อ่านเรื่องนี้แล้ว ทำให้คิดว่า ควรจะต้องเดินทางไปเยี่ยมสำนักงานตำรวจแห่งชาติและจังหวัดเชียงใหม่ (๑) อ.แหววเดาว่า นายอ่องอ่องน่าจะเป็นคนเชื้อสายไทยใหญ่ที่เดิมอพยพจากประเทศพม่า เข้ามาในประเทศไทย และในวินาทีที่เข้ามาอาจจะเป็นคนไร้รัฐ แต่ก็เป็นไปได้ในวันนี้ ที่จะมีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐพม่าในช่วงที่พม่ายอมรับเพิ่มชื่อคนเชื้อสายไทยใหญ่ในทะเบียนราษฎรของรัฐพม่าในช่วงที่มีการประชาพิจารณ์กฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่ของพม่า แต่ก็เป็นไปได้เช่นกันที่นายอ่องอ่องอาจไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐพม่า กล่าวคือ ยังคงเป็นคนไร้สัญชาติ (๒) อ.แหววสรุปได้ว่า เมื่อนายอ่องอ่องถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว นายอ่องอ่องจึงมีสถานะบุคคลเป็นคนที่มีสิทธิเข้าเมืองและอาศัยถาวรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ดังนั้น แม้จะเป็นคนต่างด้าว หรืออาจจะไร้สัญชาติ แต่ก็มีสถานะเป็นคนต่างด้าวที่มีลักษณะเข้าเมืองและอาศัยอยู่ในลักษณะถาวรในประเทศไทย เขาเป็นราษฎรไทยประเภทคนอยู่ถาวร (๓) เขาเป็นมนุษย์ที่ควรจะได้รับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจากรัฐไทยซึ่งเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคลของเขาและรัฐเจ้าของดินแดนที่เกิดการละเมิด (๔) เขามีสิทธิในเสรีภาพและความมั่นคงของตน บุคคลใดจะถูกจับกุมหรือคุมขังโดยพลการมิได้ตามข้อ ๙ แห่ง ICCPR และเขามีสิทธิที่จะไม่ต้องรับผิดทางอาญา หากเขามิได้กระทำความผิดทางอาญา (๕) อ.แหววจึงเห็นว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการหยิบยกขึ้นมาโดย “เพลิงมรกต” นี้จึงควรจะได้รับการอธิบายจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ “ตำรวจรถไฟ” จึงเลือกสถานการณ์นี้เพื่อตั้งคำถาม “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” ถึงความเข้าใจของเหล่าตำรวจถึงความอาจเป็น “ราษฎรไทยไร้สัญชาติ” ของคนในสถานการณ์ดังนายอ่องอ่อง และการคุ้มครองพวกเขาจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังที่เกิดขึ้น

นายอ่อง อ่อง คนต่างด้าวสัญชาติพม่า บ้านอยู่ ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ร้องเรียนว่า เมื่อค่ำวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ที่ผ่านมา เขาเดินทางจาก จังหวัดเชียงใหม่ เข้ากรุงเทพฯ

หลังรถไฟออกจากสถานีเชียงใหม่ไม่นาน มีตำรวจรถไฟเดินมาตรวจบัตรประชาชน

เขายื่นบัตร "ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว" ให้ดู ในใบสำคัญของเขามีลายเซ็นตำรวจ ประทับตรา และใช้เดินทางได้ทั่วประเทศ

ตำรวจรถไฟคนนั้นเอาไปดูแล้วบอกว่า ไม่มีลายเซ็นตำรวจ  ต้องถูกดำเนินคดี เขายืนยันว่า มีลายเซ็นตำรวจถูกต้องแล้ว และแจ้งย้ายทะเบียนบ้านแล้วด้วย

ตำรวจคนนั้นไม่ฟังพูดว่า "อย่าเถียง ปรับคดีเลยดีไหม"

จากนั้นก็ขอดูตั๋วรถไฟ แล้วยึดเอาใบสำคัญกับตั๋วรถไฟไป โดยบอกให้เตรียมตัวลงรถไฟที่สถานีลำพูน

พอถึงสถานีลำพูน ตำรวจคนนั้นก็ให้เขาลงจากรถไฟ มีตำรวจนอกเครื่องแบบอีกคนรออยู่ อ้างว่าเป็น "สารวัตร"

ทั้งคู่พาเขาเดินไปขึ้นรถระหว่างทาง เขาถามว่าเอกสารของเขาถูกต้องแล้ว จะต้องมีลายเซ็นอะไรอีก

ตำรวจคนนั้นตบหน้าเขาอย่างแรง เขาถามว่า มาตบผมทำไม ตำรวจคนนั้นไม่ตอบแต่เตะเขาที่ขาจนล้มลงแล้วบอกว่า "ใหญ่นักหรือ นั่งยางเลยดีไหม"

ทั้งคู่ให้เขาขึ้นรถกระบะขับกลับไปที่สถานีรถไฟเชียงใหม่

รับพม่าชาวมุสลิมขึ้นมาบนรถอีก ๓ คน แล้วพาไปที่บ้านพักตำรวจรถไฟใกล้สถานี

ไปถึงพม่าชาวมุสลิมทั้ง ๓ คน ถูกพาไปอีกห้อง ส่วนเขา ตำรวจพาแยกไปอีกห้อง ให้เอาของในกระเป๋าออกมาให้ตรวจ ไม่พบอะไรผิดกฎหมาย

ตำรวจรถไฟหยิบใบเสร็จออกมาบอกว่า ถ้าไปโรงพักจะต้องเสียค่าปรับ ๕,๐๐๐ บาท แต่จะช่วยให้เสียเงินน้อยแค่ ๑,๒๐๐ บาท และเขียนชื่อคนอื่นในใบเสร็จจะได้ไม่เสียประวัติ

เขาไม่มีทางเลือกต้องจ่ายเงิน ๑,๒๐๐ บาท เพื่อจะได้รับการปล่อยตัว ทั้งที่ไม่มีความผิด ในใบเสร็จที่ตำรวจให้มาไม่ระบุว่า ใครรับเงิน เป็นค่าอะไร ไม่มีตราประทับ ไม่มีคำว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  เขาไปร้องทุกข์ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ จนถึงตอนนี้ไม่มีอะไรคืบหน้า จึงขอให้ ผบก.รฟ.จัดการกับตำรวจนอกแถวกลุ่มนี้ให้เข็ดหลาบ

อย่าคิดว่าเป็นชาวพม่าแล้วจะไม่กล้าร้องเรียน.

---------

หมายเหตุที่ ๑

ข้อบทของ ICCPR ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนายอ่องอ่อง

---------

ข้อ ๙ : สิทธิในเสรีภาพและความมั่นคงของตน 

---------

.  บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพและความมั่นคงของตน  บุคคลใดจะถูกจับกุมหรือคุมขังโดยพลการมิได้  บุคคลใดจะถูกริดรอนเสรีภาพของตนมิได้ยกเว้นโดยเหตุและอาศัยกระบวนการตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

๒.  บุคคลผู้ถูกจับกุมย่อมได้รับการแจ้งถึงเหตุผลในการจับกุมและการแจ้งข้อหาอันเป็นปฏิปักษ์ต่อตนโดยพลันในเวลาที่มีการจับกุม

๓.  บุคคลใดที่ถูกจับกุมหรือควบคุมตัวในข้อหาทางอาญาย่อมต้องถูกนำตัวไปศาลหรือเจ้าที่อื่นผู้มีอำนาจตามกฎหมายโดยพลัน  เพื่อที่จะมีการใช้อำนาจทางตุลาการ และได้รับการพิจารณาคดีภายในเวลาอันสมควรหรือมีการปล่อยตัว  มิให้ถือเป็นหลักทั่วไปว่าจะต้องคุมขังบุคคลผู้อยู่ระหว่างพิจารณาคดี  แต่จะปล่อยชั่วคราวโดยอาจให้มีหลักประกันว่า จะกลับมาปรากฏตัวในการพิจารณาคดีหรือในกรณีจำเป็นตามโอกาส  จะกลับมารับราชการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาในระหว่างกระบวนพิจารณาขั้นใดก็ได้

๔.  บุคคลใดที่ถูกริดรอนเสรีภาพโดยการจับกุมหรือควบคุมตัวย่อมมีสิทธิร้องเรียนต่อศาลเพื่อให้ศาลพิจารณาโดยมิชักช้าได้ถึงความชอบด้วยกฎหมายของการควบคุมตัวผู้นั้น และหากมีการควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็อาจมีคำสั่งให้ปล่อยตัวได้

๕.  บุคคลใดที่ตกเป็นผู้ถูกจับหรือควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

---------

ข้อ ๑๕ : สิทธิที่จะไม่ถูกลงโทษในการกระทำในการกระทำที่ไม่เป็นความผิดในขณะที่ได้ลงมือกระทำ

---------

๑.  บุคคลจะไม่ต้องรับผิดทางอาญา เพราะกระทำหรืองดเว้นกระทำการใด  ถ้าไม่ถึงกับเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายภายในหรือกฎหมายระหว่างประเทศในขณะที่กระทำการนั้น  โทษที่จะลงก็จะต้องไม่หนักกว่าโทษที่มีอยู่ในขณะกระทำการอันเป็นความผิด  หากภายหลังการกระทำความผิดนั้น ได้มีบทบัญญัติกฎหมายกำหนดโทษน้อยลง  ผู้กระทำผิดย่อมได้รับประโยชน์จากการนั้น

๒.  ข้อนี้ไม่กระทบต่อการพิจารณาคดีและการลงโทษบุคคลซึ่งได้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอันเป็นความผิดอาญาตามหลักกฎหมายทั่วไปอันรับรองกันในประชาคมแห่งชาติทั้งหลายในขณะที่มีการกระทำนั้น

-------------------------------------

หมายเหตุที่ ๒

ที่มาของข่าว

 

ข่าวชื่อ "พม่าโวย ตร. โดย เพลิงมรกต"

http://www.thairath.co.th/content/region/27668

ไทยรัฐ เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒

--------------------------------------