วิกฤติแฮมเบอเกอร์ปี 50 ทำให้ราคาน้ำมันที่ทะลุ 100 เหรียญต่อบาร์เรลตกลงมาพักหนึ่งแต่ตอนนี้การที่น้ำมันขึ้นราคาอีกระลอกทำให้ซ้ำเติมสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แล้วจะทำอย่างไรให้มันลงล่ะ บอกได้เลยว่าไม่มีทาง....ปัจจุบันเราคงคาดหวังกับพลังงานฟอสซิลที่ใช้กันเป็นหลักได้น้อยลงทุกทีขนาดผมหนีไปปรับรถใช้พลังงานแก๊ซ LPG NGV (แต่ปีหน้าคงจะรอดยากเพราะดูข่าวมาว่าปีหน้าคงปรับขึ้น) หรือแม้แต่การใช้น้ำมันผสม(แก๊ซโซฮอลล์ ไบโอดีเซล) แล้วทำไงดีล่ะครับพี่น้อง
ไม่ต้องตกใจกันครับปัญหามีไว้ให้พุ่งชน อิอิ (ยืมคำโฆษณามาใช้ซะหน่อย) หากเราทำงานกันอย่างตั้งรับคงจะปรับตัวได้ยาก เพราะโครงสร้างพื้นฐานไม่เอื้ออำนวยนักกับนวัตกรรมใหม่ของระบบยนตรกรรมสมัยใหม่ที่กำลังจะมา (จำได้ไหมครับตอนที่รัฐพยายามส่งเสริมรถเป็นระบบ NGV ปัญหาที่เกิดขึ้นคือโครงสร้างระบบสถานีจ่ายน้ำมันเอย การปรับเปลี่ยนระบบการใช้พลังงานของรถยนต์เอย ระบบทะเบียนรถเอย ฯลฯ วุ่นวายสับสนมากจนมั่วเลย ) เอาละครับเรากลับมาวิเคราะห์กันก่อนว่าเรามีอะไรในมือกันบ้าง เท่าที่ความรู้อันน้อยนิดของผมพอจะจำได้
1. เครื่องยนต์ระบบไฮบริด (ระบบการใช้ไฮโดรเจนในการสร้างกระแสไฟฟ้าให้รถวิ่ง)
2.เครื่องยนต์ระบบพลังานแสงอาทิตย์ (โซล่าห์เซลที่เรารู้จักกัน)
3.เครื่องยนต์ระบบพลังงานลม (ระบบนี้ใช้พลังงานอากาศอัดในถังเพื่อหมุนเครื่องยนต์)
4.เครื่องยนต์ระบบไฟฟ้า (อันนี้ใช้วิธีชาร์ตไฟเก็บไว้ในแบตเตอรี่แล้วใช้งานระหว่างวัน)
เอาแค่หลัก ๆ เท่าที่ผมจำได้ก่อนนะครับ ทั้งหมดมีจุดแข็งและจุดด้อยต่างกัน แต่ทั้งหมดที่ผมชอบคือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แล้วมันอย่างไรล่ะครับ สังเกตดูให้ดีนะครับทุกระบบที่ผมกล่าวเป็นพลังงานที่มีอยู่แล้วอาจจะกล่าวได้ว่าเหลือเฟือด้วยครับ ยกตัวอย่างเช่น ง่าย ๆ ก่อน พลังงานแสงอาทิตย์ อันนี้พอเช้ามาก็มีเลย พลังงานลมอันนี้ก็มีรอบ แล้วไอ้เจ้าไฮบริดล่ะ ก๊าซไฮโดรเจนก็มีอยู่แล้วไม่ว่าจะในรูปก๊าซ หรือน้ำ(ก็เฮชทูโอตามที่เคยเรียนมา(ขอวงเล็บซ้อนอีกที การแยกน้ำเป็นก๊าซไฮโดรเจนด้วยไฟฟ้าต้นทุนแพงครับ แต่มีวิธีแก้เอาไว้จะมาเล่าอีกที)) ขอเรียนอีกทีนะครับว่าเจ้าสิ่งเหล่านี้มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก
วันนี้เกริ่น ๆ ไว้ก่อนนะครับ แล้ววันหลังจะมาเล่าต่อว่าระบบยนตกรรมอนาคตที่กำลังอยู่ในระหว่างทดลองทั้งที่ญี่ปุ่น อเมริกา ยุโรป ออสเตเลีย และที่อื่น ๆ มีแนวคิดและความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เหมาะกับเมืองไทยเราหรือไม่ครับ
สวัสดีครับคุณ นูนู๋จัง เข้าร่วมประสัมนา พลังงานชีวมวลที่ ม.ทักษิณ 7 กคที่ผ่านมา ได้รับรู้เรื่องพลังงาน มาอ่านบันทึกนี้ ต่อยอดความรู้เรื่องพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น ฟังท่านอ.ประสาท มีแต้ม คุยเรื่องพลังงานที่รัฐจัดสรรล้วนน่ากลัวครับ (แก็สมาเลย์)
