บทบาทการบริหารงานด้านไอที
ของนักบริหารการศึกษายุคใหม่
(Roles of Educational ITAdministrators
in Modern Education)

        นักบริหารการศึกษายุคใหม่    ต้องมีคุณสมบัติอันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้เขาได้
ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศ  นักบริหารต้องมีวิสัยทัศน์  มีความเป็นผู้นำที่สามารถ
จูงใจคนได้  ขายความคิดใหม่ ๆ ให้คนยอมรับ   สามารถวางแผนงานอย่างมีระบบ  เป็นขั้น
เป็นตอนสำหรับการพัฒนา  แต่เท่านั้นยังไม่พอยังมีอะไรบางอย่างที่นอกจากสิ่งที่กล่าวมานี้

ใครเป็นใคร ในวงการศึกษา ?

        ในสมัยก่อน   ย้อนกลับไปสัก30 ปีให้หลัง    ในสังคมชนบทตามบ้านนอก    อาชีพครู
ยังเป็นที่นับหน้าถือตาและได้รับการยกย่องจากสังคมอยู่มาก    มากจนถึงขนาดที่ชาวบ้าน
เรียกครูว่า  "พ่อครู"   "แม่ครู"  กันเลยทีเดียว      และถ้าคุณครูคนใดทำหน้าที่หัวหน้าด้วย
ก็จะถูกเรียกว่า   "พ่อครูใหญ่"   (แต่มักไม่ค่อยได้ยินว่า   "แม่ครูใหญ่"   อาจจะเป็นเพราะว่า
สมัยนั้นผู้หญิงไม่ค่อยยอมเป็นครูใหญ่กระมัง)    แต่คำว่า  "อาจารย์แม่"   ที่แยงรูหูบ่อย ๆ นี่
เกิดขึ้นจากรายการเกมโชว์ทางทีวีรายการหนึ่ง   และเมื่อมีอาจารย์แม่เกิดขึ้นมาแล้ว   ต่อไป
จะมีคำอื่นที่ฟังดูพิกล ๆ ตามมาหรือไม่ก็ยังสงสัยอยู่   แต่ก็มองให้เป็นเรื่องธรรมดาได้ครับ
เพราะเมื่อโลกหมุนไป    ภาษาก็ปรับตาม   แต่ถึงอย่างไรก็ตามในความรู้สึกของผู้เขียนแล้ว
คราใดที่ได้ยินคนในวงการศึกษา    หรือครูบาอาจารย์ไม่ว่าจะสอนในระดับประถม   มัธยม
หรือมหาวิทยาลัยใช้คำสรรพนามแทนตัวเองว่า "ครู" ฟังแล้วดูน่ารักและอบอุ่นกว่าคำไหนๆ
สำหรับท่านผู้อ่านหากจะเรียกขานใครว่า   "ครู"   ก็อาจต้องระวังสักหน่อย   เพราะบางทีอาจ
เป็นการเรียกผิดหรือลดยศลดตำแหน่งของผู้ถูกเรียก    เหมือนเรียกนายร้อยว่าจ่านั่นแหละ
คุณครูบางท่านหากเรียกว่า  "ครู"  เขาอาจไม่หัน  แต่หากเรียก "อาจารย์"  สักหน่อยก็เป็นอัน
ยิ้มแป้นชอบใจ    และยังความปลอดภัยแก่ผู้เรียก   อีกทั้งถือเป็นศิลปะและมารยาททางการ
พูดที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว    ซึ่งนี่ก็เป็นผลพวงจากการผูกวุฒิเข้ากับตำแหน่ง    คือมีกฎหมาย
ฉบับหนึ่งที่ว่าด้วยครูในกระทรวงศึกษาธิการ    ระบุไว้เลยนะครับว่าคนที่เรียนมาน้อย ๆ
มีวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรีจะบรรจุในตำแหน่งครู   แต่ถ้าจบปริญญาจะเป็นตำแหน่งอาจารย์
ทั้งที่หน้าที่ก็คือเป็นครูดุจเดียวกัน
        ทีนี้สำหรับคำว่า   "นักบริหาร"     ฟังเผิน ๆ ดูจะเป็นคำใหญ่คำหนึ่ง    ที่สมัยนี้นิยมใช้
กันมาก  แต่ก่อนนี้ในวงการศึกษาไม่ค่อยได้ยินบ่อยไม่เหมือนในวงการบริหารธุรกิจ   คำว่า
"นักบริหารการศึกษา"    เป็นคำประเภท Collective Noun ใช้เรียกรวม ๆ แล้วแต่ใครจะพูด
ในบริบท หรือ Context ใด    เช่นถ้าเป็นผู้บริหารที่ทำหน้าที่บริหารสถานศึกษา   ก็อาจหมาย
ความรวมไปตั้งแต่ครูใหญ่  อาจารย์ใหญ่   ผู้อำนวยการโรงเรียนหรืออธิการบดีมหาวิทยาลัย
เป็นต้น ส่วนผู้บริหารการศึกษาที่ไม่ได้บริหารสถานศึกษาโดยตรงมีแต่สำนักงาน ก็อย่างเช่น ศึกษาธิการอำเภอ   หัวหน้าการประถมศึกษา   ผู้อำนวยการกองการมัธยมศึกษา   รองอธิบดี
ปลัดกระทรวง  รัฐมนตรีเป็นต้น    กล่าวโดยสรุปคือ    นักบริหารการศึกษา   หรือผู้บริหาร
การศึกษา   จำแนกได้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ  ผู้บริหารสถานศึกษา   กับ ผู้บริหารการศึกษา
แต่ทั้งสองฝ่ายนี้ก็ทำงานเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันโดยใกล้ชิด  ถ้าเปรียบเทียบกับทหาร  ฝ่ายแรก
เป็นแนวหน้าคุมกำลังออกปฏิบัติการรบในพื้นที่   ส่วนฝ่ายหลังทำหน้าที่อำนวยการ วางแผน ประสานงาน    ส่งกำลังบำรุงนั่นเอง

