Web-Based Training (ต่อ 2)

การประเมินผลการฝึกอบรมผ่านเว็บ

                การประเมินผลว่าการฝึกอบรมผ่านเว็บนั้น สามารถพิจารณาได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

(Web-Based Training Information Center. 2007: Online)

1.       คุณภาพของการออกแบบบทเรียน

2.       ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้

3.       ระดับการปฏิสัมพันธ์ของการฝึกอบรมผ่านเว็บ

4.       ความน่าสนใจ และการเร้าความสนใจของผู้เรียน

5.       เหมาะสมกับการรูปแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง

6.       สื่อที่ใช้ในการนำเสนอ

7.       ระบบช่วยเหลือผู้เรียน

8.       การออกแบบระบบการเรียนการสอน หรือการออกแบบรูปแบบของสถานการณ์จำลองเพื่อการเรียนรู้

9.       การนำเสนอข้อมูล สารสนเทศ

10.    ความเหมาะสมของระยะเวลาสำหรับการเรียนรู้

11.    ระบบและรูปแบบของการประเมินผล

12.    รูปแบบของเว็บ (Web page)

13.    ความต่อเนื่องและการจัดวางลำดับเนื้อหาการเรียนรู้

14.    ความสมบูรณ์และถูกต้องของเนื้อหาการเรียนรู้

15.    เทคโนโลยีการสื่อสาร

16.    การใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับผู้เรียน

17.    ระบบการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้เรียน

18.    คุณภาพของระบบเครือข่าย (network)

19.    ง่ายต่อการติดตั้งระบบและการใช้งานการฝึกอบรมผ่านเว็บ

20.    ประหยัดค่าใช้จ่าย

21.    ความถูกต้องของเนื้อหาและความเหมาะสมของเวลาในการเรียนรู้

22.    เป็นไปตามมาตรฐานของระบบการฝึกอบรมผ่านเว็บ

 

                นอกจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว  คุณภาพของเว็บฝึกอบรมหรือบทเรียนฝึกอบรมผ่านเว็บ
ก็มีความสำคัญต่อการพัฒนาการฝึกอบรมผ่านเว็บเช่นกัน  โดยประเด็นที่ใช้ในการประเมินคุณภาพมีดังนี้ (ปรัชญนันท์ นิลสุข.
2546: ออนไลน์ และ รวีวัตร์  สิริภูบาล. 2543: ออนไลน์)

                1.     ความทันสมัย (Currency) ข้อมูลสารสนเทศที่ปรากฎอยู่ในเว็บไซต์จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานก็ต่อเมื่อข้อมูลนั่นเป็นข้อมูลใหม่ ทันต่อสถานการณ์และได้รับการปรับปรุงแก้ไขตามระยะเวลาอย่างเหมาะสม

                2.     เนื้อหาและข้อมูล (Content and Information) คือ ต้องมีเนื้อหาและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยพิจารณาทั้งปริมาณและคุณภาพของเนื้อหาและข้อมูลว่ามีความเหมาะสม ถูกต้อง และครบถ้วนหรือไม่ 

                3.     ความน่าเชื่อถือ (Authority) การสร้างความเชื่อถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเว็บไซต์   เพราะมีเว็บไซต์จำนวนมากที่ไม่ทราบที่มาของผู้จัดทำ  ไม่สามารถติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์ได้  
ไม่มีการสงวนลิขสิทธิ์เพราะอาจลอกเลียนจากหนังสือหรือผู้อื่น ไม่มีตำแหน่งหน้าที่การงานหรือหน่วยงานที่ชัดเจน  ไม่มีที่อยู่ที่จะติดต่อหรือมีแหล่งที่แน่นอน  โดเมนเนมไม่มาตรฐาน เป็นต้น

4.    การเชื่อมโยงข้อมูล (Navigation) การประเมินเว็บไซด์ที่ดีควรจะแสดงการเชื่อมโยง
ไปยังส่วนต่างๆ ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และอ่านได้อย่างชัดเจน

                5.     การปฏิบัติจริง (Experience) ควรจะมีเนื้อหาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดและ
มีการแสดงผลอย่างรวดเร็จ ทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกว่าไม่เสียเวลา ไม่ไร้ประโยชน์หรือเว็บเพจไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ผู้ออกแบบต้องคำนึงเสมอว่าการนำไปใช้งานจริง ผู้สืบคืนข้อมูลหรือผู้เข้าชมย่อมต้องการเข้ามาเพื่อเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด

                6.     ความเป็นสื่อประสม (Multimedia)  ซึ่งองค์ประกอบที่สำคัญของความเป็น Multimedia ภายในเว็บไซด์ คือ เสียง ภาพ  กราฟฟิก ภาพเคลื่อนไหว ควรสอดคล้องกับเนื้อหาภายในเว็บไซด์ นอกจากนี้ควรจะเป็น Multimedia ที่เพิ่มความสนใจให้ผู้เข้าชม

                7.     การให้ข้อมูล (Treatment) การจัดเนื้อหาเป็นเรื่องที่สำคัญและการเข้าสู่เนื้อหาเป็นสิ่งที่ต้องจัดทำให้เข้าถึงได้ง่าย และจัดข้อมูลอย่างเป็นระเบียบ  ในที่นี่หมายถึง การให้ข้อมูลเมื่อเข้าเริ่มตั้งแต่หน้าแรก ควรจะมีการจัดการข้อมูลโดยเฉพาะข้อมูลที่สำคัญควรวางไว้ในหน้าแรกๆ มีการเน้นหรือให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เช่น มีลักษณะที่เป็นหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อย เรียงกันไปตามลำดับความสำคัญ และการเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญนั้นควรเข้าถึงได้อย่างง่ายและรวดเร็ว

                8.     การเข้าถึงข้อมูล  (Access) การเข้าถึงข้อมูลในเว็บไซต์ต้องสามารถแสดงผลรวดเร็วหาและสามารถหาได้สะดวกจากเว็บประเภทสืบค้นข้อมูลหรือ Search Engine หรือเว็บได้ Add URL เอาไว้ใน Search Engine เช่น Google  หรือ Yahoo เป็นต้น

9.     การออกแบบการเรียนการสอน (Instructional Design) เว็บฝึกอบรมที่ดีจะต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์และออกแบบ เพื่อพัฒนาเป็นระบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม

 

                จึงกล่าวได้ว่าการพัฒนาการฝึกอบรมผ่านเว็บนั้น ต้องตอบสนองต่อความต้องการบุคคลในการพัฒนาตนเอง ตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคล รวมทั้งเปิดโอกาสให้บุคคลได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวาง ง่าย และประหยัดค่าใช้จ่าย ในขณะที่ผู้ผลิตหรือผู้บริหารจัดการฝึกอบรมผ่านเว็บก็ต้องคำนึงถึงคุณภาพของการฝึกอบรมผ่านเว็บเป็นสำคัญ

 

แนวโน้มของการฝึกอบรมผ่านเว็บ

                ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และการเจริญเติบโตของเครื่ออินเทอร์เน็ตถือเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้การฝึกอบรมผ่านเว็บได้รับความนิยมมากขึ้น  ซึ่ง Web-Based Training Information Center (2007: Online) ได้กล่าวว่า แนวโน้มของการฝึกอบรมผ่านเว็บนั้นจะให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก คือ

1.     เทคโนโลยี  เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ไม่มีหยุดยั้งทำให้มีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นมาตอบสนองความต้องการอย่างมากมาย ดังนั้นแนวโน้มของการฝึกอบรมผ่านเว็บจะได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะความทันสมัย ความเหมาะสม และความสามารถในการตอบสนองต่อผู้เรียนด้วยเทคโนโลยีต่างๆ

