ชีวิตเศร้า ๆ เซ็ง ๆ หลาย ๆ ครั้งเราเล็งว่าจะไป ว่าจะไป...
หลาย ๆ ครั้งในทุก ๆ วันเราเฝ้าถามตัวเองว่าเราจะมา “ทน” อยู่อย่างนี้ทำไม...?
ทั้งเศร้า ทั้งเหงา ชีวิตก็ได้แต่ทำงานไป ทำงานไป อนิจจา
มีหน้าที่ก็ทำไป แล้วไหนจะต้องมาทนสู้กับอารมณ์ของคนรอบข้างที่มากระทบ
คนนั้นก็อย่างนั้น คนนี้ก็อย่างนี้มีแต่คนที่จะมาคอยเอารัด เอาเปรียบ
ทั้ง ๆ ที่เราเสียสละมาทำงาน ไม่ได้จะเอาอะไร คนต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องรอบกายก็มีแต่จะหวังหาผลประโยชน์จากเรา
คนที่จริงใจมีบ้างไหมหนอสังคมนี้…?
สังคมแห่งการทำงานที่ต้องติดต่ออยู่กับ “คนทำงาน” อันอยู่บนรากฐานแห่ง “ธุรกิจ”
ใครต่อใคร คนทั้งหลายก็หวังแต่ “กำไร” และ “ขาดทุน”
ก่อนที่เขาจะทำอะไรเขาก็ต้องบวก ลบ คูณ หารว่าเขาจะได้อะไร “เท่าไหร่...?”
แต่เรามีหน้าที่ทำก็ทำไป ไม่หวังว่าจะได้อะไร ก็เพราะไม่รู้ว่าจะได้อะไร...!
คนทำงาน คนเสียสละ ต้องเจอ “ผัสสะ” ที่มากระทบมาก
อย่างที่ครูบาอาจารย์ว่า “พระทำงาน” จะก้าวหน้าและไปไวกว่า “พระภาวนา” ก็คงมาจากเหตุการณ์เช่นนี้
ก็เพราะคนที่อยู่หน้างานต้องเจอแต่ปัญหาที่ต้องใช้ “ปัญญา” วิเคราะห์และตัดสิน
คนทำงานต้องเจอปัญหาทั้งวัน ไม่ว่าจะปัญหางานหรือ “ปัญหาคน...”
คนทำงานต้องแก้ปัญหาหน้างาน ซึ่งต้องพบพานในทุก ๆ วินาที
อิทธิบาท ๔ จึงหมุนเวียน ปรับเปลี่ยน ดั่งเช่นวงจร PDCA (Deming Cycles)
ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา หมุนเวียน ปรับเปลี่ยนนับร้อยรอบ พันรอบในแต่ละวัน
สุข ๆ ทุกข์ ๆ คิด ๆ หยุด ๆ มึน ๆ โล่ง ๆ วิเคราะห์ วิจัย ทำไป ทำไป ทั้งวัน ทั้งคืน
ชีวิตเศร้าก็ต้องทนกับ “อารมณ์เศร้า”
อารมณ์เหงา ๆ ก็ต้องพบพานก็เพราะเรายังใช้ “อารมณ์”
วันนี้เราใช้อารมณ์เป็นจิต ยังใช้จิตเป็นอารมณ์ จึงต้องขื่นขมด้วย “อารมณ์เศร้า”
การทำงาน ทำงาน และทำงาน จึงต้องพบพานกับ “อารมณ์” ที่สั่งสมกันทั้งวัน
มาวิเคราะห์ วิจัย “อารมณ์” จะพ้นความขื่นขมด้วย “อารมณ์ภาวนา...”

ต้องอดทน ต้องอดทน และก็ต้องอดทน เท่านั้น เป็นกำลังใจให้สู้ๆ คิดว่าการคิดดีทำดีสักวันก็ต้องได้ผลลัพท์ที่ดีที่ปลื้มใจแต่ตอนนี้คงต้องอดทนดีที่สุดมองโลกแง่ดีว่าความสำเร็จรออยู่ข้างหน้าอีกแค่....วันเท่านั้นงานก็จะเสร็จแล้วแบบนี้มีกำลังใจขึ้นเยอะลองคิดดูก็ได้