ยุคเก่า กับยุคใหม่ แบ่งแยกกันที่จุดใด

        มีผู้กล่าวกันว่า เมืองไทยเรานี้มียุคต่าง ๆ ซ้อนกันอยู่หลายยุค ทั้งยุคหิน ยุคเกษตรกรรม ยุคอุตสาหกรรม ยุคพลาสติค และยุคไอที    แต่คงไม่มีใครบอกได้หรอกว่ายุคเก่ากับยุคใหม่
มีเส้นแบ่งกันชัดเจน ณ จุดใด     คงเป็นเรื่องที่สังคมส่วนรวมประมาณการและเข้าใจเอาเอง
แต่ผู้เขียนว่าถ้ามีการแบ่งที่ชัดเจนก็คงจะดีไม่น้อย      เพราะอะไรหรือครับ    เรื่องทำนองนี้
ท่านรองศาสตราจารย์  ดร. อุทัย    บุญประเสริฐ    ดุษฎีบัณฑิตทางบริหารการศึกษาจาก
มหาวิทยาลัยพิทสเบิร์ก  เคยปรารภเสมอว่า จุดอ่อนของครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ที่สำคัญ
อย่างหนึ่ง   ก็คือการไม่สร้างความชัดเจน   และการไม่ให้ความสำคัญกับเลขผานาที   สถิติ
หรือข้อมูลประดามี   ถ้าเช่นนั้นเพื่อความชัดเจน    ผู้เขียนขอเสนอเส้นแบ่งการบริหารการ
ศึกษาไทยระหว่างยุคเก่ากับยุคใหม่   ให้ลองพิจารณาว่าจะยอมรับได้หรือไม่   ยุคใหม่เริ่มปี
2537  เป็นต้นมาส่วนยุคเก่าคือก่อนหน้านี้ ?  เหตุที่แบ่งอย่างนี้เพราะในปีนั้นมีความเคลื่อน
ไหวที่ค่อนข้างเป็นรูปธรรมและเป็นทางการ    คือเดือนเมษายน ปี 2537     คณะรัฐมนตรี
มีมติให้ข้าราชการระดับ 5 ที่จะขึ้นระดับ 6  และข้าราชการระดับ 6  7  8   ต้องเรียนรู้เรื่อง
Spreadsheet   ซึ่งเป็นการประยุกต์คอมพิวเตอร์ให้ใช้กับงานบริหารประจำวัน  

