ท่านอาจารย์ "ท่านขุนน้อย" แห่งไทยโพสต์ ตีพิมพ์เรื่อง "แนวรบด้านตะวันตกกำลังเปลี่ยนแปลง" 21 สิงหาคม 2552 ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง [ ไทยโพสต์ ]

ประมาณเกือบ 2 สัปดาห์ก่อนมีแผ่นดินไหวในเขตยะไข่ พม่า (Rhakine) ตามมาด้วยท่อแก๊สที่พม่าใช้เองเสียหาย, สัปดาห์ต่อมา... ท่อแก๊สจากฐานยาดานา พม่าที่ส่งมาไทยมีปัญหาพร้อมกันกับท่อแก๊สในอ่าวไทย

...

การที่ไทยต้องพึ่งแหล่งพลังงานจากแก๊สธรรมชาติมากเกินไป ทำให้เกิดปัญหาต้องรีบเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อน ซึ่งทำให้เกิดน้ำท่วมในกาญจนบุรี

มีความเป็นไปได้เช่นกันที่พม่าอาจจะลด หรือหยุดการส่งแก๊สมาไทย ถ้ารัฐบาลไทยยังคงไม่รู้จักสำรวมวาจา และท่าทีเท่าที่ควร

...

พม่ากับลาวเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและจริงใจกับไทยมากที่สุด ประเทศปากหวานอื่นๆ โดยเฉพาะชาติในอาเซียนนั้นปากดี แต่ไม่มีความช่วยเหลือ-ร่วมมือกับไทยเป็นรูปธรรมเท่าลาวกับพม่า

ต่อไปไทยจะขอซื้อถ่านหินจากพม่า 30 ปี, ขอซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนพม่าอีกหลายสิบปี, ปรากฏการณ์นี้ตรงกันกับลาว คือ ไทยเป็นฝ่ายพึ่งพาพม่า-ลาวมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วไทยควรจะสำรวมวาจา หรือเต้นแร้งเต้นกาไปตามคารมประเทศปากหวานที่ไม่ช่วยอะไรไทย

... 

ถ้าท่านได้รับประโยชน์จากบทความนี้... ขอความกรุณาแวะไปให้กำลังใจ "ไทยโพสต์" กันครับ

[ ข้อความคัดลอก ] > [ ไทยโพสต์ ]

...

ถ้าหากเป็นเพราะพม่าหยุดส่งก๊าซธรรมชาติไปในช่วงหนึ่ง  ทำให้ต้องมีการปล่อยน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์  ออกมาปั่นไฟฟ้า  จนไหลท่วมบ้านเรือนราษฎร  เลอะเทอะ  เละเทะ  ไปตามๆ  กัน  ตามที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตกล่าวอ้างเอาไว้  เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา 

เรื่องราวว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านทางฝั่งตะวันตกรายนี้ คงต้องอาศัยความละเอียด  ประณีต  พิถีพิถันเอาจริงๆ

...

อันที่จริงการด่าทอเผด็จการพม่าให้ถึงกึ๋น  ถึงราก  ย่อมถือเป็นหน้าที่ของบรรดาผู้รักความชอบธรรมทั้งหลาย  ที่พึงประพฤติปฏิบัติกันมาตามปกติ 

แต่สำหรับผู้ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการพบปะ  เจรจา  ต้องไปนั่งจับเข่า  จับหัวเหน่ากับเผด็จการพม่า  อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้  ท่าทีที่มักจะยึดถือกันมาโดยตลอดก็คือ  การอมสาก  เอาไว้ให้แน่นๆ  ดังที่เคยได้กล่าวไปแล้ว 

... 

