ตื่นเช้ามากับการเตรียมทำงานวันแรกของสัปดาห์
กับจิตที่ว่างๆบ้าง หนักบ้าง ตามแต่สิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเรา
.....
หลายครั้งเรามักจะคาดหวังในสิ่งที่เราไม่รู้ว่ามันเป็นไปได้ยาก คือเราอยากได้แต่จิตที่ดี สบาย กุศลจิต
แต่เราก็ต้องยอมรับความจริง..
เมื่อในชีวิตจริงเราต้องกระทบกับเรื่องราวต่างๆ ผ่านผัสสะ(มีครูอาจารย์บอกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก) เป็นเช่นนั้นเพราะว่าเช้านี้ ตอนที่ทำงาน ด้วยงานที่เร่งรีบ หลากหลาย ผู้คนแตกต่าง สภาวะที่เปลี่ยนแปลง
เกิดการกระเทือนภายในหลายอย่าง แม้ว่าจะกลับมาที่ลมหายใจ กลับมาที่การรู้สึกตัว
แต่สภาวะของการปรุงแต่งนั้นๆ ก็เกิดขึ้นและส่งผลแล้ว บางครั้งละเอียดจนเราอธิบายไม่ได้ว่าเป็นอารมณ์ใด เพียงรู้กว้างๆ คือความไม่โล่ง ความอึดอัด แน่นๆ ตื้อๆ ซึ่งก็เป็นอาการหนึ่งของกิเลส...
ลองถามตนเองว่าบังคับเขาได้มั๊ย ไม่ให้เขากิด ก็ไม่ได้ อยากให้เขาไม่มาก็ไม่ได้ เมื่อกระทบเขาก็มา เขาก็เกิด
ครูอาจารย์ท่านสอนว่าแค่รู้ รู้ซือๆ
รู้นะ ไม่ใช่คิดเอา
ก่อนหน้านี้ยอมรับว่าการรู้กับการคิดนั้นแทบแยกกันไม่ออก เพราะมันยาก ถึงตอนนี้ก็ยังคิดว่ายังคิดมากกว่ารู้......
ถึงเวลา เขาก็เหนื่อย ถึงเวลาก็หิวก็อยากกิน พักก็หาย บางทีก็ง่วง บางทีเขาก็หายง่วง......
เป็นสภาวะที่เกิด ดับ แปรเปลี่ยนไป ...แต่ผู้เริ่มต้นยากที่จะรู้ในแต่ละขณะ การเขียนนั้นเป็นแต่เพียงการมองทบทวนย้อนกลับไป.....
เป็นการมองทบทวน...
วิชาความรู้เรื่องการตามรู้ตามดู....
เป็นการเริ่มต้นจากท่านอาจารย์พี่สาวที่แสนดี...
และต่อยอดด้วยคำสอนหลวงพ่อเทียน
หลวงพ่อปราโมทย์
และครูอาจารย์ตามแผงหนังสือ.... เป็นหนังสือตามแนวสติ และการตามรู้ตามดูที่ออกมามากมาย
เป็นที่น่าสังเกตุ ของหนอนหนังสือแบบผมที่สัมผัสได้ถึงแนวทางการเขียนและการแต่ง
และสัมผัสถึงพลังแห่งคุณธรรม ที่ปรากฏ ที่เกิดขึ้นของครูอาจารย์ผู้ผ่านการเรียนรู้ และนำมาถ่ายทอดกับบุคคลทั่วไป ซึ่งต้องขอกราบอนุโมทนาอย่างยิ่งครับ....
kmsabai...
เห็นด้วยค่ะ ^^ ไม่มีอะไรที่เราบังคับได้แม้แต่ตัวเราเอง...ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีดีนะคะ
^_^