เมืองขุขันธ์สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

                เมืองขุขันธ์  ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.. ๒๓๐๒ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตรงกับรัชสมัยพระที่นั่งสุริยามรินทร์หรือพระเจ้าเอกทัศน์  กษัตริย์องค์สุดท้าย   บริเวณที่ตั้งเมืองขุขันธ์ เมืองสุรินทร์  เมืองสังขะ  ก่อนตั้งเป็นเมืองยังเป็นป่าดงพงพี  มีชุมชนเขมร กุยหรือ กวยอาศัยอยู่เป็นกลุ่มๆ มากบ้างน้อยบ้าง  กระจัดกระจาย อยู่ห่างกันระยะทางเดินเข้าหมู่บ้าน ๑ คืน ๒ คืนและ ๔-๕ คืนบ้าง  นักโบราณคดี มีความเห็นว่าดินแดนแถบนี้ น่าจะเป็นบริเวณที่อยู่ในการปกครองของอาณาจักร ขอม หรือ เขมร  มาก่อน เพราะมีหลักฐานเป็นโบราณสถาน  เช่น  ปรางค์กู่ หรือปราสาทบ้านกู่ ปราสาทสมอ  ประสาทตาเล็ง  เป็นต้น

                ประวัติความเป็นมา ของเมืองขุขันธ์ในอดีตเป็นเมือง  ขนาดใหญ่ มีอาณาเขตที่กว้างขวางมาก  คือ  มีอาณาบริเวณ ครอบคลุมพื้นที่ จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเดชอุดม  อำเภอน้ำยืน  จังหวัดอุบลราชธานี และ เมืองมโนไพร ในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน    เมืองขุขันธ์ในอดีตเป็นเมืองใหญ่และสำคัญ จึงมีบทบาททางการเมือง การปกครอง ที่สำคัญเมืองหนึ่ง   เมื่อเริ่มตั้งเมืองให้ขึ้นต่อเมืองพิมาย  ต่อมาได้ยกฐานะให้ขึ้นต่อกรุงเทพมหานคร

                การปกครอง เมืองขุขันธ์ในอดีต  ปกครองแบบเมือง หัวเมืองชั้นนอก  โดยระบบ  "จตุสดมภ์ "   มีประชาชน ประกอบด้วย เผ่าชนเขมร  เผ่าชนส่วย (กุยหรือกวย) เผ่าชนลาว และเผ่าชนเยอร์  เนื่องด้วยในอดีตเผ่าชนต่างๆ มีการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่โดยธรรมชาติอยู่แล้ว  ซึ่งเหตุผลการเคลื่อนย้ายก็แตกต่างกันไป    โดยอพยพเคลื่อนย้ายไปเป็นกลุ่มๆ  กลุ่มใหญ่บ้าง กลุ่มเล็กบ้าง  บางกลุ่มก็ตั้งเป็นชุมชนของเผ่าชนตนเอง  หรือ บางกลุ่มก็อพยพโยกย้ายไปสมทบกับกลุ่มชนเผ่าชนอื่นๆ ที่มีหลักแหล่งอยู่ก่อนแล้ว  อย่างไรก็ตามเพื่อยกฐานะเป็นเมือง จึงต้องรวมอยู่ในการปกครองเดียวกันซึ่งจะกล่าวถึง ตั้งแต่ปลายสมัย    กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเป็นต้นมา

                ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี   ราชอาณาจักรไทย  ได้แผ่ขยายอาณาเขตออกไปกว้างขวางมาก  โดยครอบคลุมถึงอาณาจักรลาว และอาณาจักรกัมพูชา ในฐานะประเทศราช         อาณาจักรลาวมีศูนย์กลางปกครองที่นครเวียงจันทน์  ซึ่ง พ.. 2103 พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ได้สร้าง    นครเวียงจันทน์ เป็นเมืองหลวงของไทยล้านช้าง ซึ่งกษัตริย์ ของอาณาจักรลาวพระองค์นี้ เมื่อครั้งไทย   ทำศึกสงครามกับพม่า ได้ยกกองทัพมาช่วยไทยรบด้วย