2.       มาตรฐานคุณภาพ หมายถึงคุณภาพของเว็บเพื่อการฝึกอบรม ซึ่งมีการกำหนดไว้หลายมาตรฐาน

3.       การออกแบบระบบการเรียนการสอน ให้มีลักษณะดังนี้

-          ออกแบบหน่วยการเรียนรู้ให้มีขนาดเล็ก และมีความหลากหลาย

-          ผู้เรียนสามารถบริหารจัดการระบบการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

-          ความคงทนของความรู้ที่ผู้เรียนได้รับจากการฝึกอบรมผ่านเว็บมีมากขึ้น

-          ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนทั้งด้านเนื้อหา และเวลาในการเรียนรู้

 

                การพัฒนาการฝึกอบรมผ่านเว็บให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพตามความต้องการ หรือตามมาตรฐานคุณภาพนั้น  จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการศึกษาหาความรู้ของมนุษย์โลกยุคปัจจุบันที่องค์กรต่างๆ ควรจะนำไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในองค์กร ซึ่งหากนำหลักการวิจัยและพัฒนามาช่วยในการออกแบบและพัฒนาการฝึกอบรมผ่านเว็บให้เหมาะสมกับสภาพของแต่ละองค์กรแล้ว จะทำให้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เอกสารอ้างอิง

 

จรัสศรี  รัตตะมาน. (2551). การฝึกอบรมผ่านเว็บหลักสูตรการใช้ Google Earth กับ
งานสารสนเทศภูมิศาสตร์
”.
สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2551, จากhttp://www.bangkokgis.com/webbased_training/aboutus/aboutus.htm

ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2544). การสอนบนเว็บ (Web-Based Instruction) นวัตกรรมเพื่อคุณภาพการเรียนการสอน. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2550, จาก http://www.nidtep.go.th/emag/elearn/data/modul1/Web-Based%20Instruction%
20Innovation%20for%20Edu%20modul1-2.htm

ปรัชญนันท์  นิลสุข. (2544).  เทคโนโลยีเพื่อการฝึกอบรมครูในอนาคต. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550, จาก http://www.nidtep.go.th/emag/elearn/data/modul2/training-teacher%20activities%20module2.htm

พรรณี  เกษกมล (2543).  การเรียนรู้บนเว็บ.  สืบค้นเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2550, จาก http://www.nidtep.go.th/emag/elearn/data/modul2/thaiCAI%20Learning%20on%20
Web.htm

รวีวัตร์  สิริภูบาล. (2543). การพัฒนาแบบจำลองระบบฝึกอบรมครูปฏิบัติการ. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2550, จาก http://dclib.swu.ac.th/dcms/files//02216/Abs.pdf

เว็บฝึกอบรมในด้านการให้การศึกษา แบบจำลองแนวคิดเว็บฝึกอบรม (Model of Web-Based Training). (2001). สืบค้นเมื่อวันที่ 11สิงหาคม  2552), จาก www.prachyanun.com/artical/wbt1.html

สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา (2550).  แนวทางการสร้างและพัฒนาบทเรียน.  สืบค้นเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2550, จาก http://www.nidtep.go.th/emag/elearn/
index.htm

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2550).  อภิทานศัพท์.  สืบค้นเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2550, จาก http://obeclms.obec.go.th/book/gossala.php

Issues in Web-Based Training. Retrieved May 10, 2007, from http://www.documen.com/
Issues_in_Web-ased_Training.pdf

Stan Vangilder. (1999). New Techniques for Substation Training. Retrieved February 10, 2007, from http://www.ieee.org/portal/site

Web-Based Training Information Center. Retrieved May 28, 2007, from http://www.documen.com/WBT.htm

web base training. (ม.ป.ป.). ค้นเมื่อ 11  ส.ค.2552. จาก   www.webbasedtraining.com

web base training. (ม.ป.ป.). ค้นเมื่อ 11 ส.ค.2552. จาก    

                 www.webbasedtraining.com/primer_whatiswbt.aspx