นานาทรรศนะ ที่ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้บริหาร

        มีงานวิจัยจำนวนมากนะครับ   ที่ศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้นำ    นักวิจัยหลายคน
ศึกษาคุณลักษณะ (Trait)   ของความเป็นผู้บริหารไว้มากหลาย ผู้สนใจโปรดหาอ่านได้ตาม
ห้องสมุดต่าง ๆ   เท่าที่ผู้เขียนทราบ  เขามักจะแบ่งคุณลักษณะของผู้บริหารที่ดีหรือประสบ
ผลสำเร็จไว้เป็นด้าน ๆ  เช่น    ด้านร่างกายควรแข็งแรง   มีสุขอนามัยดี  สมส่วน   สมาร์ท
ด้านอารมรมณ์ก็ต้องเป็นผู้ที่เยือกเย็น   ด้านสังคมก็ต้องเข้าสังคมเป็น   มองโลกแง่ดี   ชอบ
ประสานสัมพันธ์   ด้านสติปัญญาก็ต้องเฉลียวฉลาด   และอื่น ๆ อีกหลายด้าน  รวมทั้งด้าน
การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการศึกษา    แต่ก็มีผู้กล่าวไว้เหมือนกันนะครับว่า
การศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้บริหารการศึกษานี้มีคุณค่าทางการปฏิบัติน้อย      เพราะ
คุณสมบัติทั้งหลายมันเกิดขึ้นมีมาและสั่งสมไว้แล้ว    มีอยู่แล้ว   เป็นไปแล้ว    สร้างไม่ได้
ถึงจะสร้างได้ก็นิดหน่อยไม่คงทน    นักวิชาการบางท่าน เช่น   Paul Hersey หรือ Kenneth
Blanchard  จึงมุ่งสนใจศึกษาว่า   ผู้นำจะมีคุณสมบัติเช่นไรก็แล้วแต่   แต่เขาจะเป็นผู้นำที่มี
ประสิทธิภาพได้อย่างไรในสถานการณ์ต่าง ๆ กัน    มากกว่าจะศึกษาว่าการจะเป็นผู้นำที่ดี
ประกอบด้วยคุณสมบัติ   หรือคุณลักษณะกี่ข้อ    นอกจากนี้    ยังศึกษาเพื่อหาคำตอบว่า
ในสถานการณ์หนึ่ง ๆ ผู้ตามหรือลูกน้องมีวุฒิภาวะระดับใด  ฝีมือดีขนาดไหน มุ่งจะทำงาน
หรือเปล่า  ควรบริหารสไตล์ใดจึงจะสอดคล้อง (Match)  กับความพร้อมของลูกน้อง  ถ้าลูก
น้องทั้งเก่งและดี  ผู้บริหารก็อาจใช้วิธีมอบหมายงาน (Delegate) ให้รับผิดชอบเต็มที่ หรือถ้า
ยังไม่เก่งแถมไม่ค่อยตั้งใจทำงาน    ก็อาจต้องอาศัยการสั่งการ   (Direct)  อย่างเป็นทางการ
เป็นต้น    อย่างไรก็ดีแนวคิดในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผู้นำยังมีอีกหลายทฤษฎี
        การได้มาซึ่งผู้นำที่เป็นทั้งคนดี  คนเก่ง  และเป็นคนมีความพร้อม  ก็ย่อมเป็นโชคของ
องค์กรครับ 

คุณสมบัติใดที่จะเสริมบทบาทการนำของผู้บริหารการศึกษายุคใหม่

        เชื่อไหมครับว่า   ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการพัฒนางาน
ด้านไอทีนั้นก็คือผู้บริหารนี่แหละ   ถ้าผู้บริหารเอาใจใส่   สนับสนุน   ก็เชื่อแน่ว่าจะประสบ
ความสำเร็จ   แต่ถ้าผู้บริหารทำในทางตรงกันข้าม  ก็มักจะล้มเหลวไม่เป็นท่า   ดร. ครรชิต
มาลัยวงศ์   กล่าวว่า   ท่าทีของผู้บริหารส่งผลต่อความสำเร็จของงานด้านไอทีผู้บริหาร และยังบอกสูตรการแสดงบทบาทการนำด้านไอทีของผู้บริหารไว้ ดังนี้ครับ

1. 