 ปี พ.. ๒๒๕๗  ราชสำนักนครเวียงจันทน์  เกิดการแย่งชิงอำนาจการปกครองกันเอง ทำให้   อาณาจักรลาว  เกิดการแตกแยก  ออกเป็น  ๓  ฝ่าย เป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อกัน คือ  อาณาจักรหลวงพระบาง  อาณาจักรเวียงจันทน์  และอาณาจักรจำปาศักดิ์ จากเหตุการณ์ แย่งอำนาจกันเองของอาณาจักรลาวในครั้งนี้ทำให้ชาวลาวกลุ่มหนึ่ง ซึ่งนำโดยราชครูหลวงแห่งวัดป่าโพนสะเม็ก  พร้อมด้วยภิกษุสามเณร และกลุ่ม     ข้าทาสบริพารได้อพยพโยกย้ายหนีย้ายลงทางใต้  ผ่านทางพระธาตุพนมเลยลงไปจนถึงเมือง เขมร        ต่อมาได้อพยพเคลื่อนย้ายกลับมาตั้งหลักแหล่งที่เมืองจำปาศักดิ์

                เมืองจำปาศักดิ์ เป็นเมืองเสมือนเมืองพี่เมืองน้องกับเมืองอัตบือแสนแปง หรือแสนปาง         ต่างก็เป็นเมืองที่ยู่ในการปกครองของพวกลัวะข่า  ซึ่งขณะนั้นเมืองจำปาศักดิ์ ปกครองโดยนางแพง                  มีบรรดาศักดิ์เป็น  " เจ้าหญิงลัวะข่า " ลูกผสมเป็นธิดาของนางเพา เจ้าหญิงลัวะข่าแท้ๆ กับเจ้าคำนางหรือเจ้านางคำ  ด้วยคุณงามความดีของเจ้าราชครูหลวงแห่งวัดป่าโพนสะเม็ก นางแพงจึงมอบอำนาจ          การปกครอง  ครองเมืองจำปาศักดิ์  ให้เจ้าราชครูหลวงด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ  เจ้าราชครูหลวงจึงได้อัญเชิญหน่อเชื้อพระวงศ์จากเวียงจันทน์   คือ  เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร  ขึ้นปกครอง  เมืองจำปาศักดิ์แทนนับแต่  พ.. ๒๒๖๑ - ๒๒๘๑

                 การแยกเป็นเมืองอิสระ ของอาณาจักรลาวครั้งนี้ทำให้ทั้ง  ๓ เมือง เกิดการแย่งชิงการครอบครองเมืองต่อกัน  โดยต่างฝ่ายพยายามที่จะสะสมและสร้างแสนยานุภาพ ของเมืองตนเอง  เพื่อไว้ต่อสู้และป้องกันการรุกรานจากเมืองอื่น ทำให้วิถีความเป็นอยู่และวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้องระหว่าง ชาวเมืองจำปาศักดิ์กับชาวเมืองอัตปือที่มีอย่างแนบแน่น มีอันต้องเปลี่ยนแปลงไป อันเนื่องจาก กษัตริย์ลาวผู้ครองเมืองจำปาศักดิ์บีบคั้นบังคับให้เมืองอัตปือแสนปาง ส่งช้าง  ม้า เพื่อสร้างกองทัพให้ได้ตามต้องการ  ทำให้ชาวเมืองอัตปือแสนปาง ประกอบด้วย เผ่าชนชาวกุยหรือกวย และเขมร ทนต่อการถูกบังคับไม่ไหว จึงได้อพยพโยกย้ายหนีข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาตั้งหลักแหล่ง สมทบอยู่รวมกับ  เขมรส่วยดั้งเดิมและบางส่วนได้รวมกลุ่มตั้งหลักแหล่งเป็นชุมชนของตนเอง  ตามบริเวณป่าดงดิบในดินแดนแถบอีสานใต้   ( อันได้แก่  พื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์และบางส่วนของนครราชสีมา)

