การเอาชนะความกลัว จะทำให้เราก้าวหน้าไปอีกหนึ่งขั้น

      Back flip หรือ ลังกาหลัง เป็นท่าหนึ่งของนักยิมนาสติกที่ใช้ในการแสดง อันเป็นท่าพื้นฐานที่ควรจะทำได้เพื่อเรียกคะแนนจากกรรมการ ซึ่งต่อมาผู้คนก็ได้นำท่าลังกาหลังนี้มาใช้เป็นส่วนประกอบของกิจกรรมต่างๆมากมาย เช่น การเล่นกายกรรม การเต้นปอมปอมเชียร์ การเต้น B-Boy รวมไปถึงศิลปะป้องกันตัวต่างๆ ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงแก่คู่ต่อสู้ได้
      ลักษณะของการลังกาหลัง คือผู้ปฏิบัติกระโดดขึ้นไปแล้วม้วนหลังกลางอากาศ 360 องศา ก่อนที่จะลงมาเหยียบพื้นด้วยเท้าสองข้าง ผู้ที่สามารถตีลังกาหลังได้สำเร็จในครั้งแรกแล้ว ครั้งต่อๆไปจะสามารถกระโดดได้อีก(ประหนึ่งว่าสำเร็จวิทยายุทธ์แล้ว) และสามารถประยุกต์ต่อไปเป็นท่าต่างๆ เช่น Wall flip (เตะผนังแล้วม้วนหลัง) , ใช้จักรยาน BMX ลังกาหลัง , กระโดดน้ำลังกาหลัง , นำไปประยุกต์กับศิลปะป้องกันตัว(Martial Art Trickz) หรือแม้กระทั่งท่า Front flip (ลังกาหน้า) ซึ่งควรจะมีพื้นฐานที่ดีจากการลังกาหลังมาก่อน

ระยะเวลาในเรียนรู้    1   เดือน

ประเมินตนเอง 
       ในการที่ข้าพเจ้าจะสามารถลังกาหลังได้สำเร็จนั้นจะมีปัจจัยมาจากหลายอย่างได้แก่
1. ความพร้อมทางร่างกาย คือ มีกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องและขาที่แข็งแรงเพื่อที่จะใช้ในการกระโดดให้สูงที่สุด
2. มีปฏิภาณไหวพริบที่ดี คือ สามารถรู้จังหวะว่าควรจะกลับตัว ณ เวลาใดในขณะที่ลอยอยู่บนอากาศในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งหากพลาดไปแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียวก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
3. ความพร้อมทางด้านจิตใจ คือ ต้องไม่ลังเลสงสัยในสิ่งที่ถูกต้อง และไม่ลองเสี่ยงในสิ่งที่ไม่ควรทำ ทุกข้อห้ามที่มีเหตุผลควรจะรับฟังและไม่ทำในสิ่งที่ห้าม และที่สำคัญคือต้องไม่กลัวความเจ็บปวดที่จะต้องเผชิญอย่างแน่นอน
4. พึงมีสติและสมาธิอยู่ตลอดเวลา เพราะการท้าทายแรงโน้มถ่วงถือเป็นความคิดที่จะเอาชนะธรรมชาติ ซึ่งแน่นอนว่าธรรมชาติย่อมได้เปรียบมนุษย์อยู่เสมอ จึงควรคิดทบทวนทุกขั้นตอนว่าทำอะไรตามลำดับก่อนหลัง
5. นำข้อผิดพลาดมาปรับปรุง เพราะเมื่อเราผิดไปแล้วยังทำผิดซ้ำซากอยู่ ย่อมไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาทักษะขึ้นมา จึงจำเป็นจะต้องคิดสะท้อนว่า วิธีที่ทำให้ผิดนั้นมาจากสาเหตุใดและหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการกระโดดครั้งต่อไป

  ที่มา : http://www.theartichoke.org/images/backflip.gif

เป้าหมายในชีวิต
1. สามารถทำท่าลังกาหลังได้อย่างปลอดภัย บนสถานที่ที่เหมาะสม เช่น ฟูก สนามหญ้า สระว่ายน้ำ เป็นต้น
2. ได้ลองทำสิ่งที่แปลกแหวกแนวจากคนธรรมดาทำกัน เพื่อให้เป็นบุคคลผู้มีความสามารถหลากหลาย
3. เอาชนะสิ่งที่ตนเองคิดว่าจะทำไม่ได้ เพราะเกิดความกลัวฝังหัวว่าจะเจ็บตัว
4. เกิดสติและสมาธิที่สามารถควบคุมได้ และนำมาใช้ได้จริง
  
