...

อาจารย์ไว โม ตีพิมพ์เรื่อง 'Suu Kyi is 'Part of the Problem': Goh Chok Tong. = "ซูจีเป็น "ส่วนหนึ่งของปัญหา": โกะ จง ตง" ในหนังสือพิมพ์อิระวดีออนไลน์ 7 สิงหาคม 2552 ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง [ Irrawaddy ]

ทั้งนี้และทั้งนั้น... คนไทยไม่ควรลืมว่า พม่ากับลาวเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและจริงใจกับไทยมากที่สุด ประเทศปากหวานอีกมากมายไม่ได้ช่วยไทยเหมือนพม่ากับลาว

...

คนไทยควรศึกษา ใส่ใจ รู้เขารู้เรา ทว่า... ไม่ควรเข้าไปในท่ามกลางความขัดแย้งภายในของพม่า เพื่อรักษาความเป็นกลางไว้

ตอนท้ายผู้เขียนจะสรุปจุดแข็ง-จุดอ่อนของอองซาน ซูจีไว้เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับท่านผู้อ่านต่อไป

...

ท่านโกะ จก ตง, อดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอาวุโสแห่งสิงคโปร์ กล่าวเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2552 ว่า ท่านอองซาน ซูจี เป็น "ส่วนหนึ่งของปัญหา" ในต่อประเทศที่ปกครองโดยทหาร (หมายถึงพม่า)

ท่านโกะให้สัมภาษณ์ผู้สื่อขาวในระหว่างการประชุมโต๊ะกลมสื่อมวลชนเอเชีย-ตะวันออกกลางที่สิงคโปร์ว่า

... 

ขณะที่ประเทศตะวันตกมองท่านซูจีว่า เป็นทางออก (solution) ของปัญหา... ซูจีเองก็เป็น "ส่วนหนึ่งของปัญหา" เช่นกัน [ อ้างที่มาจาก Channel NewsAsia, Malaysian Insider ]

ท่านโกะแนะนำให้พรรคฝ่ายค้าน NLD (National League for Democracy / พรรคแนวร่วมเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ) ให้หาทางเข้าร่วมการเลือกตั้งในปี 2010 หรือ พ.ศ. 2553

...

และไม่ควรอ้างความชอบธรรมจากชัยชนะการเลือกตั้งในปี 1990 หรือ พ.ศ. 2533 เพราะนั่นมันเป็นเรื่อง 19 ปีในอดีต ตอนนี้ทุกคนทุกฝ่ายต้องมองไปในอนาคต จึงจะหาทางออกร่วมกันได้

ท่านโกะแนะนำว่า วิธีที่จะทำให้การเลือกตั้งในปี 2553 บริสุทธิ์ ยุติธรรมคือ ให้ท่านซูจี และพรรคฝ่ายค้านเข้าร่วมการเลือกตั้ง

...

โจทย์นี้ทำได้ยาก แต่ถ้าทำได้... จะทำให้พม่าพัฒนาไปสู่ประเทศที่ก้าวกระโดดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

ต้นฉบับคือ “Myanmar [Burma] has the potential to boom in the next 10 years and it can be like Thailand’s today in 20 years’ time,” Goh said.

...

แปลว่า "เมียนม่าร์ (พม่า) มีศักยภาพที่จะบูม (โตเร็ว) ในอีก 10 ปีข้างหน้า และจะโตเท่าๆ กับเมืองไทยทุกวันนี้ได้ภายใน 20 ปี" ท่านโกะกล่าว

แนวคิดว่า ท่านซูจีเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเริ่มต้นมาตั้งแต่ต้นปี 2003 หรือ พ.ศ. 2546 เนื่องจากไม่ยอมอ่อนข้อ ต่อรองกับฝ่ายทหารเลย

...

ท่านซูจีแข็ง (rigid) ยึดมั่นในหลักการ ซึ่งเป็นลักษณะของผู้นำที่ดีในโลกอดีต

เอะอะอะไรก็เน้น 'sanctions' หรือการคว่ำบาตรจากนานาชาติ เช่น ซูจีเคยเรียกร้องให้นานาชาติไม่เข้าไปเที่ยวในพม่า ทั้งๆ ที่การท่องเที่ยว โดยเฉพาะการที่คนต่างชาติเข้าไปกราบไปไหว้พระมหาเจดีย์ในพม่า หรือไปชมอารยธรรมของพม่า ทำให้คนยากคนจนมีงานทำ มีรายได้ ฯลฯ

...

ตรงกันข้าม... การคว่ำบาตรพม่าจะทำให้คนยากคนจนลำบากยากแค้นยิ่งขึ้น

ประสบการณ์จากการคว่ำบาตรที่ผ่านมาพบว่า ผู้นำประเทศที่ถูกคว่ำบาตรไม่เคยอดตาย แต่ประชาชนจะอดตาย ขาดยารักษาโรค วัคซีน และปัจจัยสี่ ดังปรากฏคนเจ็บป่วยตายจำนวนมากในอิรัก อิหร่าน และอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก

...  

