ผู้คนเริ่มมาขอสัมภาษณ์แบบสมมติว่าผมเป็น “ผู้รู้”   จึงขอประกาศว่าผมไม่ยอมรับข้อสมมตินี้   จึงไม่ขอรับนัดผู้ที่มาขอสัมภาษณ์ไม่ว่าเรื่องใด   เพราะผมคิดว่าการสัมภาษณ์ใช้สมมติฐานหรือวิธีคิดที่ไม่ค่อยประเทืองปัญญา    เวลานี้เรามีเครื่องมือสื่อสาร ๒ ทางที่ประเทืองปัญญากว่า

          ผมคิดว่าการสัมภาษณ์เน้นการสื่อสารความรู้ทางเดียว    คือจากผู้ให้สัมภาษณ์ไปยังผู้สัมภาษณ์   โดยมีสมมติฐานว่าผู้ให้สัมภาษณ์เป็น “ผู้รู้”   และคล้ายๆ ผู้ขอสัมภาษณ์เป็น “ผู้ไม่รู้” หรือทำตัวเป็น  “ผู้ไม่รู้”   ซึ่งในกรณ๊ของผม ผมไม่ยอมรับสมมติฐานนี้อีกต่อไป   เพราะเรามีวิธีสื่อสารแบบ KM ที่ประเทืองปัญญากว่ามาก

          วิธีสื่อสารแนว KM มีสมมติฐานว่าทุกคนเป็นทั้ง “ผู้รู้” และ “ผู้ไม่รู้” ในเวลาเดียวกัน   ดังนั้น จึงมีเครื่องมือ “เพื่อนช่วยเพื่อน” (Peer Assist) สำหรับใช้ในการสัมภาษณ์แบบ ลปรร. หรือแนว KM 

          ดังนั้น ผมจะพิจารณาว่าจะรับนัดสัมภาษณ์หรือไม่ หลังจากผู้ขอนัดเขียนเล่าความประสงค์ในการมาขอสัมภาษณ์ พร้อมทั้งบอกความคิดของตนในเรื่องนั้นพร้อมทั้งคำถามที่อยากถามผม   โดยตนเองต้องตอบคำถามนั้นมาก่อนด้วย ว่าคำตอบของตนเป็นอย่างไร    โดยให้ส่งมาทาง อี-เมล์   ให้มีความยาวไม่เกิน ๒ หน้ากระดาษ (ผมไม่ชอบความคิดแบบน้ำท่วมทุ่ง)

          นั่นหมายความว่า ไม่ใช่เพียงส่งเอกสาร concept paper ที่เป็นทางการของเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะเพียงพอ    ต้องส่งความคิดเห็นของผู้มาคุยมาด้วย

          เมื่อผมเข้าใจชัดเจนจากเอกสารบอกความคิดของผู้ขอสัมภาษณ์ ก็จะนัด   โดยผู้ขอนัดอาจต้องยอมรับนัดเวลาเช้ามากๆ เช่น ๖.๓๐ น. หรือ ๗.๐๐ น.   เพราะส่วนใหญ่ผมถูกนัดทำงานหรือประชุมเต็มล่วงหน้า ๒ เดือน   หากจะนัดแทรกก็ต้องยอมใช้เวลาประมาณ ๗.๐๐ – ๘.๐๐ น. 

          นอกจากนั้น ขอประกาศว่า ทุกเรื่องที่มาคุยกับผมต้องเปิดเผยเผื่อแผ่ความรู้แก่สังคมได้    ผมจะเอาเรื่องที่คุยกันลงบันทึกใน บล็อก G2K เสมอ   เป็นการบอกไว้ล่วงหน้า    คนที่ต้องการให้เป็นเรื่องลับจะได้ไม่ต้องมา

วิจารณ์ พานิช
๙ ส.ค. ๕๒