชาติวิทยา ปรัชญา เทววิทยา วรรณคดี รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ ยิ่งมีความรู้มากเท่าใด ยิ่งทำให้ผู้วิจัยมีความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กำลังจะศึกษาดียิ่งขึ้น และจำทำให้ตัดสินใจดีความหมาย ของข้อมูลต่าง ๆ อย่างเที่ยงตรงยิ่งขึ้น
6. มีความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูลที่ทำการวิจัย ไม่ว่าจะเป็นการเขียนรายงานวิจัย การอธิบายปากเปล่า การถ่ายทอดไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด เรืองราวจะต้องไม่สับสนวุ่นวาย มีความประติดประต่อ ใช้คำศัพท์ที่ง่ายแก่ความเข้าใจ
คุณสมบัติที่กล่าวมาในข้องต้นคือคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้จะทำการวิจัยทางประวัติศาสตร์ควรจะมี หากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปงาวิจัยที่ออกมาก็จะไม่มีคุณภาพ ความสมบูรณ์เท่าที่ควร นอกเหนือจากคุณสมบัติเหล่านั้นแล้ว ก็ยังมีลายละเอียดปลีกย้อยอีกมากมายที่ผู้ทำการวิจัยควรจะศึกษาและทำความเข้าใจ
วาทิน ศานติ์ สันติ
เยี่ยมมากครับขอบคุณครับ
555555555555555555555555555555555555555555555+55