                เมื่อเจ้าสร้อยศรีสุนทรพุทธากูร  ได้ปกครองเมืองจำปาศักดิ์แล้ว ต่อมาเจ้าราชครูหลวงแห่งวัดป่าโพนสะเม็กจึงขยายอำนาจโดยแต่งตั้งชาวลาวที่มีความรู้ความสามารถออกไปปกครอง เมืองลัวะข่าต่างๆ    ภายในเขตเมืองจำปาศักดิ์ เช่น  ส่งจารย์ฮวด เป็นเจ้าเมืองสี่พันดอนให้ท้าวมั่น ปกครองเมืองสาละวัน    ให้จารย์แก้วปกครองเมืองสุวรรณภูมิ  เป็นต้น

                ดังได้กล่าวมาแล้วว่า การอพยพเคลื่อนย้ายของเผ่าชนต่างๆ ไม่ว่า ลาว  เขมร  กุยหรือกวย เยอ ต่างก็มีเหตุผลที่คล้ายคลึงกัน  คือ เพื่อหาความเป็นอิสระและหาแหล่งที่อยู่ที่อุดมสมบูรณ์ในการตั้งถิ่นฐาน     โดยได้แยกย้ายกันตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่ม  บางกลุ่มตั้งชุมชนในกลุ่มของตนเองขึ้นใหม่  บางกลุ่ม ก็นำกลุ่มเข้าสมทบอยู่ร่วมกับชุมชนกลุ่มอื่น  ซึ่งมีกลุ่มชนดั้งเดิมที่สำคัญ ประกอบด้วย

        กลุ่มที่ ๑  มีหัวหน้า ชื่อ  " เชียงปุม " มีหลักแหล่งอยู่ที่บ้านเมืองที ( จังหวัดสุรินทร์ปัจจุบัน )

       กลุ่มที่ ๒ มีหัวหน้าชื่อ " เชียงสี " มีหลักแหล่งอยู่ที่บ้าน กุดหวาย ( ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอรันตบุรี    

                       จังหวัดสุรินทร์ )

        กลุ่มที่ ๓  มีหัวหน้าชื่อ  ตากะจะและเชียงขัน  มีหลักแหล่งอยู่ที่บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน

        กลุ่มที่ ๔  มีหัวหน้าชื่อ " เชียงฆะ " หรือ " เชียงเกา " มีหลักแหล่งอยู่บ้านอัจจะปะนึง ( อำเภอสังขะ

                       ในปัจจุบัน )

        กลุ่มที่ ๕  มีหัวหน้าชื่อ "เชียงไชย"มีหลักแหล่งอยู่บ้านจาระพัด (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดสุรินทร์)

                 สำหรับกลุ่มชนต่างๆ ที่อพยพย้ายถิ่นไม่ว่าจะอพยพมาก่อน หรืออพยพมาหลังก็ตามต่างก็มีความผูกพันธ์กัน ในทางการประกอบอาชีพ และเชื้อสาย โดยเฉพาะกลุ่มชนชาวเขมร และกลุ่มชนชาวส่วย กุยหรือกวย  ต่างก็มีความชำนาญในการคล้องช้าง จับช้างป่า มาใช้งานทำการเกษตร หาของป่าบริโภค  ประกอบกับ      ภูมิภาคแถบนี้เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ จึงทำให้มีสัตว์ป่ามากมายหลายชนิด เช่น ช้าง  เก้งกวาง ละมั่ง โคแดง  ฯลฯ ซึ่งเหมาะกับความถนัดในการที่จะประกอบอาชีพอย่างยิ่ง และเนื่องจากหัวหน้ากลุ่มชนที่สำคัญ    ทั้ง ๕  คน ต่างก็สืบเชื้อสายเผ่าพันธ์ชาวเขมรป่าดงด้วยกันทั้งสิ้น แม้จะแยกย้ายกันอยู่เป็นกลุ่มๆ อย่างอิสระแต่ก็มีความผูกพันไปมาหาสู่ซึ่งกันและกันอยู่เสมอ