สวัสดีครับท่านวอญ่า ดีใจมากครับที่เข้ามา คำทักทายเล็ก ๆ สำหรับผมชื่นใจมากครับ คุยกันสบาย ๆ นะครับ จริงอยู่ครับที่ที่รัฐพยายามแก้ปัญหาแต่ไม่ตรงกับต้นเหตุ ตราบใดที่รัฐยังคงคิดว่า พลังงานฟอสซิลคือทั้งหมด ตราบนั้นแก้ปัญหายากครับ เพราะต้นทุนของพลังงานเหล่านี้นับวันจะสูงขึ้น และสร้างปัญหาหลาย ๆ อย่างขึ้นมาอีกมาก(ภาวะโลกร้อน) ขณะที่หลาย ๆ ส่วนของโลกเริ่มขยับไปใช้พลังงานอื่นมากขึ้นเพราะเขาเห็นแล้วว่าสิ่งนี้เป็นทางเลือกที่จะตีบตัน ผมคิดว่าสุดท้ายต้องเลิกไปเอง เพราะอะไรหรือครับ โครงสร้างเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยน มาตรการต่าง ๆ กำลังถูกดำเนินสิ่งนั้นเป็นเพราะมันตอบสนองกับความเป็นมนุษย์มากกว่า (ใครจะไปทนใช้ของแพงกว่าได้ตลอดไปน่ะครับ อิอิ)
หลายประเทศใช้วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ให้กลายเป็นโอกาศได้อย่างน่าประทับใจ เช่นอเมริกา ใช้งบปประมาณนี้ส่วนหนึ่งในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลม จีนใช้วิกฤตินี้สร้างเขื่อนตอนบนของแม่น้ำโขง แต่ขณะที่ไทยใช้โอกาศนี้ลงทุนกับโครงการรถไฟฟ้า (ผมมองว่าเร่งการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น) ต้นทุนพลังงานของประเทศเราเติบโตขึ้นอย่างมหาศาลทำให้เราลดโอกาศที่จะเข้าไปแข่งขันในระดับโลก สิ่งเหล่านี้ผมไม่อยากบอกว่าอะไรผิดหรือถูก เพราะการที่รัฐจำเป็ต้องทำโครงการนี้เพราะเป็นโครงการที่ต่อเนื่องต้องทำอยู่แล้ว (เป็นไปตามระบบกลไกของรัฐครับ) แล้วทำอย่างไรดีล่ะครับ
ในเมืองไทยภายใต้วิกฤติเรายังมีโอกาศ หลายภาคส่วนได้ตระหนักถึงความจำเป็นอันนี้ ผมชื่นชมในหลายโครงการแต่ยังไม่ได้รับการต่อยอดเพิ่มเติม เช่นโครงการของ กฟผ. ที่ให้บ้านที่เข้าโครงการติดโซล่าเซล สามารถผลิตไฟฟ้าเองได้ ถ้าเกินก็สามารถขายกลับให้ได้ อันนี้หากทุกบ้านสามารถทำได้ผมคิดว่าวิกฤติพลังงานไฟฟ้าน่าจะลดลงได้ในระดับหนึ่ง การรีไซเคิลขยะซึ่งต้นทุนจะต่ำกว่าต้องไปถลุงแร่มาใช้ใหม่ การรณณรงค์ประหยัดพลังงาน เป็นต้น (เหล่านี้แก้ที่ปลายเหตุ)
แต่โครงการพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง พระองค์ท่านทรงมองครอบคลุมและจัดการที่ต้นเหตุของปัญหาด้วยคือแทนที่จะต้องสรรหา ทำลาย หรือแม้แต่การบริโภคทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยเพื่อตอบสนองความต้องการของปัจเจกชน กลับให้แต่ละคนมีการตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรใช้อย่างรู้คุณค่า ทรงมองอย่างให้คุณค่าของมนุษย์ว่าเป็นต้นทางของทุกอย่าง
