ข้อเสนอแนะเชิงเนื้อหาและเชิงวิธีการเพื่อนำไปสู่การจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาการวัดระดับคุณภาพเนื้อหา (Rating)[1] เพื่อเสนอต่อกระทรวงวัฒนธรรม
ฉบับวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๙

ความเป็นมาของการทำงาน

          หลังจากที่รัฐบาลได้เดินหน้าพัฒนาระบบของการสื่อสารมวลชนเพื่อให้สื่อนั้นตอบสนองต่อความมั่นคงของมนุษย์ในสังคมไทย โดยเริ่มตั้งแต่ การออกมติคณะรัฐมนตรี ฉบับวันที่ ๔ พฤศิกายน พ.ศ.๒๕๔๖ ว่าด้วยการใช้สื่อของรัฐเพื่อส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ของเด็ก เยาวชนและครอบครัว ตลอดจน มติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยแต่งตั้งคณะกรรมการสื่อสร้างสรรค์แห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๘ ที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่ายเริ่มขยับตัวเพื่อเดินหน้าจัดการสื่อชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ สื่อกระดาษชนิดต่างๆ วิทยุ อินเทอร์เน็ต ไม่เว้นแม้แต่ เกมคอมพิวเตอร์ ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาดำเนินการเป็นระลอก
          ทางกระทรวงวัฒนธรรมจึงได้เริ่มเดินหน้าในการทำงานเพื่อการเข้าไปจัดระดับคุณภาพของเนื้อหา อันเป็นกระบวนการหนึ่งในการจัดการที่ตัวสื่อ โดยได้เริ่มต้นในการหารือกับคณะทำงานเพื่อศึกษาและพัฒนาเรตติ้ง และในที่สุด ทางกระทรวงวัฒนธรรมและคณะทำงานในชุดดังกล่าวได้เห็นพ้องกันว่า ในการสร้างระบบการชี้วัดคุณภาพของเนื้อหา (Quality Rating System) จำเป็นต้องสร้างให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ
----------------------------------------
แนวคิดพื้นฐานในการทำงาน
----------------------------------------
          จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สังคมไทยกับระบบเรตติ้งสื่อ ได้เริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๑ ผ่านกฎหมายที่ว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทำให้แพร่หลายและการค้าวัตถุอันลามก และหลังจากจากนั้น ยังมี พระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ.๒๔๗๑ รวมถึง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.๒๕๓๐  
          ในยุคที่ผ่านมาของการจัดระดับคุณภาพเนื้อหายึดติดอยู่กับระบบต้องห้ามเป็นหลัก ในขณะที่ แนวคิดว่าด้วยภารกิจของสื่อได้เริ่มชัดเจนขึ้น กล่าวคือ การทำให้สื่ออยู่ในสภาวะของการสร้างและขยายสุขภาวะให้กับสังคม มากกว่า การทำให้สื่ออยู่ในภาวะของการสร้างและทำซ้ำทุกขภาวะให้กับมนุษย์
          แต่ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า องค์ความรู้ ในการจัดระดับคุณภาพของเนื้อหาของสื่อ อยู่ในภาวะของการตีกรอบอยู่ในวงจำกัดว่าด้วย สื่อต้องห้าม ทำให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวไม่ได้ถูกพัฒนาอย่างเป็นระบบอีกทั้งยังถูกจำกัดอยู่ในสื่อบางประเภทเท่านั้น กล่าวคือ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ วีซีดี ในขณะที่สื่อประเภทอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อินเทอร์เน็ต เกมคอมพิวเตอร์ ยังคงไม่มีความชัดเจนในการจัดระบบคุณภาพของเนื้อหา
ใ         นขณะเดียวกัน องค์กรที่เข้ามามีบทบาทในการกำหนดระดับเนื้อหาที่สามารถเผยแพร่ ได้ หรือ ไม่ได้ ในยุคต่างๆ จึงถูกจำกัดอยู่ในองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย หรือคณะกรรมการบางชุด เช่น คณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ หรือ กบว.ทำให้แนวคิดว่าด้วยการจัดระดับคุณภาพเนื้อหาของสื่อ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความชัดเจนและสอดคล้องกับสภาพสังคมไทย
          จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ที่ผ่านมา การสร้างการชี้วัดคุณภาพของเนื้อหา ถูกจำกัดอยู่ในบางสื่อ และในเวลาเดียวกัน สื่อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อพิจารณาถึงระดับคุณภาพ กลับถูกพิจารณาเพียงแค่ เผยแพร่ได้หรือไม่ เท่านั้น ไม่ได้ตอบสนองต่อแนวคิดว่าด้วยสื่อสร้างสรรค์ นอกจากนั้นแล้ว ปัญหาเรื่องตัวบุคคลหรือองค์กรที่เข้ามาทำหน้าที่ในการจัดระดับสื่อนั้น
          ดังนั้น ในการทำงานจึงจำเป็นต้องสร้างตัวชี้วัดคุณภาพเนื้อหาของสื่อทุกประเภทว่าเป็นอย่างไร สามารถวางอยู่บนแนวคิดพื้นฐานอย่างเดียวกันในทุกสื่อได้หรือไม่ จำเป็นต้องสร้างวิธีการวัดระดับคุณภาพ ตลอดจน ระบบของการทำงานเพื่อวัดคุณภาพของเนื้อหาของสื่อซึ่ง วางอยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของสังคม ผ่านการแสวงหาองค์ความรู้พร้อมกันและร่วมกันกับสังคม จะทำให้ระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นนั้นมีประสิทธิภาพแลสามารถใช้บังคับได้จริงในสังคมไทย
----------------------------------------
เป้าหมายในการทำงาน
----------------------------------------
          ในการทำงานเพื่อศึกษาและพัฒนาระบบเรตติ้งสื่อในสังคมไทยนั้น เรามีเป้าหมายในการทำงานที่สำคัญอยู่ ๓ ประการ กล่าวคือ
          ประการที่ ๑     เพื่อสร้างความรู้ที่เกี่ยวกับการจัดระดับคุณภาพของเนื้อหาของสื่ออย่างเป็นระบบและเป็นเอกภาพ
          ประการที่ ๒     เพื่อสร้างระบบเครื่องมือในการจัดระดับคุณภาพของเนื้อหาของสื่อเพื่อใช้ในการจัดทำเรตตื้งที่มีประสิทธิภาพ
          ประการที่ ๓     เพื่อสร้างเครือข่ายระดับภาพประชาสังคมเพื่อเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนระบบการวัดระดับคุณภาพของเนื้อหาของสื่อระดับชาติที่เป็นเอกภาพ
          ประการที่ ๔     เพื่อเชื่อมต่อองค์ความรู้ที่ได้จากการทำงานกับสังคม เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างภาคส่วนต่างๆในสังคม อีกทั้งยังเป็นช่องทางของสร้างแนวคิดให้ประชาสังคมเป็นเจ้าของเรื่องอย่างแท้จริง
---------------------------------------- 
ข้อเสนอแนะเชิงเนื้อหาและเชิงวิธีการ
----------------------------------------
๑.                 การสร้างและพัฒนาองค์ความรู้
----------------------------------------
แนวคิดพื้นฐาน
          เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า องค์ความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดระดับคุณภาพของเนื้อหาของสื่อที่มีอยู่นับแต่อดีตนั้นไม่ได้ครอบคลุมในทุกสื่อ และในขณะเดียวกัน แนวคิดดังกล่าวก็ยังไม่ได้ทุกสร้างขึ้นมาอย่างป็นระบบเพื่อตอบสนองต่อ แนวคิดว่าด้วยสื่อสร้างสรรค์ ดังนั้น ความจำเป็นประการแรกเพื่อการพัฒนาระบบการชี้วัดคุณภาพของเนื้อหาของสื่อ ก็คือ การแสวงหาองค์ความรู้ที่มีอยู่ และนำมาพัฒนาเพื่อให้การชี้วัดระดับคุณภาพของเนื้อหาของสื่อมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
          โดยโจทย์ใหญ่ของการทำงานก็คือ การแสวงหาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการวัดระดับคุณภาพเนื้อหาในทุกมิติ การแสวงหาแนวคิดด้านการวัดระดับคุณภาพของเนื้อหาในสื่อแต่ละประเภทว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ ประการใด
โดยหลักการพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งในการแสวงหาองค์ความรู้ นั้นไม่อาจที่จะละเลยในกระบวนการการมีส่วนร่วมของสังคมที่จะเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมแสวงหาความรู้ ซึ่งจะทำให้ข้อสรุปที่ได้จากการทำงานสามารถนำมาใช้ได้จริงในสังคม
ข้อเสนอแนะเชิงเนื้อหา
          ในการแสวงหาองค์ความรู้เพื่อตอบโจทย์ของการทำงาน มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อแสวงหาองค์ความรู้ในเรื่องดังกล่าว
ข้อเสนอแนะเชิงวิธีการ
          ประการที่ ๑    จัดตั้งคณะทำงาน[2]เพื่อศึกษาและพัฒนาเรตติ้งเชิงปฏิบัติการที่ประกอบด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ทั้งากภาคราชการ ภาคประชาชน ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ ภาควิชาชีพสื่อมวลชนแต่ละแขนง
          ประการที่ ๒    จัดเวทีเคลื่อนไหวทางวิชาการเพื่อระดมแนวคิดในการสร้างเกณฑ์ชี้วัดคุณภาพของเนื้อหา
----------------------------------------
๒.                การสร้างเครื่องมือ
----------------------------------------
แนวคิดพื้นฐาน
          สืบเนื่องจาก ปัญหาความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์มาตรฐานในการชี้วัดระดับคุณภาพเชิงเนื้อหาของสื่อประเภทต่างๆ เป็นที่มาของการแสวงหาองค์ความรู้เพื่อนำมาซึ่งเกณฑ์ฯ และในการทำงานเพื่อสร้างเกณฑ์ในการชี้วัดระดับคุณภาพของเนื้อหาของสื่อในประเภทต่างๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้กระบวนการในการทดลองเชิงปฏิบัติการต้นแบบ เพื่อนำไปใช้ในการทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม
ข้อเสนอแนะเชิงเนื้อหา
          เพื่อให้กระบวนการในการสร้างห้องทดลองต้นแบบในฐานะของเครื่องมือในการทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเสนอให้มีการทำงานร่วมกันของคณะทำงานในภาพรวมเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพของห้องทดลองเชิงปฏิบัติการต้นแบบ เพื่อให้เกิดเครื่องมือกลางในการทำงาน
ข้อเสนอแนะเชิงวิธีการ
          ประการที่ ๓    จัดเวทีวิชาการเพื่อสร้างห้องทดลองเชิงปฏิบัติการต้นแบบในกลุ่มของคณะทำงานเพื่อสร้างเครื่องมือในการทำงาน
----------------------------------------
๓.                 การร่วมสร้างองค์ความรู้พร้อมกับการสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคม
----------------------------------------
แนวคิดพื้นฐาน
          ปัญหาที่สำคัญอันเป็นอุปสรรคในการพัฒนาระบบการชี้วัดระดับคุณภาพเนื้อหาของสื่อประการหนึ่งก็คือ การขาดการยอมรับในเกณฑ์ต่างๆที่ถูกจัดทำขึ้นและบังคับใช้โดยองค์กรที่ขาดการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
ดังนั้น เพื่อให้เกณฑ์ในการชี้ดวัดระดับคุณภาพของเนื้อหาที่ถูคิดค้นและพัฒนาขึ้น ได้รับการยอมรับและบังคับใช้อย่างเป็นเอกภาพ กระบวนการในการแสวงหาองค์ความรู้เกี่ยวกับการชี้วัดระดับคุณภาพของเนื้อหาของสื่อ โดยการส่งเสริมให้สังคมเข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการคิดในฐานะเจ้าขององค์ความรู้ จะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่สำคัญในการสร้างระบบการชี้วัดระดับคุณภาพของเนื้อหา
ข้อเสนอแนะเชิงเนื้อหา
          เพื่อให้เกิดกระบวนการในการสร้างการมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม การดำเนินการให้เกิดกิจกรรมร่วมกับเครือข่ายในกลุ่มต่างๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภาครัฐ ภาควิชาการ ภาควิชาชีพสื่อมวลชนทุกแขนง ภาคธุรกิจด้านสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคประชาชนในทุกภูมิภาค โดยอาศัยเครื่องมือที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบเป็นกลไกในการทำงานร่วมกับเครือข่าย