ต้องแสดงความสนใจ   อย่างน้อยต้องเข้าร่วมประชุมโครงการครั้งแรก (Kick Off Meeting) เพื่อชี้แจงนโยบาย และวัตถุประสงค์ รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของลูกน้อง

2. 

ให้ทีมงานเข้าพบเพื่อสอบถามข้อขัดข้อง   สงสัยต่าง ๆ ได้โดยสะดวกเสมอ

3. 

คอยติดตามความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบไอทีต่างๆ

4. 

จัดสรรงบประมาณอย่างมีเหตุผล    เพื่อค่าใช้จ่ายในหลาย ๆ ส่วน   เป็นต้นว่าค่า
ฮาร์ดแวร์  ซอฟท์แวร์   ค่าบุคลากร   ค่าบำรุงรักษา   ค่าฝึกอบรม   ค่าของใช้สิ้นเปลืองต่าง ๆ

5. 

ต้องทราบ   และเข้าใจว่าคอมพิวเตอร์เป็นงานที่มีความเคลื่อนไหว (พลวัต)
ไม่หยุดนิ่ง    และไม่ใช่ซื้อคอมพิวเตอร์แล้วจะได้ทุกอย่างตามมาโดยอัตโนมัติ  
โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรอีก
        ผู้บริหารการศึกษาก็คงต้องถามตัวเองแหละครับว่า   อยากให้หน่วยงานพัฒนาไหม
ถ้าคิดในเชิงของส่วนแบ่งการตลาดแล้วผู้บริหารอยากให้จำนวนนักเรียน นักศึกษาเพิ่มมาก
ขึ้นไหม    อยากให้ผู้เรียนและผู้สอนมีความสะดวกสบายได้เรียนรู้สิ่งใหม่   และเรียนอย่างมี
ความสุขหรือไม่  ถ้าต้องการก็ต้องลงมือทำเสียแต่วันนี้  ถ้าลงมือไปแล้วก็อย่าลืมทบทวนว่า
กำลังดำเนินไปถูกทางหรือเปล่า    หากหลงทางแล้วนอกจากเสียเวลาแล้วยังจะเสียเงินไป
อีกมาก   การที่จะรู้ว่าทิศทางที่ถูกต้องคืออะไรก็ต้องมีที่ปรึกษาที่เชื่อถือได้   ซึ่งบุคคลที่จะ
เป็นที่ปรึกษาอาจได้แก่โปรแกรมเมอร์อาวุโส    หรือนักวิเคราะห์ระบบเป็นต้น    แต่ท่านผู้
บริหารทราบไหมครับว่า   บางทีท่านกับโปรแกรมเมอร์อาจกำลังกอดคอกันลงเหว   เพราะ
วิสัยทัศน์ที่ไม่กว้างพอ    คือโปรแกรมเมอร์อาจรู้ลึกซึ้ง    เขียนโปรแกรมได้     แต่ว่ารู้แคบ
เฉพาะในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง    ซึ่งเสี่ยงต่อการยึดติดอยู่กับภาษาหรือแนวทางใดแนวทางหนึ่ง
ที่เคยชิน   ที่ปรึกษาที่ผู้เขียนกล่าวถึงนี้จะหาได้จากไหน  ในสนนราคาค่าใช้จ่ายอย่างไรนั้น
ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไม่ยากครับในยุคนี้    ลองมองเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัยก็อาจจะพอเห็น
หรือหากต้องว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาจากภาคเอกชนก็ควรลงทุน  ยังจะดีกว่าเสี่ยงให้งานด้าน
ไอทีเสียหาย  ผิดทิศทางหรือล้าสมัยจนแก้ไขอะไรไม่ได้ ในกรณีนี้ผู้เขียนเห็นว่างบประมาณ
ค่าที่ปรึกษา   คงต่ำกว่าค่ารื้อปรับระบบเป็นแน่    และไม่ควรหวังมากนักกับการที่จะได้มา
ซึ่งของฟรีที่ทั้งดีและถูก   เพราะเมื่อเราจ้างที่ปรึกษาแล้ว เรายังสามารถใช้ประโยชน์จากเขา
ได้อีกมาก     ขึ้นอยู่กับว่าเราจะร่างสัญญาให้มีพันธะความรับผิดชอบต่อกันในขอบเขตและ
ปริมาณเท่าใด   การมีที่ปรึกษา   คงไม่ใช่เอาไว้ตอบคำถาม เยส / โน เท่านั้น  ประโยชน์และ
ความหมายคงมีมากกว่านั้นแน่   มีเงินแล้วทำอย่างไรจะใช้เงินอย่างฉลาดและคุมค่า  ตรงนี้
ที่ปรึกษาช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้ดีขึ้น

