โลกในยุคปัจจุบันกำลังถูกความศิวิไลซ์ครอบงำ จนทำให้วัฒนาธรรม ประเพณี ความดีงามในยุคเก่าก่อนลบเลือนและจางหายไป สังคมกำลังเกิดความสับสน สมาชิกในสังคมเกิดความแตกแยกทางความคิด ความเลื่อมล้ำในสังคมเพิ่มทวีมากขึ้น นั่นคือลางบอกเหตุที่จะนำพาให้สังคมถดถอยไปสู่ความหายนะ ต้นเหตุแห่งความหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาใช่อื่นไกลไม่ หากแต่คือตัวมนุษย์ที่กำลังลุ่มหลงกับความสะดวกสบาย คิดถึงผลประโยชน์ของตัวเองมากจนลืมนึกถึงสังคม สิ่งแวดล้อม
“มนุษย์” จัดว่าต้นทุนทางสังคม หากสังคมใดมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ สังคมนั้นจะเป็นสังคมที่มีความเจริญก้าวหน้า สมาชิกในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ในทางกลับกันหากสังคมใดมีทรัพยากรมนุษย์ที่ไร้คุณภาพ สังคมนั้นก็จะเข้าสู่ภาวะวิกฤติ เช่นเดียวกับที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้ทันกับเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลง วันนี้สังคมไทยเราต้องการทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพเพื่อให้สังคมกลับคืนสู่การเป็นสังคมคุณภาพ การพัฒนา “ทุนมนุษย์” ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น หากแต่เรายังปิดหูปิดตาอยู่ เลยไม่ได้รับรู้ว่าในต่างประเทศนั้นมีการพัฒนา “ทุนมนุษย์” หรือ “สร้างคนเพื่ออนาคต”กันมานานแล้ว ไม่สายจนเกินไปสำหรับการเริ่มต้นในการเตรียมความพร้อมคนไทยเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งทวีมากยิ่งขึ้นในอนาคต หากเรามาดูแนวทางการบริหารและพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 จะเห็นว่าทิศทางการบริหารสอดคล้องกับการจัดการทรัพยากรมนุษย์ของโลกยุคปัจจุบันโดยมองว่า "คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา"
การสร้างคนเพื่ออนาคต ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆภายในระยะเวลาสั้นๆ จำเป็นจะต้องมองโลกทั้งปัจจุบันและโลกในอนาคตให้ทะลุปรุโปร่งในทุกมิติ แล้วจึงสร้างเครื่องมือและวิธีการ ที่จะนำมาพัฒนา ขณะที่โลกตะวันออกกำลังหลงระเริงกับการสร้างคนให้มีความก้าวหน้าโดยยึดติดกับวัตถุ ลุ่มหลงกับฐานคิดของปรัชญาทางตะวันตก ในทางกลับกันในซีกโลกตะวันตกได้ให้ความสำคัญในการสร้างคนด้วยการการผสานเอาฐานคิดของปรัชญาตะวันออก โดยเฉพาะ พุทธปรัชญา นั่นคือ “พัฒนาคนโดยมุ่งพัฒนามาจากจิตใจ”
หลักทางพระพุทธศาสนาที่เป็นฐานคิดแห่งพุทธปรัชญาก็คือหลักไตรสิกขา หรือหลักปฏิบัติ 3 ชั้นที่เอื้อกัน ได้แก่ 1) ศีลสิกขา ข้ออบรมทางศีล ประกอบด้วยการควบคุมวาจาของตนเอง ไม่กล่าวเท็จ พูดส่อเสียด พูดหยาบคาย และวิพากษ์วิจารณ์เพ้อเจ้อ ไร้ประโยชน์ กล่าวแต่คำสัตย์คำจริง การประพฤติที่ถูกต้อง ปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของศีลธรรมจรรยาและหน้าที่ที่ตนควรประพฤติ การประกอบอาชีพในทางสุจริต 2) จิตสิกขา เป็นการอบรมทางจิตให้เกิดสภาพบริสุทธิ์ ความพยายามที่จะหยุดความคิดที่ชั่ว การรู้สึกตัวเสมอ การมีสำนึกในสภาวะที่จิตที่เป็นของตน มีสติกำกับ มีจิตสงบมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน 3) ปัญญาสิกขา ข้ออบรมทางความรอบรู้ ประกอบด้วยการเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งต่างๆ คิดเพื่อการขจัดรากเหง้าแห่งความคิดอกุศลทั้งหลายอย่างถูกวิธีและถูกต้อง จะเห็นว่าหลักคำสอนของพระพุทธองค์เน้นการรู้ตัวตนโดยการกำหนดจิตหรือระลึกรู้ด้วยตน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตและนักศึกษา วิทยาลัยการศึกษา เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2503 ความว่า
