
ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมภาษณ์ การพบปะเสวนา การปาฐกถา หรือการบรรยายแบบเล่าสู่กันฟังธรรมดาๆ
แทบทุกครั้งทุกที่ ที่มีคนฟังเป็นพี่น้องชาวบ้านร้านถิ่น หรือชาวไร่ชาวนาสามัญชนทั่วไป
ทั้งดาบฯวิชัย และพ่อคำเดื่อง มักจะเน้นย้ำข้อความในลักษณะเดียวกันว่า

"การปลูกต้นไม้ เป็นบำเหน็จบำนาญของชีวิต"
"การปลูกต้นไม้ เป็นมรดกให้ลูกหลานเหลนโหลนภายหน้าได้"
"การออมทรัพย์ในรูปของต้นไม้ แม้ไม่มีตังค์สักบาทสักสลึงก็ออมได้"
"ขอเพียงมีกระปุกออมสินในรูปลักษณ์ของที่ดินที่พอจะหย่อนต้นไม้ลงไปได้ (เท่าที่สิทธิความเป็นไทยควรจะมี)"

...ล่าสุด...
"การปลูกต้นไม้ เป็นการเก็บวันเวลาที่ล่วงไปๆไว้ให้เป็นรูปธรรมที่จับต้องสัมผัสได้ และใช้ประโยชน์ได้จริง"
ซึ่งเป็นคำกล่าวที่เฉียบคมยิ่ง และเป็นจริงชนิดหาจุดเถียงไม่ได้
แต่คำกล่าวอันงดงามทั้งหมด จะเป็นไปไม่ได้เลย หากตลาดไม้ในประเทศถูกปิดตายเช่นปัจจุบัน
เพราะเท่ากับว่า
แม้ชาวบ้านจะมีสินค้าที่มีค่าประดุจทองคำ แต่ก็เป็นทองคำที่ไม่มีตลาดซื้อขาย
ราคาค่างวดก็ไม่ต่างอะไรกับก้อนกรวดก้อนหิน
แต่ถ้ามีตลาดซื้อ-ขายไม้ได้พอๆกับการซื้อขายข้าวเปลือกหรือไม้ยูคาลิปตัส
ชาวบ้านจะสนใจและสนองตอบต่อการปลูกต้นไม้มากกว่าที่เห็นและเป็นอยู่
ทุกวันนี้ ที่ชาวบ้านไม่สนใจใคร่อยากปลูกต้นไม้มีค่า
เพราะเข้าใจว่า "ปลูกแล้วตัดยาก ตัดแล้วเดือดร้อน"
ก็เลย.....อยู่เฉยๆดีกว่า....
....(เมากันดีกว่า เล่นพนันกันดีกว่า ฯลฯ สบายกว่า).....

****************
ในขณะที่ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองทุกท่านต่างก็ทราบดีว่า
การปลูกต้นไม้ให้ประโยชน์ต่อโลกทันทีที่ปลูก
เพราะเขาจะช่วยดึงธาต์คาร์บอนจากบรรยากาศมาเก็บไว้ตามหน้าที่ที่ธรรมชาติกำหนดไว้
แม้จะเล็กน้อยในปีแรกๆ แต่จะมีศักยภาพในการดึงได้มากขึ้นๆ เมื่อวันเวลาล่วงไปๆ
และเมื่อได้อายุอันสมควร
เจ้าของผู้ปลูกก็จะได้ประโยชน์เต็มๆในรูปของเนื้อไม้ที่ใช้ประโยชน์ได้สารพัด
หรืออาจแปรเปลี่ยนเป็น "เงิน" อันเป็นสินทรัพย์ที่สามัญชนคนธรรมดาชื่นชอบก็ได้
หากมีตลาดรองรับดังเช่นสินค้าอื่นๆ
...ซึ่งเราๆท่านๆ ต่างก็ทราบกันดีอีกเช่นกันว่า...
หากเนื้อไม้นั้นถูกนำมาแปรรูปเป็นเครื่องใช้ไม้สอยหรือสิ่งก่อสร้างที่ใช้งานได้ในระยะยาว
ธาตูคาร์บอนในรูปของเนื้อไม้ ก็จะถูกเก็บไว้นานขึ้นตามสภาพของการใช้งาน
โอกาสที่จะกลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศก็ช้าลง
ในขณะที่พื้นที่ที่ต้นไม้ต้นนั้นเคยอยู่ ก็จะสามารถปลูกต้นใหม่ทำหน้าที่ดึงธาตุคาร์บอนมาใหม่อีกได้
ธาตุคาร์บอนที่ปกคลุมชั้นบรรยากาศของโลก ก็จะค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ
โลกเราก็จะค่อยๆหายป่วยไปเองในที่สุด

....ว่าแต่ว่า....
รัฐบาลไทย มีวิสัยทัศน์ต่อการส่งเสริมการตัดไม้(ที่ได้อายุแล้ว)มาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
และการส่งไม้แปรรูปออกเป็นสินค้านำเงินตราเข้าประเทศว่าอย่างไร
เพราะครูวุฒิเชื่อว่า ความต้องการไม้แปรรูปในต่างประเทศน่าจะยังมีสูง และน่าจะมากขึ้นด้วยในอนาคต
โดยเฉพาะที่ประเทศจีน เพราะบ้านที่สร้างด้วยไม้ น่าจะลดอันตรายจากภัยแผ่นดินไหวได้ดีกว่าปูนซีเมนต์
หากรัฐให้การสนับสนุนและส่งเสริมการส่งออกไม้ดังกล่าว
....ก็เท่ากับว่า....
เกษตรกรไทยก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการปลูกต้นไม้แล้วแปรรูปขายหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ
ในขณะที่ธาตุคาร์บอนก็จะถูกดองไว้ในรูปของเนื้อไม้ยาวนานขึ้น
ซึ่งจะเป็นการดีทั้งต่อไทยและต่อโลกทั้งมวลด้วย
.....จริงไหมครับ?.....
**********
สวัสดีค่ะ
ตามมาอ่านค่ะ
คนสมัยก่อนคงไม่ทราบนะคะ โลกอุตส่าห์เก็บคาร์บอนด์เป็นถ่านหิน คนขุดเอาขึ้นมาใช้ เผา และปล่อยคาร์บอนด์สู่ชั้นบรรยากาศอีก
ถ้าทราบ อาจไม่มีความคิดนำถ่านหินมาใช้ก็เป็นได้
ขอบคุณครับคุณพี่
ณัฐรดา
สวัสดีค่ะ ท่านผอ.
พอลล่าขอบคุณมากค่ะ สำหรับข้อมูล รร.บ้านเขวิก ค่ะ
ท่านผอ. ไม่ยอมรับสายเลยค่ะ อิอิ
สวัสดีครับคุณ
♥paula ♥ที่ปรึกษาตัวน้อย✿