และเมื่ออุตส่าห์อมสากกันมานาน  ถ้าหากจะอ้าปากส่งเสียงเอะอะ  โวยวาย  อะไรขึ้นมาบ้างในช่วงนี้   ก็คงจะต้องพิจารณาถึงแนวโน้มความเป็นไปของสถานการณ์ต่างๆ  ให้สุขุม  รอบคอบ  เอามากๆ 

ไม่เช่นนั้นก็อาจจะนำมาซึ่งความยุ่งยาก  ปวดเศียร  เวียนเกล้าทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอยู่ไม่น้อย

...

แนวโน้มสถานการณ์ชนิดหนึ่ง  ที่ปรากฏให้เห็นเป็น  สัญญาณ  ค่อนข้างจะชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ  ก็คือ ท่าทีของอภิมหาอำนาจสูงสุดในโลก อย่างสหรัฐอเมริกา  ที่เริ่มแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายต่อประเทศพม่า 

นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนรัฐบาลมาอยู่ภายใต้การนำของนายโอบามา  การเดินทางไปเยือนพม่าในรอบ  7  ปี  โดยตัวแทนระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐ   อย่างนายสตีเฟน  เบล็ก  ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

... 

ส่วนแผ่นดินใหญ่ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา  การแสดงความคิดเห็นของนายเจมส์  สไตน์เบิร์ก  รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศสหรัฐที่ระบุว่า 

"สหรัฐหวังที่จะได้ร่วมมือกับประเทศในเอเชียอื่นๆ   ในการจัดทำยุทธศาสตร์ร่วมกัน  เพื่อช่วยนำพาพม่าออกมาให้พ้นไปจากความโดดเดี่ยว"  สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้ถึงการปรับท่าทีนโยบายของสหรัฐอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

...

ล่าสุดก็คือ   การเดินทางไปเยือนพม่าของนาย  จิม  เว็บบ์  วุฒิสมาชิกพรรคดีโมแครต  อดีตรัฐมนตรีทบวงทหารเรือในยุครัฐบาลประธานาธิบดี โรนัลด์  เรแกน ผู้ซึ่งนอกจากจะได้ชื่อว่า มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับประธานาธิบดีโอบามาแล้ว 

ยังเคยให้สัมภาษณ์ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า  สหรัฐควรจะใช้นโยบายแบบ  ปฏิสัมพันธ์ในเชิงสร้างสรรค์  กับพม่าให้มากขึ้นอีกด้วย 

... 

นอกจากภารกิจในการนำตัวชาวอเมริกันโรคจิตที่หน้าตาหน้าเกลียด  แถมชื่อยังน่าเกลียดอีกต่างหาก  คือนาย  จอห์น  เยตตอว์  (John  Yettaw)  ผู้เป็นตัวสร้างปัญหา  สร้างเวรสร้างกรรมให้กับนาง  อองซาน  ซูจี  จนต้องถูกขังเอาไว้ในบ้านพักอยู่จนทุกวันนี้ 

ให้พ้นโทษ  พ้นคดี  หลุดออกจากคุกพม่าแบบสบายๆ  นาย  จิม  เว็บบ์  ยังถือเป็นตัวแทนรัฐบาลชาวอเมริกันคนแรกที่ได้มีโอกาสจับเข่า  จับหัวเหน่าผู้นำสูงสุดของพม่า  อย่างนายพล  ตาน  ฉ่วย  ซะอีกด้วย

...

ท่าทีของสหรัฐนับจากยุครัฐบาล  จอร์จ  ดับเบิลยู.  บุช  มาจนถึงยุคของ  บารัก  โอบามา  ที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจน  ได้ถูกจับตา  และถูกตั้งข้อสังเกต  โดยประเทศจีน  ผู้สนับสนุนรายใหญ่ของพม่ามาโดยตลอด 

รองศาสตราจารย์  เจี่ยน  จวิน  ปอ  แห่งสถาบันการระหว่างประเทศ  มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น  นครเซี่ยงไฮ้  ได้เคยเขียนบทความเอาไว้ใน  เอเชียไทมส์  ออนไลน์  ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา  ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงท่าทีของสหรัฐต่อพม่าเอาไว้ในหลายแง่หลายมุมด้วยกัน 

... 