ข้อเสนอแนะเชิงวิธีการ
          ประการที่ ๔    จัดเวทีวิชาการเพื่อสร้างห้องทดลองเชิงปฏิบัติการเคลื่อนที่ใน ๕ ภูมิภาค เพื่อกระตุ้นให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมในการแสวงหาองค์ความรู้ และในขณะเดียวกันเป็นการสร้างแนวร่วมในการทำงาน
          ประการที่ ๔    ทดลองจัดตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังเพื่อเป็นกลไกในการประเมินคุณภาพของเนื้อหาระดับภูมิภาค
----------------------------------------
๔.                 การเชื่อมต่อความรู้สู่สังคม
----------------------------------------
แนวคิดพื้นฐาน
จากอดีตที่ผ่านมา พบว่า กระบวนการในการจัดระดับคุณภาพเชิงเนื้อหาในมิติของการต้องห้าม ประสบกับปัญหาหลายประการ ซี่งสาเหตุของปัญหาที่สำคัญ ก็คือ การขาดการส่งต่อความรู้ในการจัดระดับคุณภาพของเนื้อหาไปยังสังคม และในขณะเดียวกันดูเหมือนว่า ภาคประชาสังคมไม่ได้รู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของปัญหา ทั้งหมด เกิดขึ้นเพราะขาดการเชื่อมต่อความรู้ไปยังสังคม
เพื่อให้ประชาสังคมในฐานะข้าวของปัญหา ได้เรียนรู้ในองค์ความรู้ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยคณะทำงาน ประกอบกับเพื่อให้กระบวนการในการร่วมคิดค้นพร้อมกันกับสังคมดำเนินไปได้อย่างจริงจัง จำเป็นต้องสร้างกระบวนการการสื่อสารองค์ความรู้ไปยังสาธารณะ ซึ่งจะเป็นช่องทางของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างสังคมและคณะทำงาน อีกทั้ง ยังเป็นช่องทางของการกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวของสังคม และในขณะเดียวกัน ยังเป็นช่องทางในการเฝ้าระวังสถานการณ์ได้อีกทางหนึ่ง
ข้อเสนอแนะเชิงเนื้อหา
          ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การสื่อสารองค์ความรู้ระหว่างคณะทำงานกับสังคมมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงเสนอให้เร่งจัดทำกระบวนการในการสื่อสารสาธารณะในประเด็นของเรตติ้งสื่อ
ข้อเสนอแนะเชิงวิธีการ
ประการที่ ๕     จัดทำการสื่อสารสาธารณะในรูปแบบของจดหมายข่าว
ประการที่ ๖     จัดทำการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประเมินสถานการณ์และร่วมประเมินคุณภาพเนื้อหาของสื่อในทุก ๓ เดือน


[1] ยกร่างโดย อ.อิทธิพล ปรีติประสงค์ (สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล และ ในฐานะของประธานคณะกรรมการนักวิจัยและพัฒนาในชุดโครงการวิจัยและพัฒนารายการโทรทัศน์เพื่อส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้สำหรับเด็ก เยาวชนและครอบครัว มูลนิธิ ศ.คนึง ฦๅไชย) โดยอาศัยแนวคิดพื้นฐานจากการทำงานวิจัยและพัฒนาใน ๒ ด้าน กล่าวคือ ๑) โครงการวิจัยและพัฒนาการศึกษาปัญหาพฤติกรรมของมนุษย?ในสังคมไทยบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นงานระดับบัณฑิตศึกษา ภายใต้การควบคุมของ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญขนะจิตรา สายสุนทร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ๒) โครงการวิจัยและพัฒนารายการโทรทัศน์เพื่อส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้สำหรับเด็ก เยาวชนและครอบครัว ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของ พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล สถาบันราชานุกูล และ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์
[2] รายละเอียดปรากฏในภาคผนวกหมายเลขที่ ๑ เกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะทำงาน