ชิต บุรทัต มหาเศรษฐีแห่งศัพท์ภาษา

  

 

    นายชิต บุรทัต เป็นกวีเอกที่มีชื่อเสียงรุ่งโรจน์คนหนึ่ง  ได้รับการยกย่องว่าเป็น "มหาเศรษฐีแห่งศัพท์ภาษา" ร่ำรวยถ้อยคำจนสามารถนำไปใช้ได้อย่างงดงาม ให้อารมณ์ และเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง

 

    คำประพันธ์ประเภทฉันท์ถือว่าเป็นร้อยกรองชั้นสูง  นิยมใช้แต่งเรื่องที่แสดงความสูงศักดิ์ ความศักดิ์สิทธิ์ ความอลังการ และความสง่างาม  ไม่นิยมแต่งเรื่องที่ธรรมดาสามัญ  ฉันท์เป็นร้อยกรองที่แต่งยากเนื่องจากบังคับคำครุ คำลหุ  คำไทยนั้นมีคำลหุน้อยมากจึงหาคำที่เหมาะสมในการแต่งฉันท์ยาก  ทำให้จำเป็นต้องใช้คำบาลีสันสกฤตแต่ง  ฉันท์จึงเป็นร้อยกรองที่แต่งยากกว่าร้อยกรองชนิดอื่น ๆ 

 

        อย่างไรก็ตามการแต่งฉันท์ไม่จำเป็นต้องใช้คำบาลีสันสกฤตเท่านั้น  ยิ่งนำคำบาลีสันสกฤตมาแต่งมากเท่าใดก็ทำให้ฉันท์ขาดรสแห่งความเรียบง่ายและขาดความเป็นธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น  นอกจากนายชิต  บุรทัตจะแต่งสามัคคีเภทคำฉันท์แล้ว  ยังมีผลงานอีกเรื่องหนึ่งเป็นคำฉันท์เรื่องสั้น ๆ ที่ใช้คำสามัญแต่งเรื่องธรรมดาสามัญ  ครูแป๊วเคยนำเรื่อง "ตาโป๋คำฉันท์" มาให้อ่านแล้วในเรื่องอารมณ์ขันในวรรณคดี   คราวนี้จะนำอินทรวิเชียรฉันท์ของนายชิต บุรทัต มาให้อ่านกัน  เพื่อให้เห็นว่าท่านเป็นผู้ร่ำรวยถ้อยคำ สามารถเรียกใช้ได้ดังใจ  ฉันท์บทนี้ใช้คำไทยพื้น ๆ แต่งเรื่องราวสามัญ ชื่อว่า "ปากบอน" ผู้แต่งใช้นามปากกาว่า "แมวคราว" ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ไทยหนุ่ม  ลองอ่านกันดูนะคะ 


 

 

            ปากบอนเถอะกูรู้          หละก็กูจะตบมึง

เรื่องนั้นจะดันดึง                      และแดะแด๋เพราะเดือดดาล

            รู้เห็นอะไรหน่อย          สิก็คอยเสนอขาน 

เสือกแส่จะรังควาน                  เอะอะอึงตะบึงไป 

            ถ้าหนักกบาลมึง          จะทะลึ่งก็ตามใจ

น่าเล่าก็เปล่าไย                       เสาะแสะเสือกมิเห็นสม

            เรื่องกูก็เรื่องกู             ผิวะรู้ก็ควรอม

อย่าคายระบายลม                   เหลาะแหละให้กะใครฟัง

            ก่อนมึงก็มีคาว            ระบุฉาวกระฉ่อนดัง

กูสู้สงบบัง                               มิแคะไค้กะใครเลย

            หากกูมิช่วยดับ           จะระงับกระไรเหวย

ป่านนี้น่ะคงเผย                       กระจะหมดกระจ่างเมือง

            เรื่องใดก็ดีกู                เจาะและรู้แน่ะเนืองเนือง

แม้ขุ่นและครุ่นเคือง                 ก็มิคิดจะไขขาน

           เรื่องใครก็เรื่องใคร      เกาะแกะไยแฮะป่วยการ

มีงานประกอบการ                   เฉพาะตอนก็เย็นใจ

           เรื่องกูกระนี้มึง             สะเออะอึงกะใครใคร

เป็นไรก็เป็นไป                        เถอะจะตบมินับหน

           แก้ปากคะเยอคัน         มิฉะนั้นจะเคยตน

ต่อไปอะไรดล                        ก็จะแดงเพราะมึงบอนฯ

 

        การใช้คำไทยแต่งฉันท์นั้นได้อารมณ์จริง ๆ แต่ทว่าก็ทำได้ยากเพราะคำไทยมีคำลหุน้อย ผู้ที่จะทำได้ดีก็คงมีเฉพาะผู้เป็นเศรษฐีแห่งศัพท์ภาษาเช่น นายชิต  บุรทัตเท่านั้น

       

 (ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ ปากกาบางกอก ของ คุณอาจิณ จันทรัมพร  สำนักพิมพ์ดอกหญ้า)