"...ผู้ที่เป็นครูอาจารย์นั้น ใช่ว่าจะมีแต่ความรู้ในทางวิชาการและ ในทางการสอนเท่านั้นก็หาไม่จะต้องรู้จักอบรมเด็ก ทั้งใน ด้านศีลธรรม จรรยาและวัฒนธรรม ทั้งให้มีความสำนึกรับผิดชอบในหน้าที่ และในฐานะที่จะเป็นพลเมืองดีของชาติต่อไปข้างหน้า การให้ความรู้ หรือที่เรียกว่า การสอนนั้นต่างกับการอบรม การสอน คือ การให้ความรู้แก่ผู้เรียน ส่วนการอบรมเป็นการฝึกจิตใจของผู้เรียนให้ซึมซาบจนติดเป็นนิสัย ขอให้ท่านทั้งหลายจงอย่าสอนแต่อย่างเดียว ให้อบรม ให้ได้รับความรู้ดังกล่าวมาแล้วด้วย"
เมื่อปี ค.ศ. 1997 ประธานาธิบดี บิล คลินตัน แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศใน State of the Union Address ว่า “จะต้องสอนจริยศึกษาในโรงเรียนของเรา เราต้องสอนเด็ก ๆ ให้เป็นพลเมืองดี” (Character education must be taught in our schools. We must teach children to be good citizen.) และแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงการศึกษา สหรัฐ พ.ศ.2541-2545 ระบุเป้าหมายข้อที่ 1 ในจำนวน 4 ข้อ ว่าจะต้อง “ช่วยให้นักเรียนทุกคนมีความสามารถทางวิชาการ เพื่อให้พร้อมสำหรับการเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ พร้อมที่จะศึกษาในระดับต่อไป และพร้อมที่จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ”
สหราชอาณาจักรและเวลส์ ได้ตราพระราชบัญญัติการศึกษา ค.ศ.1996 ระบุปรัชญาทั่วไปในการจัดการศึกษาว่ามุ่งหมายที่จะ “สนับสนุนให้การศึกษาดี มีคุณภาพ เพื่อปวงชน โดยปวงชน ขัดเกลากมลด้วยคุณธรรม เลิศล้ำภูมิปัญญา ด้วยวิชาการและเทคโนโลยี”
กฎหมายแม่บทการศึกษาของญี่ปุ่น ปี พ.ศ. 2490 เมื่อมีการประกาศใช้เป็นครั้งแรก หลังประสบความพ่ายแพ้ครั้งยิ่งใหญ่ในสงครามโลกครั้งที่สอง ระบุจุดมุ่งหมายของการศึกษาแห่งชาติ ไว้ชัดเจนว่า การจัดการศึกษาต้อง “พัฒนาบุคลิกภาพของผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้เป็นผู้มีร่างกายและสติปัญญาสมบูรณ์ รักสัจจะและความยุติธรรม เห็นคุณค่าของความเป็นปัจเจกบุคคล เคารพยกย่องในการประกอบอาชีพที่สุจริต มีความรับผิดชอบสูง และมีความคิดที่เป็นอิสระ ในการที่จะร่วมมือกันจรรโลงประเทศชาติและสังคมให้ประสบสันติสุข”
กฎหมายแม่บทการศึกษาของประเทศเกาหลี พ.ศ. 2491 (มาตรา 1) ระบุไว้ว่า “การศึกษาจะต้องช่วยพัฒนาคนให้สมบูรณ์ ทั้งบุคลิกลักษณะและความสามารถในการดำรงชีวิตอย่างอิสระ มีคุณสมบัติของพลเมืองดี เหมาะสมสำหรับประเทศประชาธิปไตย และสำหรับการสร้างความเจริญของมนุษย์ชาติร่วมกัน”
ย้อนมามองดูการจัดการศึกษาไทยว่าสามารถสร้างคนเพื่ออนาคตได้มากน้อยแค่ไหน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 ได้ตั้งความมุ่งหมายไว้ว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขต้องมุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ก็ได้กำหนดจุดมุ่งหมายในการจัดการศึกษาไว้ว่า มุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี มีปัญญา(เก่ง) มีความสุข วัตถุประสงค์การศึกษาในระดับต่าง ๆ ที่จะระบุไว้ในกฎหมายแม่บทการศึกษาไทยหรือแม้แต่หลักสูตรในแต่ละระดับ มีความคล้ายคลึงกับของต่างประเทศที่ได้ยกมากล่าวในข้างต้นไม่ว่าจะเป็นอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น หรือเกาหลี ซึ่งได้มีการกำหนดขึ้นมาก่อนหน้าที่ประเทศไทยจะมีกฎหมายแม่แบบทางการศึกษาหลายปี ดูคล้ายกับว่าเราไปลอกเลียนแบบประเทศเหล่านั้นมาโดยไม่คำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของสังคมไทย ศาสตราจารย์นายแพทย์ ประเวศวะสี ได้เสนอแนะยุทธศาสตร์การปฏิรูปการเรียนรู้ในสถาบันการศึกษาทุกระดับว่า “ควรปฏิรูปการเรียนรู้ โดยลดการถ่ายทอดเนื้อหาในห้องเรียนลงให้มากที่สุด แล้วใช้กระบวนการเรียนรู้ที่จะพัฒนามิติทางกาย สังคม จิต และปัญญา ให้เข้มแข็งครบทุกด้านพร้อมกันไป” โดยประยุกต์จากวิธีการที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ คือ การศึกษาจากการสัมผัสความจริง (สุตมยปัญญา) การศึกษาจากการคิด (จินตามยปัญญา) การศึกษาจากการเจริญสติ (ภาวนามยปัญญา)
Howard Gardner นักจิตวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เจ้าของทฤษฎีพหุปัญญา ได้เสนอแนวคิดในการพัฒนามนุษย์ให้เต็มเปี่ยมด้วยศักยภาพเอาไว้ว่า “ความฉลาดของคนนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับไอคิว(IQ) ที่วัดได้ เพราะนั่นเป็นเพียงความสามารถทางด้านตรรกะการคำนวณเท่านั้น ความฉลาดนั้นไม่ได้มีเพียงด้านเดียว แต่จะประกอบกันหลายด้าน และมนุษย์แต่ละคนจะมีความฉลาดในแต่ละด้านไม่เท่ากัน การดำเนินชีวิตในศตรรษที่ 21 จะมีความฉลาดเพียงเดียวคงไม่เพียงพอ จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้คนต้องมีจิตสาธารณะห้าประการ เพื่อช่วยจรรโลงโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น”
จิตสาธารณะทั้งห้าที่ Gardner ได้นำเสนอไว้นั้นปรากฏอยู่ในหนังสือ Five Minds For The Future ประกอบไปด้วย
1.จิตชำนาญการ (Disciplined Mind) เป็นวิธีคิดที่เกี่ยวกับสาขาวิชาหลักๆ และสายวิชาชีพต่างๆ ซึ่งเป็นความสามารถในการประยุกต์ความขยันหมั่นเพียรของตน พร้อมทั้งปรับปรุงสิ่งที่เล่าเรียนมาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
2. จิตสังเคราะห์ (Synthesizing Mind) เป็นการเลือกข้อมูลที่สำคัญจากข้อมูลมากมาย ที่ได้รับจากหลายๆ แหล่ง และจัดการกับข้อมูลได้อย่างสมเหตุสมผล ทำความเข้าใจกับข้อมูลและประเมินข้อมูลโดยปราศจากอคติ ผสมผสานให้กลายเป็นข้อมูลใหม่ ที่มีความหมายต่อตนเองและผู้อื่น
3. จิตสร้างสรรค์ (Creating Mind) เป็นยิ่งกว่าจิตชำนาญการและจิตสังเคราะห์ โดยเป็นการผลิตความคิดใหม่ๆ พร้อมตั้งคำถามที่แตกต่างไปจากเดิม และกำเนิดเป็นวิธีคิดที่สดใหม่ ซึ่งก็อาจจะกลายเป็นคำตอบที่คาดไม่ถึง
4. จิตเคารพ (Respectful Mind) เป็นการตอบสนองต่อคนและกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายอย่างเห็นอกเห็นใจ และเป็นไปในทางสร้างสรรค์เป็นความพยายามที่จะเข้าใจ และทำงานร่วมกันกับคนที่แตกต่างกัน เป็นการขยายขอบเขตของความอดกลั้น และความถูกต้องเหมาะสมของสังคมและการเมือง หรือกล่าวง่ายๆ จิตเคารพเป็นการยอมรับในความแตกต่างระหว่างบุคคล และกลุ่มบุคคลนั่นเอง
5. จิตจริยธรรม (Ethical Mind) เป็นคุณลักษณะที่เป็นนามธรรมค่อนข้างมาก แต่มีความสำคัญในเชิงบทบาทในหน้าที่การงาน และบทบาทในการเป็นพลเมือง เป็นการไตร่ตรองถึงธรรมชาติของงาน รวมทั้งความต้องการ และความปรารถนาของสังคมที่เราดำรงอยู่ โดยมีแนวคิดที่สำคัญว่า "บุคคลจะตอบสนองต่อจุดประสงค์ ที่เหนือไปกว่าประโยชน์ส่วนตนได้อย่างไร" และ "ประชาชนจะทำงานโดยปราศจากความเห็นแก่ตัว และพัฒนาส่วนรวมได้อย่างไร"
