ภาษาใดเป็นภาษาในพระไตรปิฎก...
"บาลี" "บาฬิ" หรือ "ปาฬิ" ?
ปัญหาในการศึกษา ปาฬิ ในปัจจุบัน ซึ่งมักเขียนถึงภาษา ที่บันทึกในพระไตรปิฎกว่า บาลี เป็นการแสดงถึงปัญหาของ ความเข้าใจผิดในปัจจุบันอย่างชัดเจน เพราะ ฬ เดิม เรียกว่า ฬ-บาฬี ส่วน ล เรียกว่า ล-วิลาส เหตุไฉนจึงได้นำเอา ล มาใช้กับ บาฬี ซึ่งสื่อถึงพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฎกปาฬิของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระ ไตรปิฎก ?
อย่างไรก็ตาม การเขียนผิดในภาษาไทยไม่สำคัญเท่ากับ ความเข้าใจผิดของคนส่วนใหญ่ถึงสื่อความหมายของภาษาปาฬิ ซึ่งต่อไปจะได้กล่าวถึงทั้งในฐานะเสียงและสภาวธัมม์ว่า พระปาฬิ ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ปัญหาในการศึกษาปาฬิ
ความหมายของปาฬิที่แท้จริง ควรศึกษาอย่างถูกต้อง เพราะคำปาฬิในพระพุทธศาสนาเถรวาท มีความหมายทั้ง ทางสมมติบัญญัติและทางปรมัตถ์ การศึกษาภาษาปาฬิ ในพระไตรปิฎกในอดีตที่ผ่านมาโดยนักวิชาการ ส่วนใหญ่มัก เป็นการวิเคราะห์ในทางสมมติบัญญัติด้วยหลักการทางภาษา เช่น การศึกษาที่มาของภาษา รากศัพท์ และพัฒนาการทางภาษา การศึกษาแบบการวิพากษ์ดังกล่าวเป็นการติดอยู่เพียง ความหมายและกำเนิดภาษาในทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และ นิรุตติศาสตร์ตามหลักวิชาการสมัยใหม่เพียงด้านเดียว ซึ่งเป็น การประเมินคุณค่าปาฬิและพระไตรปิฎกปาฬิผิดไปจากคุณค่าจริง คือเห็นว่า ปาฬิเป็นเพียงภาษาหนึ่ง และพระไตรปิฎกปาฬิ เป็นเพียงวรรณกรรมชิ้นหนึ่งเท่านั้น ทำให้การศึกษามิได้เข้าถึง สาระและประโยชน์แท้จริงของพระไตรปิฎกปาฬิ เพราะมิได้นำเอา นิยามใหม่ ที่เป็นภูมิปัญญาตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสภาวนิรุตติแห่งพระปาฬิที่สื่อความหมายทางปรมัตถ์ ความเป็นจริงที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ซึ่งได้กำหนดไว้ชัดเจนในพระไตรปิฎกปาฬิ โดยเฉพาะใน พระอภิธัมมปิฎกมาใช้เป็นฐานสำคัญในการศึกษา
ดังนั้นการศึกษาปาฬิในความหมาย และวิธีการศึกษา ที่ถูกต้อง เพื่อเข้าถึงสภาวะทางปรมัตถ์ตามความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเป็นสิ่งที่ควรพัฒนาเพื่อลุถึงเป้าหมาย ที่แท้จริงของการศึกษาปาฬิ นั่นคือ ความหลุดพ้นจากความทุกข์
กำเนิดพระปาฬิ
อาจกล่าวได้ว่าพระปาฬิเกิดขึ้นทันทีภายหลังการตรัสรู้ ดังมี บันทึกในพระไตรปิฎกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงพิจารณา ปฏิจจสมุปบาท และทรงเปล่งปฐมพุทธภาษิตในพระทัย ต่อมาใน สัปดาห์ที่ 4 ณ รัตนฆรเจดีย์ ทรงพิจารณาสภาวธัมม์ที่ตรัสรู้ โดยละเอียด การพิจารณานั้นทรงกระทำในพระหฤทัย มิได้เปล่งเป็น พระพุทธวาจา แต่ “คำ” หรือ “ภาษา” แทนสภาวธัมม์เหล่านั้น ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว
ต่อมา เมื่อพระพุทธเจ้าทรงนำพระธัมม์มาแสดง พระองค์ได้ทรงแสดงด้วยภาษาเป็นคำพูดอย่างไรก็ตาม สารธัมม์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนั้นเป็นเรื่องของสภาวธัมม์ หรือปรมัตถธัมม์ คือภาวะของธรรมชาติที่มีอยู่แล้วตามเป็นจริง ซึ่งมีความหมายที่ลุ่มลึกและเฉพาะคำถามจึงมีว่า สิ่งใดเป็นสื่อไปสู่ สภาวธัมม์ ซึ่งแตกต่างจากความหมายของคำในภาษาถิ่นที่คนทั่วไปใช้ ?
