ผลกระทบของกระแสวัฒนธรรมตะวันตกที่มีผลต่อการพฤติกรรมของคนไทยในปัจจุบัน
วัฒนธรรมเหมายถึงเครื่องหมายของความเจริญ วัฒนธรรมมีลักษะของการไหลบ่าเช่นเดียวกับน้ำที่พยายามปรับความสมดุลให้อยู่ในระนาบเดียวกัน โดยพื้นฐานของมนุษย์ที่รักความสะดวกสบาย เช่น การเดินทางที่รวดเร็ว การติดต่อสื่อสารที่รวดเร็ว เป็นต้น แต่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น เปรียบเสมือนมีดที่มี 2 คม มีคุณอนันต์ ก็มีโทษมหันต์ อยู่ที่ผู้ใช้ว่าจะใช้มันอย่างไร และเข้าใจถึงคุณค่าแท้ของสิ่งต่าง ๆ ว่าแท้จริงแล้วมีไว้เพื่ออะไร ประโยชน์อะไร
วัฒนธรรม มี 2 ลักษณะ คือวัฒนธรรมที่เป็นวัตถุ และวัฒนธรรมที่มิใช่วัฒถุ
วัฒนธรรมที่เป็นวัตถุ เช่น อาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ เครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ เกิดจากการประดิษฐ์คิดค้น การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ส่วนหนึ่งเพื่อสนองตอบความต้องการของมนุษย์ และการค้าขาย ในส่วนนี้จะมีอิทธพลอย่างสูงต่อการบริโภค และค่านิยม ส่วนวัฒนธรรมที่มิใช่วัตถุ เป็นส่วนที่เกี่ยวกับความรู้ ปรัชญา และจิตวิทยา ซึ่งส่วนนี้ดูเหมือมว่าทางตะวันออก จะเป็นภูมิภาคที่มีความเจริญมาก่อนอย่างช้านาน จึงเป็นส่วนที่ค่อนข้างจะนิ่งหรือไม่มีการถ่ายเทจากทางซีกโลกตะวันตกมากนักยกเว้นค่านิยมที่จะผันแปรไปตามอิทธิพลของวัฒนธรรมด้านวัตถุ
เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีอิทธิพลอย่างมาก ต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนทางซีกโลกตะวันออกคือในส่วนของวัฒนธรรมทางด้านวัตถุ หรือเทคโนโลยี ซึ่งก็จะแอบแฝงความไม่ดีเข้ามา อย่างที่บอกว่าเปรียบเสมือนมีดที่มี 2 คม หรือเหรียญที่มี 2 ด้าน
ก่อนอื่นเราต้องยอมรับก่อนว่า สังคมไทยยเป็นสังคมพุทธ มีรากเง่าของวัฒนธรรมมาจากศาสนาพุทธ เป็นสังคมที่มีเอกลักษณ์พิเศษที่โดดเด่น และแสดงออกถึงความเจริญทางด้านจิตใจ เช่น มีเมตตากรุณา ให้อภัย เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือ การเคารพผู้ที่อาวุโสกว่าโดยการนับญาติเป็นลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นต้น ทำให้อยู่กันอย่างพี่น้อง มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน ดังมีคนกล่าวว่าบ้านที่ล้อมลั้วด้วยคน ไม่ต้องก่ออิฐ ล้อมลวดหนาม สร้างกำแพงเพื่อป้องกันโจร ขโมย แต่ล้อมรั้วด้วยคนหมายถึงเพื่อนบ้านที่มีน้ำใจคอยดูแลซึ่งกันและกัน เป็นหูเป็นตาให้กัน ก็เท่ากับว่าบ้านถึงแม้ไม่มีรั้วก็เหมือนมีรั้ว หรือประเพณีลงแขก ที่ชาวบ้านเอาแรงกัน คือต่างคนต่างช่วยกัน บ้านนี้ดำนา เกี่ยวข้าว ปลูกบ้านใหม่ก็ไปช่วยกัน พอถึงทีบ้านเราทุกคนก็มาช่วยกัน จึงอาจกล่าวได้ว่าสังคมไทยมีวัฒนธรรมที่ดีงาม มาแต่โบราณ