จะเห็นได้ว่าโลกตะวันตกได้ให้ความสำคัญในการจัดการศึกษาซึ่งเป็นเครื่องมือในการพัฒนามนุษย์ โดยนำเอาปรัชญาตะวันตกมาบูรณาการกับปรัชญาตะวันออก ที่จัดการศึกษาโดย 1) เน้นคุณธรรม หรือความดีงาม ซึ่งเป็นที่มาแห่งการเรียนรู้ 2) เน้นการนำความรู้เพื่อใช้ในการหลุดพ้นจากทุกข์ 3) ชีวิตคือการเรียนรู้ เรียนรู้ด้วยตนเองและบนความเป็นจริง 4) เน้นการเรียนแบบร่วมมือ ช่วยเหลือ ซึ่งกันละกัน 5) เน้นการศึกษาจากภายในจิต วิญญาณ เข้าใจและควบคุมตนเองได้ 6) ยึดหลักธรรมชาตินิยม ธรรมชาติเป็นฐานแห่งความรู้และการเรียนรู้ มนุษย์ต้องปรับตัวเองให้เข้ากับธรรมชาติ ซึ่งรูปแบบที่สอดคล้องและกำลังเป็นที่นิยมกันเพราะเชื่อว่าจะเป็นรูปแบบการจัดการศึกษาทางเลือกที่จะสามารถพัฒนามนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพได้เป็นอย่างดี นั่นคือ การจัดการศึกษาแบบจิตตปัญญาศึกษา (Contemplative) หรือ “การเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ” ซึ่งเป็นการศึกษาที่เน้นให้เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาอย่างรู้เท่าทัน มิติหรือปรากฏการณ์ภายในของมนุษย์ อันประกอบไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความเชื่อ ฯลฯ ซึ่งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับมิติหรือปรากฏการณ์ภายนอก หรือสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมและกระบวนการที่หลากหลาย โดยมีเป้าหมายก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานทางความคิดและจิตสำนึกใหม่ เกี่ยวกับตนเองและสรรพสิ่ง ส่งผลสู่การประพฤติปฏิบัติอย่างมีสติและปัญญา มีความรักความเมตตาต่อเองและสรรพสิ่ง ทั้งในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งและเป็นหนึ่งเดียวกันกับธรรมชาติ นักการศึกษาระดับแนวหน้าของโลกกำลังให้ความสนใจอย่างยิ่งกับ“การเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ” เพราะเชื่อว่า เป็นวิชาที่สามารถแก้ปัญหาในเรื่องการเรียนรู้ของมนุษย์อย่างได้ผล
ตลอดระยะเวลากว่าเจ็ดปีที่ผ่านมาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 ซึ่งเป็นหลักสูตรแม่แบบของการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เกิดขึ้นเพราะต้องการให้โรงเรียนเป็นผู้กำหนดตัวชี้วัดปลายทางว่าเมื่อจัดการเรียนการสอนแล้วผู้เรียนต้องรู้อะไร และทำอะไรได้บ้าง โดย สพฐ.จะกำหนดมาตรฐานชาติและมาตรฐานการเรียนรู้ให้ แต่พบว่าการนำหลักสูตรลงสู่การปฏิบัติขาดความเข้าใจที่ตรงกัน และยังเกิดความสับสนมาตรฐานการเรียนรู้กว้างขาดแกนกลางที่ชัดเจน หลักสูตรแน่น เนื้อหาซ้ำซ้อน การวัดประเมินผลไม่สะท้อนมาตรฐาน และยิ่งไปกว่านั้นโรงเรียนส่วนหนึ่งออกแบบการเรียนรู้และการประเมินผลการเรียนรู้ไปไม่ถึงมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ดังนั้นจึงได้มีการร่างหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ขึ้นมาเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวและเพื่อให้สอดรับกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์รองรับกับความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ซึ่งในหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ก็คือได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ของหลักสูตร มีการกำหนดสมรรถนะของผู้เรียนเอาไว้ เพิ่มคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของหลักสูตร ซึ่งประกอบด้วย 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ
หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ได้กำหนดการเรียนเอาไว้เป็นสารระเป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ไม่ได้กำหนดลงเป็นวิชาซึ่งจะทำให้เนื้อหาการเรียนไม่แน่นจนเกินไป และเน้นการเรียนรู้ที่เกิดมาจากภายใน ฉนั้นครูต้องจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้งจากกระบวนการ ผ่านประสบการณ์ตรงปรับบรรยากาศให้เรียนรู้ด้วยความรู้สึก ไว้วางใจกันช่วยเหลือเกื้อกูลทางความคิด ให้กำลังใจ และทางจิตวิญญาณแทนการเรียนรู้ภายใต้บรรยากาศการแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะที่ยอดเยี่ยมเก่งกาจการรับฟังซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้งและความรู้สึกไว้วางใจกันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเรียนรู้มีพลังเพราะมันทำให้เกิดการถ่ายเทไหลเวียนบทเรียนจากแต่ละคนไปสู่กลุ่มทั้งหมดที่เรียนรู้ร่วมกัน(Co-Operative Learning)การจัดกิจกรรมหรือกระบวนการที่ทำให้ทุกคนรับฟังอย่างลึกซึ้งและไว้วางใจกันส่วนมากจะจัดก่อนพาเข้าสู่เนื้อหาการเรียนหลัก เมื่อทุกคนเกิดความไว้วางใจขึ้นบ้างแล้วหากต้องการให้บทเรียนเป็นไปอย่างลึกซึ้งขึ้นอีกครูจำเป็นต้องใช้ความสามารถภายในของตนหรือจัดกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความกล้าหาญในการเผชิญกับสถานการณ์ที่เขารู้สึกเสี่ยงโดยเฉพาะการเผชิญกับความจริงภายในบางอย่างที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวด เช่นการมองเห็นมุมที่น่าเกลียดของตน เป็นต้นกระบวนการนี้ไม่เพียงทำให้ผู้เรียนเกิดความกล้าที่จะเผชิญความจริงเท่านั้นแต่ยังทำให้เขายอมรับและรู้จักใช้วิจารณญาณคลี่คลายปมภายในด้วยตัวเขาเอง ที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งก็คือต้องตระหนักอยู่เสมอว่าทำอย่างไรในแต่ละขณะของการเรียนรู้ผู้เรียนทุกคนจะเรียนรู้อย่างรู้สึกตัวแต่ละขณะของบทเรียนทุกคนรู้สึกตัวแจ่มชัดถึงรายละเอียดของสิ่งภายนอกที่เข้ามากระทบกับประสาทสัมผัสรู้ชัดว่าคืออะไร เป็นอย่างไร รู้สึกตัวได้ชัดว่าเมื่อกระทบสัมผัสแล้วเกิดความรู้สึกนึกคิดภายในอย่างไรการเรียนรู้อย่างรู้สึกตัวในที่นี้คือการมีสติ มีสมาธิ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการเรียนรู้ทุกชนิดที่จะทำให้เราเข้าถึงบทเรียนได้อย่างที่ต้องการ
ที่กล่าวมาข้างต้นเพียงเป็นการนำเสนอทางความคิดเพื่อใก้เกิดกระบวนการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงคนอย่างลึกซึ้งอันจะนำสู่การพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเบ้าหลอมแรกคือเราท่านทั้งหลายที่ได้ชื่อว่าแม่พิมพ์ของชาติ แม้ว่าจะไม่ใช่ข้อสรุปที่เป็นคำตอบจริงแต่ได้การทดลองทดลองประยุกต์ใช้ในโรงเรียนบางแห่งแล้วและต่างก็รู้สึกได้ว่าการเรียนรู้โดยพัฒนาออกมาจากจิตนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงคนนั้นได้จริง
เห็นด้วยกับบทความของคุณเพราะเมื่อจิตเป็นนายแล้วสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนได้
ขอบคุณกับความรู้ที่shareให้