คำตอบคือ ในขั้นต้นพระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย เป็นภาษาพื้นฐานในการสื่อสาร นั่นคือ มาคธิกภาสา ภาษาของผู้ที่อยู่ในแคว้นมคธ1 ทางตอนเหนือของชมพูทวีป อันเป็นถิ่นที่พระพุทธองค์ทรงเผยแผ่พระธัมม์เป็นส่วนใหญ่ การใช้ภาษาที่เป็นสาธารณะของคนส่วนใหญ่ นอกจากจะเป็นสื่อที่ทำให้คนทุกระดับของสังคมเข้าใจได้ง่ายแล้ว ยังทำให้พระพุทธองค์ทรงสามารถพัฒนาความหมายและแบบแผนของภาษาได้ โดยไม่มีอุปสรรคหรือข้อจำกัดทางศาสนา ความคิด ความเชื่อ และแบบแผนประเพณีเฉพาะกลุ่ม อย่างเช่นในกรณี ภาษาพระเวท หรือภาษาสันสกฤต
ภาษาปาฬิ ในฐานะสภาวนิรุตติ
เพื่อสื่อสภาวธัมม์หรือปรมัตถธัมม์ ที่เป็นความตรัสรู้และเป็นธัมม์เพื่อความดับทุกข์ได้แท้จริง พระพุทธองค์ได้ทรงพัฒนาภาษาท้องถิ่นของคนทั่วไปให้มีลักษณะเป็น สภาวนิรุตติ คือเป็นภาษาที่มีแบบแผนและความหมายเพื่อสื่อสภาวธัมม์ เรียกอีกชื่อหนึ่ง ว่าธัมมนิรุตติ แปลว่าภาษาพระธัมม์2 จึงทำให้ภาษาที่พระองค์ทรงแสดงธัมม์มี 2 ลักษณะ คือ ภาษาสมมติบัญญัติของท้องถิ่น และภาษาที่สื่อสภาวธัมม์ที่เรียกว่า สภาวนิรุตติ หรือ ธัมมนิรุตติ
สภาวนิรุตติเพื่อสื่อสภาวธัมม์นี้ได้ปรากฏตั้งแต่ในการแสดงพระธัมม์ครั้งแรก คือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร พระพุทธองค์ทรงนิยามความหมายของคำสำคัญที่แสดงสภาวธัมม์ที่ตรัสรู้ และทำให้พระองค์ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคำสำคัญ ที่ผู้รู้แจ้งย่อมถึงความหลุดพ้น นั่นคือ คำว่า ทุกข์
ดังมีพระพุทธวจนะความว่า แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ แม้ความเจ็บก็เป็นทุกข์ แม้ความตาย ก็เป็นทุกข์ ...
ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ แม้ความเจ็บก็เป็นทุกข์ แม้ความตายก็เป็นทุกข์ ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่อ ขันธ์ 5 ที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นเป็นทุกข์
การนิยามความหมายของคำว่าทุกข์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะคำว่า ทุกข์ เป็นคำที่คนในชมพูทวีปรู้จักกันโดยทั่วไปในความหมาย ตรงกันข้ามกับคำว่าสุข แต่ทุกข์ในความหมายตามสภาวธัมม์นั้น แม้สุขก็เป็นทุกข์ เนื่องจากมีลักษณะไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง แปรปรวน เกิดขึ้นแล้วดับไป เป็นทุกข์เพราะทนอยู่ใน สภาพเดิมไม่ได้ และเป็นอนัตตา เพราะบังคับบัญชาไม่ได้ ความหมายของทุกข์ที่เป็นสภาวธัมม์นี้ คือความจริงที่นำผู้รู้แจ้ง ไปสู่ความดับทุกข์ได้
ปาฬิคือ พระธัมม์ พระไตรปิฎก และพระบรมศาสดา
สภาวนิรุตติเพื่อสื่อสภาวธัมม์ที่พระพุทธเจ้าทรงพัฒนา ขึ้นใหม่นี้ มีชื่อเรียกว่า Pāḷi– ปาฬิ (ออกเสียงตามแบบไทยว่า ปาฬิ) และโดยเหตุที่ ปาฬิ เป็นแบบแผนของภาษาเพื่อสื่อสภาวธัมม์ จึงถือว่า ปาฬิ มีความหมายเท่ากับพระธัมม์ ดังมีคำอธิบาย ในอรรถกถาพระไตรปิฎกปาฬิว่า ธมฺโมติ ปาฬิ แปลว่า คำว่า พระธัมม์ ได้แก่ พระปาฬิ 3
พระธัมม์นี้ได้รับการสืบทอดต่อมาเรียกว่า พระไตรปิฎก พระปาฬิจึงมีความหมายถึงพระไตรปิฎกด้วย นอกจากนี้ ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานพระพุทธองค์ได้ตรัสว่า พระธัมม์ และพระวินัย คือพระบรมศาสดา ดังนั้น พระปาฬิ ซึ่งมีความหมายถึงพระธัมม์ คือพระไตรปิฎก จึงมีความหมายถึงพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย
สรุป
พระปาฬิ ในพระพุทธศาสนามีลักษณะพิเศษ เพราะแม้เป็นภาษาสมมติบัญญัติ แต่ก็สามารถสื่อสภาวะที่เป็นปรมัตถธัมม์ได้ พระปาฬิในเชิงปรมัตถธัมม์จึงเป็นเอกลักษณ์ที่มีความสำคัญ อย่างยิ่งยวดในทางภูมิปัญญาของมนุษยชาติ สามารถสื่อความหมายถึงสภาวะต่างๆ ของธรรมชาติ ทั้งที่เป็นสภาวธรรมชาติทั่วไป และที่เป็นโลกุตตรธัมม์ ซึ่งไม่เคยมีผู้ใดได้รู้แจ้งและกล่าวถึงมาก่อน ที่สำคัญคือ เป็นสภาวะที่ทำให้มนุษย์เข้าใจธรรมชาติอย่างแท้จริง อันเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาเป็นคำตอบสำหรับผู้มีปัญญา ที่ต้องการชีวิตที่มีสันติสุข
สิริ เพ็ชรไชย, ป.ธ.9
ประธานกองทุนสนทนาธัมม์นำสุข ท่านผู้หญิง ม.ล. มณีรัตน์ บุนนาค ในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
และคณะ
ขอบคุณข้อมูลที่มีประโยชน์
สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม