สวัสดีครับท่านวอญ่า ดีใจมากครับที่เข้ามา คำทักทายเล็ก ๆ สำหรับผมชื่นใจมากครับ คุยกันสบาย ๆ นะครับ จริงอยู่ครับที่ที่รัฐพยายามแก้ปัญหาแต่ไม่ตรงกับต้นเหตุ ตราบใดที่รัฐยังคงคิดว่า พลังงานฟอสซิลคือทั้งหมด ตราบนั้นแก้ปัญหายากครับ เพราะต้นทุนของพลังงานเหล่านี้นับวันจะสูงขึ้น และสร้างปัญหาหลาย ๆ อย่างขึ้นมาอีกมาก(ภาวะโลกร้อน) ขณะที่หลาย ๆ ส่วนของโลกเริ่มขยับไปใช้พลังงานอื่นมากขึ้นเพราะเขาเห็นแล้วว่าสิ่งนี้เป็นทางเลือกที่จะตีบตัน ผมคิดว่าสุดท้ายต้องเลิกไปเอง เพราะอะไรหรือครับ โครงสร้างเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยน มาตรการต่าง ๆ กำลังถูกดำเนินสิ่งนั้นเป็นเพราะมันตอบสนองกับความเป็นมนุษย์มากกว่า (ใครจะไปทนใช้ของแพงกว่าได้ตลอดไปน่ะครับ อิอิ)

หลายประเทศใช้วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ให้กลายเป็นโอกาศได้อย่างน่าประทับใจ เช่นอเมริกา ใช้งบปประมาณนี้ส่วนหนึ่งในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลม จีนใช้วิกฤตินี้สร้างเขื่อนตอนบนของแม่น้ำโขง แต่ขณะที่ไทยใช้โอกาศนี้ลงทุนกับโครงการรถไฟฟ้า (ผมมองว่าเร่งการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น) ต้นทุนพลังงานของประเทศเราเติบโตขึ้นอย่างมหาศาลทำให้เราลดโอกาศที่จะเข้าไปแข่งขันในระดับโลก สิ่งเหล่านี้ผมไม่อยากบอกว่าอะไรผิดหรือถูก เพราะการที่รัฐจำเป็ต้องทำโครงการนี้เพราะเป็นโครงการที่ต่อเนื่องต้องทำอยู่แล้ว  (เป็นไปตามระบบกลไกของรัฐครับ) แล้วทำอย่างไรดีล่ะครับ

ในเมืองไทยภายใต้วิกฤติเรายังมีโอกาศ หลายภาคส่วนได้ตระหนักถึงความจำเป็นอันนี้ ผมชื่นชมในหลายโครงการแต่ยังไม่ได้รับการต่อยอดเพิ่มเติม เช่นโครงการของ กฟผ. ที่ให้บ้านที่เข้าโครงการติดโซล่าเซล สามารถผลิตไฟฟ้าเองได้ ถ้าเกินก็สามารถขายกลับให้ได้ อันนี้หากทุกบ้านสามารถทำได้ผมคิดว่าวิกฤติพลังงานไฟฟ้าน่าจะลดลงได้ในระดับหนึ่ง การรีไซเคิลขยะซึ่งต้นทุนจะต่ำกว่าต้องไปถลุงแร่มาใช้ใหม่ การรณณรงค์ประหยัดพลังงาน เป็นต้น (เหล่านี้แก้ที่ปลายเหตุ)

     แต่โครงการพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง พระองค์ท่านทรงมองครอบคลุมและจัดการที่ต้นเหตุของปัญหาด้วยคือแทนที่จะต้องสรรหา ทำลาย หรือแม้แต่การบริโภคทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยเพื่อตอบสนองความต้องการของปัจเจกชน กลับให้แต่ละคนมีการตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรใช้อย่างรู้คุณค่า ทรงมองอย่างให้คุณค่าของมนุษย์ว่าเป็นต้นทางของทุกอย่าง

   กลไกของรัฐต้องมีการปรับตัวก่อนครับ ความคิดหลาย ๆ อย่างที่เคยคิดไว้ต้องมีการทบทวนกันใหม่ เอาตัวเลขมาดูกันให้ชัดเจน ผมคิดว่าส่วนหนึ่งของวิกฤติพลังงานเกิดจากเราใช้ความเคยชิน หลาย ๆ กิจกรรมที่ทำกันทำไมไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เหล่านี้ต้องมีการทบทวนอย่างเป็นรูปธรรม หลายปัจจัยที่เคยละเลยหรือผิดพลาดอาจจะต้องมีการปรับปรุงให้แม่นยำเข้าถึงข้อเท็จจริงมากขึ้น เช่นทำไมพฤติกรรมคนถึงยังไม่ทิ้งนิสัยฟุ่มเฟือย มักง่าย น่าจะมีการทบทวนว่าปัจจัยอะไรที่มีผลหลอมรวมให้คนไทย(โดยเฉพาะคนในเมืองมีลักษณะเช่นนั้น ) ค่านิยม สภาพแวดล้อม กฏระเบียบ ความเร่งรีบในการแข่งขัน เป็นต้น หลาย ๆ อย่างบ่งชี้ให้เป็นไปในทิศทางนั้น แต่ขณะที่เรากลับต้องการผลสรุปอีกอย่างย่อมยากที่จะเป็นไปได้ครับ

เขียนเพลินไปหน่อยครับเลยลืมประเด็ข้างบนเลย ได้เวลาทำงานแล้ว ต้องขอโทษครับแล้วจะมาลงต่อนะครับ

ขอบคุณมากครับทุกท่านที่เข้ามาอ่าน