ผู้นำสมัยใหม่ควรรับฟังข้อมูลข่าวสาร และรับฟังความเห็นต่างให้มากขึ้น เพราะโลกอดีตเป็นโลกของ 'concensus' หรือโลกแห่งความเห็นพ้อง-ความเห็นตรงกัน

ทว่า... ผู้นำสมัยใหม่ควรมีสมรรถภาพในการประสานความเห็นต่าง หรือ 'discensus' เข้าด้วยกัน เริ่มจากผู้นำไม่ควรมีความเห็นแบบสุดโต่ง ไม่ขวาจัด-ไม่ซ้ายจัด ทำตัวให้เป็นกลางมากขึ้น ไม่ทำตัวให้อยู่ในขั้วใดขั้วหนึ่ง (polarized) มากเกินไป 

...

รัฐบาลพม่าอาจจะเสนอให้ท่านซูจีเข้าร่วมรัฐบาล โดยเรียนเชิญให้ทำงานในกระทรวงสาธารณสุข หรือกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสร้างความสามัคคีให้เกิดในชาติ

เรื่องนี้มีความเป็นไปได้... ถ้าท่านซูจียอม "อ่อนเพื่อชาติ" ซึ่งจะทำให้พม่าก้าวไกล ไปสู่ประเทศชั้นนำในอาเซียนได้ภายใน 20 ปี หรือดีไม่ดีอาจจะแซงไทย เนื่องจากไทยมัวแต่ทะเลาะกันเอง

...

จุดแข็งของท่านซูจี คือ เป็น "คนดี และเป็นลูกของคนดี" ได้แก่ เป็นลูกของท่านนายพลอองซาน รัฐบุรุษผู้กอบกู้เอกราชพม่า

นับว่า ท่านเป็นคนดีด้วย เป็นผู้มีตระกูลสูงด้วย ซึ่งเรื่องนี้ชาวพม่ามองท่านคล้ายๆ กับเป็นส่วนหนึ่งของ "ทายาทแห่งรัฐบุรุษ" ของพม่า

...

จุดอ่อนของท่านซูจี คือ เป็นคนแข็งเกินไปสำหรับโลกเบี้ยวๆ ใบนี้ ดังที่ท่านชอบส่งเสริมการคว่ำบาตรพม่า ส่งเสริมไม่ให้คนต่างชาติเข้าไปเที่ยวในพม่า (ปรากฏในหนังสือท่องเที่ยวเช่น Lonely Planet บางฉบับ) และไม่ยอมอ่อนข้อให้กับฝ่ายทหารเลย

ถ้าท่านเสียชีวิต... ท่านจะกลายเป็นวีรสตรี (martyr) ของพม่า

...

ทีนี้ถ้าท่านยอมอ่อนข้อสักหน่อย เช่น ยอมเป็น "ส่วนน้อย" ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ฯลฯ และช่วยเรียกร้องความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในพม่าได้

ธรรมดาของน้ำนั้น... ถ้าเป็นน้ำแข็งแล้วจะแข็งกระด้าง เปราะ ทำให้แตกแหลกละเอียดได้ง่าย แต่ถ้าเป็นน้ำเหลวๆ แล้วจะอ่อนโยน ยืดหยุ่น ใครๆ ก็ทำอะไรไม่ได้

...

ธรรมชาติของเมตตาคือ ให้ความร่มเย็นแก่ผู้คนไม่เลือกหน้า คล้ายน้ำ ซึ่งถ้าท่านซูจีน้อมนำเมตตาเข้ามา ยอมอ่อนเพื่อชาติบ้าง และทางทหารยอมให้โอกาสบ้าง พบกันครึ่งทาง

แบบนี้ 10 ปี 20 ปี... พม่าจะก้าวไปไกลมาก ดังที่ท่านโกะกล่าวว่า น่าจะก้าวกันไทยภายใน 20 ปี หรือดีไม่ดีอาจจะแซงไทย

... 

เพราะพม่ามีทรัพยากรธรรมชาติมาก เป็นเส้นทางผ่านการค้าได้ถ้าเปิดประเทศ เชื่อมจีน-อินเดีย-บังคลาเทศ-จีนเข้ากับอาเซียนได้หมด และที่สำคัญที่สุด คือ คนพม่าเป็นขยันขันแข็ง อดทน เรียบ ง่าย และประหยัด

ขอให้ชาวพม่าได้เมตตา และร่วมกันพัฒนาชาติบ้านเมืองให้ก้าวไกลได้ต่อไป

...

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ 

 > Thank Irrawaddy

ที่มา                                                                      

  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า > 10 สิงหาคม 2552.
  • ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแล ท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.