แต่โดยท้ายที่สุดแล้ว...สิ่งที่จีนให้ความสำคัญมากที่สุด  ก็คงไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า  ความระแวดระวังว่าท่าทีใหม่ของสหรัฐไม่ว่าต่อพม่า  หรือประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  จะมุ่งไปสู่  การปิดล้อมจีน  หรือไม่?  อย่างไร?  นั่นเอง...

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนับรวมไปถึงอินเดียที่ได้กลายเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์  ผู้ใกล้ชิดเอามากๆ  ของสหรัฐในภูมิภาคนี้ 

... 

นอกจากจะมีปฏิบัติการซ้อมรบร่วมกันมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง   ยังถือได้ว่าเป็นประเทศแรกๆ   ในเอเชียที่เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารกับนาโต้   ในการลาดตระเวนปราบโจรสลัดโซมาเลีย  ชนิดเข้าขากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยไปแล้วก็ว่าได้ 

ความพยายามที่จะดึงพม่าออกมาจาก  หว่างขา  ของจีนโดยอินเดีย  และการปรับเปลี่ยนท่าทีนโยบายของสหรัฐหันมาใช้พลังอำนาจแบบอ่อน  (soft  power)  หรือพลังอำนาจแบบเฉียบแหลม  (smart  power)  ก็แล้วแต่จะเรียก 

... 

ทำให้บทบาทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศภายในภูมิภาคนี้  ย่อมเพิ่มความสลับซับซ้อน  พิสดาร  พันลึก  หนักขึ้นเรื่อยๆ...

ด้วยเหตุนี้นี่แหละ...ประเทศเล็กๆ  อย่างประเทศไทยแลนด์  แดนสยาม  ของเราเอง ที่ต้องกลั้นอกกลั้นใจ  อมสากพม่า  มาจนเมื่อยปาก  เมื่อยลิ้น  มาไม่รู้จะกี่ปีต่อกี่ปี 

... 

จะไปแสดงอาการบุ่มบ่าม   ชักสาก  คายสาก  ออกจากปากเพียงเพื่อจะได้อู้ๆ  อี้ๆ  กะใครเขาบ้าง  อันนี้...คงต้องคิดหน้า  คิดหลัง  ใช้ความละเอียด  ประณีต  พิถีพิถันในการใคร่ครวญพิจารณาให้จงหนัก  

การที่นายกรัฐมนตรีไทยต้องเลื่อนการเดินทางไปเยือนพม่ามาคราวแล้วคราวเล่า  และการที่ประเทศไทยจะต้องแสดงออกถึงท่าทีอย่างใดอย่างหนึ่ง ในฐานะประธานอาเซียนต่อกรณีพม่า   คงต้องมีการหยิบเอาแนวโน้มความเป็นไปของสถานการณ์ต่างๆ  มาชั่งน้ำหนักกันดูให้ดี 

... 

อย่างน้อย...ก็ควรที่จะนำเอาบทเรียนและประสบการณ์ในครั้งที่อเมริกันสะบัดตูดหนีออกจากภูมิภาคนี้  หลังพ่ายแพ้สงครามเวียดนาม 

ปล่อยให้ประเทศประชาธิปไตยแบบตะวันตกทั้งด้าม  อย่างประเทศไทยต้องยืนเผชิญหน้ากับประเทศสังคมนิยมในอินโดจีนทั้งแถบมาลองทบทวนดูให้จริงๆ  จังๆ  และอย่างเป็นระบบ

...

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก  จอห์น  พาตัน  เดวีส์..."การทูตที่ประสบความสำเร็จ  ก็เช่นเดียวกับการสมรสอันสมหวัง  ซึ่งไม่ถูกนำมาป่าวร้องให้เอิกเกริก...".

[ ข้อความคัดลอก ] > [ ไทยโพสต์ ]