                ในปีพุทธศักราช 2302 ตรงกับรัชสมัยในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ หรือ   สมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์ แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งถือเป็นปลายรัชสมัย กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี (ก่อนจะเสียกรุงศรี-อยุธยาครั้งที่ ๒ พ.. ๒๓๑๐ ) ได้เกิดเหตุอันไม่คาดฝัน กล่าวคือ ได้มีพญาช้างเผือกมงคลแห่งกรุงศรีอยุธยา ได้ตกมัน แตกโรงช้างหนีออกจากกรุงศรีอยุธยา เตลิดหนีไปทางทิศตะวันออกโดยผ่านดินแดนแถบเทือกเขาดงพญาไฟ เข้าสู่เขตเทือกเขาพนมดงเร็ก  พระเจ้าเอกทัศน์ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้สองพี่น้องซึ่งเป็นทหารเอกในสมัยนั้น  (เข้าใจว่าเป็น  ทองด้วง กับ บุญมา  หรือต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระพุทธ-ยอดฟ้าจุฬาโลก และสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาทคุมไพร่พลจำนวน ๓๐ คน ออกติดตามพญาช้างเผือกมงคล นำกลับกรุงศรีอยุธยา โดยคณะผู้ติดตามได้เดินทางถึงเมืองพิมาย เจ้าเมืองพิมายได้นำคณะผู้ติดตาม ไปพบและขอความร่วมมือช่วยเหลือจากหัวหน้าหมู่บ้านเขมรป่าดง  คือ เชียงสี  เชียงปุม  เชียงไชย และเชียงฆะ หรือ เชียงเกา   แต่ก็มิได้ข่าวคราวการหนีมาของพญาช้างเผือกมงคลแต่ประการใด  ดังนั้น หัวหน้าหมู่บ้านกลุ่มชนดังกล่าวจึงได้นำคณะผู้ติดตามไปพบเพื่อขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าเขมรป่าดง แห่งบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน    คือ  "ตากะจะ  และเชียงขัน"   จึงได้ทราบว่ามีพญาช้างเผือกหนีมาอาศัยในเขตพื้นที่บริเวณเทือกเขาพนมดงเร็กจริง

                ตากะจะ  และเชียงขัน ร่วมกับหัวหน้ากลุ่มชนชาวเขมรส่วยป่าดงทั้ง  ๖  โดยมีตากะจะผู้อาวุโสเป็นผู้ประชุมวางแผนแล้วสั่งลูกบ้านเตรียมตัวออกค้นหาโดยใช้เวลา 3 วัน ก็สามารถจับพญาช้างเผือกมงคลได้  ณ  ป่าเชิงเขาพนมดงเร็ก  ( เขตอำเภอกันทรลักษ์ นำมอบให้คณะผู้ติดตามนำ  พญาช้างเผือกมงคลกลับกรุงศรีอยุธยา  โดยหัวหน้าเขมรป่าดงทั้ง  ๖  ได้ร่วมเดินทางกับคณะนำพญาช้างเผือกมงคลส่งถึงกรุงศรีอยุธยาด้วย 

                 การที่หัวหน้าเขมรป่าดงทั้ง  ๖ ได้ช่วยเหลือคณะผู้ติดตามจนสามารถจับพญาช้างเผือกมงคลกลับกรุงศรีอยุธยาได้ในครั้งนี้  สองพี่น้องหัวหน้าคณะผู้ติดตามได้กราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว ฯ ให้ทรงทราบถึงการติดตามจับพญาช้างเผือกมงคลกลับกรุงศรีอยุธยาได้ในครั้งนี้  ได้รับการช่วยเหลือจากหัวหน้าเขมรป่าดงทั้ง  6   เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ  จึงชื่นชมในคุณงามความดี  ที่หัวหน้าเขมรป่าดงทั้ง  ๖  มีต่อกรุงสยาม  จึงโปรดเกล้า ฯ  พระราชทานบรรดาศักดิ์แก่หัวหน้าเขมรป่าดงทั้ง  ๖     ดังนี้ 

โปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งให้  ตากะจะ  เป็น "หลวงแก้วสุวรรณ "

. โปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งให้  เชียงขัน     เป็น  "หลวงปราบ "

. โปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งให้  เชียงปุม     เป็น  "หลวงสุรินทร์ภักดี "

. โปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งให้  เชียงฆะ     เป็น  "หลวงเพชร "

. โปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งให้  เชียงสี       เป็น  "หลวงศรีนครเตา "

. โปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งให้  เชียงไชย   เป็น  "ขุนไชยสุริยงค์"