เมื่อกระแสวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางด้านวัตถุหรือเทคโนโลยี เข้ามาสู่ประเทศไทย หรือประเทศอื่น ๆ ในยุคโลกาภิวัฒน์ (Globalization) หรือโลกไร้พรมแดน ทำให้กระแสวัฒนธรรมตะวันตกไหลบ่าเข้ามาอย่างท่วมท้น เปรียบเสมือนกับน้ำที่เอ่อล้นเหนือเขื่อน หรือเขื่อนพัง เขื่อนก็คือวัฒนธรรมอันดีงามของไทยที่มีมาแต่โบราณนั่นเอง โลกไร้พรมแดน ก็คือโลกที่ไม่อาจต้านทานกระแสวัฒนธรรมจากต่างชาติได้ สิ่งที่เป็นช่องทาง หรือเป็นลำธารให้กระแสวัฒนธรรมจากตะวันตกเข้ามาอย่างรวดเร็วก็คือความเจริญทางด้านการสื่อสารนั่นเอง บางทีเราก็เรียกโลกยุคนี้ว่า เป็นยุดของการสื่อสาร
การสื่อสารนั้นโดยนัยสำคัญแล้ว หมายถึงการสื่อสิ่งที่เป็นสาระ แต่เราไม่อาจกลั่นกรองเอาเฉพาะสาระตามความหมายนั้นได้ เพราะสิ่งที่แอบแฝงเข้ามาพร้อมกับสาระนั้นคือการโฆษณามอมเมา
ในเชิงธุรกิจ พยายามสร้างกระแสความนิยมในสินค้าด้วยการโฆษนาชวนเชื่อ จนกลายเป็นความนิยม
เช่น การโฆษณาครีมที่ทำให้หน้าขาว (whitening cream) แฟชั่นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายต่างๆ ทำให้คนในสังคมมีค่านิยมรักสวยรักงาม มากกว่าที่จะดูกันที่คุณสมบัติภายใน ความดี กิริยามารยาท หน้าที่ความรับผิดชอบต่าง ๆ สังคมไทยจึงมีแนวโน้มที่เบี่ยงเบนไป ดังนี้
1. สังคมไทยเป็นสังคมที่รักสวย รักงาม หยิบโหย่ง เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ
2. มีค่านิยมในการอยู่ร่วมกันก่อนแต่งงาน
3. มีลักษณะของสังคมแบบบริโภคนิยมและวัตถุนิยมทำให้เกิดการทุจริต คอรัปชั่น
4. อิสระเสรีอย่างสุดขั้ว จนก้าวล่วงวัฒนธรรมอันดีงาม เช่น การเคารพผู้อาวุโส พ่อแม่ ครู อาจารย์
5. มีพฤติกรรมการหย่าร้างสูงขึ้น ทำให้เกิดปัญหาเด็กและเยาวชนถูกทอดทิ้ง
6. เยาวชนติดยาเสพติด และปัญหาชู้สาวมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร
7. การแพร่กระจายของสื่อลามกต่าง ๆ
แนวทางในการแก้ไข
1. ให้การศึกษา อบรมแก่เยาวชน ให้เห็นคุณค่าของหลักธรรมในพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมอันดีงามของไทย
2. หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว ส่งเสริมกิจกรรมที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามของไทย เช่นประเพณีสงกรานต์ ควรจัดในวัดไม่ควรให้มีการสาดน้ำตามท้องถนน และที่ต่าง ๆ
