เมื่อเราเข้าใจไตรลักษณ์คือ อนิจจังความไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตาความไม่ใช่ตัวตน แล้วก็เข้าใจความไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเราไปด้วย
ความเข้าใจอันนี้ เมื่อเรานำมาพิจารณาบ่อย ๆ พิจารณากับทุกสิ่งที่ได้พบ พิจารณากับทุกปัญหาทุกข์ใจของเรา พิจารณาด้วยความเป็นธรรม ยอมรับความจริงของสัจธรรม ยอมรับความจริงของสัจธรรมของโลก เพราะเถียงไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ในเมื่อความจริงมันเป็นเช่นนั้น ไม่มีวันเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีวันเปลี่ยนไปตามที่ใจเราต้องการ
ถ้าเรายอมรับสัจธรรมนี้ได้จิตใจของเราจะอ่อนลง ความยึดมั่นถือมั่นจะผ่อนคลายลง อย่างที่ท่านเรียกว่า ปล่อยวาง มันลง เราก็จะหลุดออกจากความทุกข์ได้ เริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ สะสมความเย็น ความปล่อยวางนี้ไปเรื่อย ๆ มันจะค่อย ๆเพิ่มขึ้นเอง จนวันหนึ่งจะชัดเจนจนสังเกตได้ว่าเรื่องที่เราเคยทุกข์หนัก พอพบเรื่องที่ควรจะทุกข์ เราจะทุกข์น้อยลง
ในการสอนระดับสูง ท่านไม่ให้ยึดมั่นแม้แต่ในเรื่องการทำดี พูดอย่างนี้ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องทำดี แต่แปลว่า ทำดีเสร็จแล้ว ไม่ยึดติดกับความดีที่ทำไปแล้วนั้นจนเป็นทุกข์อีก พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้ยึดมั่นแม้ในนิพพาน คือ ให้ปล่อยวางในทุก ๆเรื่อง เพื่อให้สงบ
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ร่างกายนี้เปราะเหมือนไข่ พร้อมที่จะแตก แม้ร่างกายจะกระวนกระวาย ขออย่าให้ใจกระวนกระวายแม้จะแก่ชรา หรือเจ็บไข้
จากหนังสือธรรมมะรอบกองไฟ ของท่านขวัญ เพียงหทัย ท่านอธิบายธรรมมะได้สะอาดดีน่าอ่านน่าสนใจขออนุญาตนำมาขยายหลักธรรมที่ว่า การให้ธรรมย่อมชนะการให้ทั้งปวง
สวัสดีครับ
การยึดติด ทำให้ชีวิตถูกตรึง เกิดขึ้น คงอยู่ ดับไป ครับ
ท่าน ผศ.เพชรากร หาญพานิชย์ การดำเนินชีวิตในปัจจุบันหากนำหลักธรรมะมาช่วยคงจะพอทำให้จิตใจผ่อนคลายสะบายขึ้นมาบ้างครับ มีม็อบ ไม่มีม็อบ เศรษฐกิจดีไม่ดี หากเราไม่ยึดติดก็คงปลอดโปร่งโล่งสะบายครับ
การยึดติดดีก็ทุกข์ติดชั่วยิ่งทุกข์ไปใหญ่ ทุกอย่างอนิจจังจริงแม้แต่ลมหายใจทำใจให้ว่างบริสุทธิ์ที่สุดทำตอนนี้ดีกว่าไปรอทำตอนแก่หรือตายเลยก็ไม่ได้ทำ ดับตัวตนให้มากที่สุดไม่ยึดตัวกูของกู ให้เมตตาสรรพสัตย์เป็นผู้ให้ที่จิตบริสุทธิ์องค์คุณนี้มหาสาร ไม่ยึดกับการนั่งการกำหนดลมหายใจดูอารมณ์ที่มากระทบโดยที่ไม่ไปรู้ไม่ไปทำอะไรกับอารมณ์นั้นๆ เพราะมันเกิดมันก็ดับเองไม่ต้องไปพิจารณากับอะไรทั้งสิ้นถ้าไปทำอะไรกับมันสิ่งที่เกิดจะเป็นกรรม
ขอให้ทุกท่านทำเทอด มองทุกอย่างให้เป็นอนิจจังแม้แต่ลมหายใจเรา เมื่อเห็นทุกอย่างเป็นอนิจจังแล้วจิตเราจะอ่อนลงแล้วยอมรับทุกสิ่งว่าไม่มีอะไรอยู่คู่กับเราไปได้ตลอดเพราะทุกอย่างไปตามกาลเวลาของสรรพสิ่งนั้นๆ เราอยู่เพื่อวันต่อวันอนาคตอย่าไปคาดหวังส่วนอตีดไม่ต้องไปพูดถึงเลยมันผ่านมาแล้วให้มันผ่านไป จิตเราบริสุทธิ์มาแต่เกิดแต่กาลเวลาทำให้เราเข้าไปยึดมั่นถือมั่นจนไม่รู้ว่าตอนนี้มันมากมายขนาดไหนแล้ว ตอนมีชีวิตอยู่มีธรรมอันสูงมาสอน ควรที่จะฝึกไว้เพราะทุกสรรพสิ่งมีเกิดก็ต้องมีดับ มีสุขก็ต้องมีทุกข์ ฝึกละการยึดมั่นถือมั่นให้อยู่กลางระหว่างสุขและทุกข์ ทำดีแล้วก็ละความพอใจในความดีซะไม่มีสัญญาคือทำดีแล้วก็ลืมมัน ส่วนความไม่ดีที่ผ่านมาก็ให้ละซะจิตจะไม่เศร้าหมองให้ไม่มีสัญญาของความไม่ดีเพราะที่ไม่ดีก็คืออดีต ฝึกจากจิตภายในให้ละความยึดมั่นถือมั่นไม่มีการดับทุกข์วิธีไหนที่ฝึกจากภายนอกหรอก ชาตินี้มีโอกาสได้ทำก็ละให้ได้มากที่สุด บารมีที่ทำจะสานต่อให้เองถ้ายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่แต่ก็ยังได้พบธรรมอันสูงในชาติต่อไปไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรก็ตาม ละให้จริงแต่อย่าให้ละแล้วเกิดทุกข์เพราะนั้นก็ไม่ใช่ทาง
สาธุ เป็นการแบ่งปันที่ดีหากปฎิบัติได้ด้วยยิ่งดีอย่างยิ่ง
อยากให้สนทนากันเรื่องธรรมมากๆ
อ่านแล้วสบายใจจัง รู้สึกเบาลง ไม่ต้องแบกค่ะ