                ให้ทั้ง  ๖  เป็นนายกองฐานะรับราชการขึ้นกับเมืองพิมาย  โดยอยู่ในอำนาจของกรุงศรีอยุธยา     เป็นการมอบอำนาจแก่หัวหน้าหมู่บ้าน "เขมรป่าดงควบคุมปกครองดูแลสมัครพรรคพวกและลูกบ้านตนเองเพื่อเตรียมการยกฐานะชุมชนหมู่บ้านขึ้นเป็นเมืองต่อไป  จากความกรุณาที่ได้รับโปรดเกล้าฯ      ในครั้งนี้ทำให้นายกองหัวหน้าหมู่บ้านทั้ง 6 มีความภาคภูมิใจและดีใจอย่างสุดซึ่ง   จึงตั้งใจที่จะรวบรวมพรรคพวกให้เข้าเป็นลูกบ้านให้มากที่สุด  และด้วยความเป็นผู้นำสามารถที่จะปกครองลูกบ้าน ให้อยู่ดี

มีสุข กลุ่มชนมีความเจริญก้าวหน้า อย่างมั่นคงเป็นที่น่าพอใจ อย่างยิ่ง

                 ในปี พ.. ๒๓๐๖ หัวหน้าชุมชน คือ หลวงทั้ง ๕    หลังจากได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นผู้ปกครองหมู่บ้านและได้สร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงให้ชุมชน เจริญก้าวหน้า พอสมควรแล้ว ทุกคนได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ได้รวบรวมของป่า ได้แก่  งาช้าง  นอแรด  ขี้ผึ้ง  น้ำผึ้ง  ยางสน และ สิ่งของอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก ร่วมกันนำกราบบังคมทูลเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว ณ  กรุงศรีอยุธยา ต่างก็ได้กราบบังคมทูลถวายให้ทรงทราบถึงการปกครองดูแลหมู่บ้าน ในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกองให้ทรงทราบถึงความเจริญก้าวหน้า    เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงความตั้งใจในการที่จะปรับปรุงบ้านเรือนรวบรวมไพร่พล  มีจำนวนอันสมควรและได้แสดงความจงรักภักดีเช่นนี้แล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกฐานะชุมชนหมู่บ้านขึ้นเป็นเมือง  โปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ผู้ปกครองชุมชนให้สูงขึ้น  ดังนี้

.ยกฐานะบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน  ขึ้นเป็น    "เมืองขุขันธ์"   โปรดฯให้

   หลวงแก้วสุวรรณ  เป็น   " พระไกรภักดีศรีนครลำดวน"   เป็นเจ้าเมืองขุขันธ์ และหลวงปราบ

   มีตำแหน่งเป็น " ผู้ช่วยราชการเมืองขุขันธ์ "

.ยกฐานะบ้านประทายสมันต์ ขึ้นเป็นเมืองประทายสมันต์ ภายหลังเปลี่ยนเป็น เมืองสุรินทร์      

     และโปรดเกล้า ฯให้หลวงสุรินทร์ภักดีมีบรรดาศักดิ์เป็น"พระสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง

     เจ้าเมืองประทายสมันต์

.ยกฐานะบ้านโคกยาง ขึ้นเป็นเมืองสังฆะ และโปรดให้ หลวงเพชรเป็น

     " พระสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ "      เจ้าเมืองสังฆะ

.ยกฐานะบ้านกุดหวายขึ้นเป็นเมืองรันตบุรี และโปรดเกล้าฯให้หลวงศรีนครเตา เป็น            "

    พระศรีนครเตา " เจ้าเมืองรัตนบุรี

ให้เมืองทั้ง ๔  ทำราชการขึ้นกับเมืองพิมาย ภายใต้พระราชอำนาจแห่งพระเจ้าอยู่หัวแห่ง     

กรุงศรีอยุธยา จากการได้ยกฐานะเมืองและได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพิเศษ เช่นนี้ ทำให้เจ้าเมืองทั้ง  4

ปิติยินดีอย่างยิ่ง ต่างก็มีความตั้งใจในการที่จะ ทำนุบำรุงบ้านเมือง ให้เป็นระบบระเบียบขึ้น ให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่และปกครองบ้านเมืองโดยสุจริต  ยุติธรรม   สร้างความเจริญก้าวหน้าตามลำดับ   ตลอดมา