3. การแต่งกาย โดยเฉพาะชุดเครื่องแบบของนิสิต นักศึกษา ต้องเคร่งครัดไม่ให้แต่งกายรัดรูป หรือสั้นจนเกินไป
4. ออกกฏหมายห้ามดื่มสุราในวัดและโรงเรียน
5. ควบคุมสถานบันเทิงโดยออกกฏหมายห้ามเปิดเกินเที่ยงคืน
6. กำหนดเวลาห้ามเด็กและเยาวชนออกนอกบ้านในยามวิกาล ตามกำหนดอายุ เช่น อายุไม่เกิน 15 ปี จำกัดเวลาแค่ 19.00 น. (ถ้าจะออกนอกบ้านต้องมีผู้ปกครองเป็นไปด้วย) ไม่เกิน 18 ปี 20.00 น. เป็นต้น
7. ออกกฏหมายห้ามจำหน่ายสุราและบุหรี่แก่เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี
8. ต้องเข้มงวดสถานที่อโคจรสำหรับเด็กและเยาวชน เช่น คอฟฟี่ช็อบ คลับ บาร์ ต่าง ๆ
9. กระทรวง ICT ควบคุมการเผยแพร่สื่อลามกทางอินเตอร์เน็ต รวมทั้งเกมที่มีความรุนแรงต่างๆ
10. สำนักนายกรัฐมนตรีที่มีหน้าที่ดูแลสื่อโทรทัศน์ควบคุมดูแลการเผยแพร่รายการต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสม ไม่ทำลายวัฒนธรรมอันดีงามของไทย
11. ส่งเสริมกิจกรรมของครอบครัว เช่น ประกาศว่าวันอาทิตย์เป็นวันครอบครัว วันแม่ และวันพ่อ เป็นต้น
12. พยายามรณรงค์ให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการผลิต ส่งเสริมการผลิต แทนที่จะเป็นสังคมแห่งการบริโภค คือ ต้องคิดว่าฉันต้องทำให้ได้ ไม่ใช่คิดแต่ว่าฉันต้องมีให้ได้
*********************
โลกาภิวัฒน์กับพฤติกรรมสังคมไทยไปด้วยกันจริงรึ
ดีขึ้น รึเรา น่าหยุด กระแส ไว้
เออ น่าคิด จริง ๆ
เออ ต้องให้รู้เท่าทัน
จริง ๆ นะ นี่
คุณคิดว่า เราสามารถนำวัฒนะรรมตะวันตกและวัมนธรรมไทย มาประยุกต์ใช้ร่วมกันหรือไม หากเราสามารถทำให้คนไทยที่พยามใช้วัฒนธรรมใหม่ๆ เข้าใจสิ่งที่รับมาปฏิบัติอย่างแท้จริง และสามารถปลูกฝังวัฒนธรรมไทยให้อยู่ในสายเลือดของคนไทยได้ ปัญหาค่านิยมผิดๆอาจจะหมดไป
ณ ปัจจุบัน เราคงไม่สามารถมานั่งเสียเวลาหาสาเหตุของปัญหา ดิฉันว่าเราน่าจะช่วยกันหาทางออกที่ดีต่อทุกฝ่าย จะเป็นผลดีกับประเทศไทยมากที่สุด
ดิฉันอยากข้อความคิดเห็นจากผู้เขียนบทความนี้ค่ะ อยากข้อคำแนะนำ เนื่องจากมีความสนใจจะทำโปรแจ็คเรื่องแนวนี้ค่ะ แต่ไม่มีข้อมูล มีแต่ประสบการณ์จริงที่พบ ดิฮันเองก็เป็นเด็กไทยรุ่นใหม่ที่ได้รับวัฒนธรรมตะวันตกมาก เนื่องจากตอนนี้ไม่ได้ศึกษาที่ไทย[email protected]
ขอขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆค่ะ
ขอขอบคุณมากนะครับ
ขอบคุรมากคะสำหรับความรู้ดีๆ
เป็นความรู้ที่ดีมากค่ะสามารถนำมาใช้ได้และไปใช้