กลไกของรัฐต้องมีการปรับตัวก่อนครับ ความคิดหลาย ๆ อย่างที่เคยคิดไว้ต้องมีการทบทวนกันใหม่ เอาตัวเลขมาดูกันให้ชัดเจน ผมคิดว่าส่วนหนึ่งของวิกฤติพลังงานเกิดจากเราใช้ความเคยชิน หลาย ๆ กิจกรรมที่ทำกันทำไมไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เหล่านี้ต้องมีการทบทวนอย่างเป็นรูปธรรม หลายปัจจัยที่เคยละเลยหรือผิดพลาดอาจจะต้องมีการปรับปรุงให้แม่นยำเข้าถึงข้อเท็จจริงมากขึ้น เช่นทำไมพฤติกรรมคนถึงยังไม่ทิ้งนิสัยฟุ่มเฟือย มักง่าย น่าจะมีการทบทวนว่าปัจจัยอะไรที่มีผลหลอมรวมให้คนไทย(โดยเฉพาะคนในเมืองมีลักษณะเช่นนั้น ) ค่านิยม สภาพแวดล้อม กฏระเบียบ ความเร่งรีบในการแข่งขัน เป็นต้น หลาย ๆ อย่างบ่งชี้ให้เป็นไปในทิศทางนั้น แต่ขณะที่เรากลับต้องการผลสรุปอีกอย่างย่อมยากที่จะเป็นไปได้ครับ
เขียนเพลินไปหน่อยครับเลยลืมประเด็ข้างบนเลย ได้เวลาทำงานแล้ว ต้องขอโทษครับแล้วจะมาลงต่อนะครับ
ขอบคุณมากครับทุกท่านที่เข้ามาอ่าน
ตอนแรกผมคิดว่าจะพูดถึงหลักการทำงานของระบบเหล่านี้ แต่พอผมเห็นโฆษณาถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะเป็นรถโตโยต้า ไฮบริด ก่อนหน้านี้น่าจะเป็นฮอนด้า รู้สึกชื่นชมในการกล้าหาญของผู้ประกอบการในการนำเทคโนโลยีใหม่นี้มาใช้ในระบบอุตสาหกรรม หวังว่าระบบอุตสาหกรรมของโลกคงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น ความคิดผมคือสิ่งนี้เริ่มนำมาสู่การปฏิบัติแล้ว ปัญหาคือระบบนี้จำเป็นต้องมีระบบรองรับต่าง ๆ อีกมากเช่น ระบบการศึกษาที่จำเป็นจะต้องให้ความรู้ผู้ประกอบการและผู้ศึกษาระบบการทำงานในระบบยนตรกรรมใหม่ ระบบการบริการพลังงาน ระบบการซ่อมบำรุง ระบบบริการหลังการขาย เป็นต้น บางอย่างก็เล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างก็ใหญ่ แต่โดยภาพรวมเป็นสิ่งจำเป็นต่อเนื่องเพื่อให้ระบบการใช้พลังงานทดแทนเหล่านี้สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ที่ผมอยากเห็นมากขึ้นคือการขยายระบบนี้ให้ครอบคลุมระบบอื่นทดแทนระบบพลังงานฟอสซิลที่ใช้เป็นหลัก
ผมลองคิดเล่น ๆ หากสามารถขยายให้ครอบคลุมไปได้กว่านี้น่าจะเกิดผลดีมากกว่าผลเสีย
อันดับแรกคือสามารถลดปัญหาภาวะเรือนกระจกของโลกได้ แน่นอนเราเจอปัญหานี้อย่างไม่ใส่ใจ ยกตัวอย่างเช่น
1 ปัจจุบันเขตชายฝั่งทะเลได้รุกเข้ามาในเขตพื้นที่แผ่นดินมากขึ้น (ถ้าใครอยู่แถบบางขุนเทียนหรือชายฝั่งทะเลอื่นคงจะเห็นปัญหานี้ได้ชัด)
2 อุณหภูมิของโลกที่ร้อนขึ้นก่อให้เกิดระบบนิเวศน์วิทยาที่เปลี่ยนไป การก่อตัวของสิ่งมีชีวิตสายพันธ์ใหม่ที่ไม่พึงประสงค์ (เช่นไวรัสสายพันธ์ใหม่ )และขณะเดียวกันสมดุลย์ธรรมชาติก็มีการเปลี่ยนไปเช่นพืชพรรณบางประเภทก็ค่อย ๆ สูญพันธ์ไป
อันดับถัดมา สามารถประหยัดเงินในกระเป๋าเราได้ หากอุตสาหกรรมนี้สามารถทำให้ถึงระดับที่เป็น Mass ได้ต้นทุนจะถูกมาก
ได้เวลาทำงานแล้วครับ
ขอบคุณครับ