วันนี้หลังจากให้อาหารกายพักผ่อนนิดหน่อยแล้ว

เดินไปนั่งวิจัยลมหายใจเข้าออกที่ริมสระกลางท้องทุ่ง

สังเกตเห็นมีนกหลายชนิดร้องดังสลับกันไป

แต่หนึ่งในนั้นได้ยินเสียงนกเขาดังแว่วๆว่า

จุ้กกรู้ๆๆๆหลายตัวบนต้นไม้

ธรรมฐิตเลยระลึกตามประสาคนที่ยังโง่ว่า..

เรานำเอาปัญหาต่างๆมาถมจิตใจ บางทียังนำเอาปัญหาของคนอื่น

มาเก็บไว้ในใจเราอีกด้วย  จนบางครั้งกินไม่ได้นอนไม่หลับ

หรือบางท่านแบกปัญหาบ้านเมือง(โดยไม่คิดจะแก้)ไว้กับตัว

พลอยเดือดดานร้อนรนกับสถานการณ์บ้านเมือง

ทะเลาะกับคนที่มีความคิดต่างกับตน 

ไปมาเลยต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาบ้านเมืองเข้าจนได้ 

สาเหตุเพราะเราไปยึดติดกับความคิดของเรามากไป  

สำคัญว่า..นี่คือความคิดของกูนะ..

เลยย้อนกลับให้เห็นว่าเป็นความยึดติดในตัวตน

หรือนอกจากความคิดแล้วยังยึดติดในสิ่งของหรืออะไรต่างๆนานา

เมื่อเวลาใดมีสิ่งมากระทบกับสิ่งที่เรายึดติดไว้เท่ากับว่ากระทบ..

ตัวกู..เข้าแล้วด้วยนะ  ดังนั้นเมื่ออะไรนิดหน่อยไม่ได้ดั่งใจ

เราก็เสร้าโศกเสียใจ โกรธขึ้ง  มีเยื่อใยถึงมันอยู่เสมอ

อาทิบางคนให้อะไรใครไปแล้วยังเฝ้าดูว่าเขาใช้มันหรือไม่

หรือญาติโยมนำของมาถวายพระแล้ว

เมื่อท่านไม่ได้ฉันของนั้น  จึงเกิดความไม่สบายใจขึ้นมาทันทีว่า

พระไม่ฉันของเราเลย 

แทนจะได้บุญกลับเป็นบาปใจเพราะมีความทุกข์หม่นหมองใจ

เพียงแค่ยึดมั่นว่า..ของกู..เท่านั้นเอง

นกเขาในภาษาบาลีเรียก..นกมัยหะกะ..

(มัยหะกะแปลว่าของกู)

มีเรื่องเล่าว่านกเขานี้แหละบินไปเกาะที่ต้นเลียบมีลูกดก

แล้วส่งเสียงขันกู่เพื่อบอกนกทั้งหลายว่านี้คือต้นไม้ของเรานะ

ว่า..ของกูๆๆๆๆ(จุ้กกรู้ๆๆ)ห้ามนกอื่นมากิน

แต่แล้วนกชนิดอื่นมาเกาะแล้วกินผลเลียบอิ่มแล้วก็หลีกไป

ตัวแล้วตัวเล่า แต่เจ้านกมัยหะกะ(นกเขา)ถึงว่าตัวเองจะกินผลเลียบไม่ได้ก็ยังแสดงความเป็นเจ้าของเรื่อยไป

ด้วยการส่งเสียงขันกู่เป็นเจ้าของอยู่ต่อไปว่า..ของกูๆๆๆ..

คนเราหลงยึดติดในตัวตนมากไป...ว่า..ของกู..ของฉัน..

ก็ไม่ต่างอะไรกับเจ้านกมัยหะกะนี้แหละขอรับ...

ธรรมะสวัสดีขอรับ..