สรุป

        คงเป็นที่เข้าใจตรงกันแล้วนะครับว่า    นักบริหารการศึกษา   หรือผู้บริหารการศึกษา
คือใคร  และมีตำแหน่งอะไรกันบ้าง  เขาเหล่านี้ควรมีคุณสมบัติอย่างไรและควรทำบทบาท
อย่างไร  จึงจะช่วยให้การพัฒนาไอทีสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ  อย่างที่ผู้เขียนกล่าวแล้วว่า
บ้านเรามักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับความเป็นมืออาชีพของที่ปรึกษากันเท่าใดนัก   จะเห็น
ได้จากโครงการพัฒนาไอทีทั้งหลาย     ส่วนมากก็เริ่มกันที่ตั้งงบประมาณ     กำหนดสเปค ประกวดราคา   จัดซื้อ  ส่งมอบ  แล้วก็ตรวจรับ  บางครั้งก็มีอบรมแถมให้นิดหน่อย  แล้วก็
เป็นอันจบกระบวนการ    แล้วก็ใช้งานไปตามยถากรรม    หน่วยงานหลายแห่งลืมนึกถึง
และมองข้ามความสำคัญของการปรึกษาหารือกับผู้ชำนาญการ   ซึ่งเป็นมืออาชีพที่ร่ำเรียน
และมีประสบการณ์มาทางไอทีโดยตรง    ปล่อยให้เป็นภาระหนักของโปรแกรมเมอร์
หรือครูคอมพิวเตอร์เพียงลำพัง    สิ่งเหล่านี้เป็นการเริ่มต้นที่ผิด    เนื่องจากไม่มีแผนงาน
หรือโครงการรองรับ    ทำให้มองไม่เห็นภาพกว้างว่าในระยะต่อไปจะพัฒนาไปในทางใด
อย่างไร โดยวิธีการใด โดยใคร  และด้วยเทคโนโลยีใด  ด้วยงบประมาณเท่าใด ซึ่งบางครั้ง
ไม่จำเป็นว่าทุกอย่างต้องหยุดลงที่ปัญหาเรื่องเงินเสมอไป  ช่องทางการพัฒนาไอทีเพื่อการ
ศึกษายังมีอีกมาก  เพียงแต่อาจจะต้องการผู้ช่วยชี้ช่องทางเท่านั้น หลักการก็คือว่าไม่มีใคร
เก่งทุกเรื่อง    ดังนั้นผู้เขียนเห็นทีต้องสรุปตรงนี้แหละครับว่า    ไม่ว่าท่านผู้บริหารจะมี
คุณสมบัติอย่างไร   หรือชอบบริหารด้วยสไตล์ไหน  แต่ในสถานการณ์ไอทีเช่นนี้ นักบริหาร
การศึกษายุคใหม่    ไม่ควรเป็นมิสเตอร์โนว์ออล (Know All)   ที่รู้และมั่นใจไปเสียทุกเรื่อง
ควรหารือที่ปรึกษา    แล้วไอทีเพื่อการศึกษาก็จะไปได้ถูกทิศทาง    ก้าวไปอย่างมั่นคง
ไม่ต้องรื้อทิ้งกันบ่อย ๆ   และเป็นการสะสมสิ่งดีไว้เป็นฐานการพัฒนาในระยะยาวต่อไป