วัตถุประสงค์การเรียนรู้
1. เพื่อให้มีการพัฒนาทักษะในหลายๆด้าน เช่น ร่างกาย และจิตใจ
2. สามารถนำทักษะที่ฝึกฝนแล้วมาบูรณาการเข้าด้วยกัน เกิดเป็นทักษะใหม่ขึ้นมา
3. เพื่อให้มีความสามารถพิเศษในการลังกาหลัง อันจะสามารถนำไปประยุกต์ต่อไปได้
4. เป็นการประหยัดทรัพยากร เพราะร่างกายเรา จิตใจก็ของเรา ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อหรือใช้พลังงานภายนอก
5. เพื่อให้เกิดความบันเทิงและความตื่นเต้น แก่ผู้ได้รับชมการแสดงของเรา

ภาพจาก http://www.wikihow.com/  ที่มา : http://www.wikihow.com/images/e/e9/167891736_36ac7f28eb.jpg

วิธีการเรียนรู้
1. จำเป็นจะต้องฝึกร่างกายให้แข็งแรงก่อน
     -  โดยการฝึกกล้ามท้องด้วยวิธี Sit-Up อย่างน้อยวันละ 50 ครั้ง (3 วัน/สัปดาห์)
     -  ฝึกการกระโดดสปริงข้อเท้าด้วยการกระโดดเชือกอย่างน้อยวันละ 200 ครั้ง ทุกวัน
     -  รับประทานอาหารประเภทเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูก ได้แก่ โปรตีน แคลเซียม เป็นต้น
     -  ควบคุมน้ำหนักเพื่อตัวเบาลง และเราจะกระโดดได้สูงขึ้น
     -  พักผ่อนให้เพียงพอ นอนอย่างน้อยวันละ 6 ชม.
2. ฝึกในเรื่องของจิตใจทุกวัน โดยหมั่นนั่งสมาธิก่อนนอนอย่างน้อย 15 นาที และสวดมนต์แผ่เมตตา
3. เมื่อเราพร้อมที่จะกระโดดลังกาหลังแล้ว ให้หาสถานที่ฝึกที่มีสิ่งต่างๆอย่างน้อยดังนี้
     -  เบาะหรือฟูกที่สามารถดูดซับแรงกระแทกได้ดี
     -  ผู้ที่มีประสบการณ์ในการลังกาหลังคอยควบคุม หรือคู่ฝึกที่แข็งแรงพอจะรับเราได้ทันท่วงที
     -  เปลสำหรับหาม และอุปกรณ์ปฐมพยาบาลในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น
4. แต่งกายในเครื่องแบบที่สบายๆ ไม่มีสายระโยงรยางค์ รัดรูปเกินไป หรือน้ำหนักมากเกินไป และควรใส่รองเท้าหุ้มส้นเพื่อป้องกันข้อเท้าบาดเจ็บ
5. ทบทวนขั้นตอนการกระโดดและเกร็ดเล็กๆน้อยๆให้เข้าใจถ่องแท้
6. ปฏิบัติตามวิธีการกระโดดลังกาหลังให้ถูกต้อง (อ้างอิงจาก http://www.wikihow.com/Do-a-Backflip)
     1)  ก้าวขาไปข้างหน้าหนึ่งข้างเพื่อเป็นจุดเริ่มต้น และให้รับรู้ถึงสมดุล
     2)  ก้าวขาหลังตามมาพร้อมเหวี่ยงแขนไปข้างหน้า
     3)  ย่อเข่าเพื่อให้เกิดแรงส่งในการกระโดด
     4)  ดีดตัวขึ้นไปในแนวตรง ระวังไม่ให้ไปข้างหลัง
     5)  งอขาให้ชิดกับหน้าอกและม้วนหลัง
     6)  การลงในจังหวะสุดท้าย ให้เหยียดหลังตรง ชั่วขณะที่เท้าแตะพื้นให้ย่อเข่าเพื่อลดการผิดพลาด
7. ประเมินผลการกระโดดที่ผ่านไป และปรึกษาผู้ควบคุมการฝึก พร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไขจนเกิดการปฏิบัติที่ถูกต้อง
8. ฝึกฝนอย่างพอเหมาะ อย่างมากวันละ 5 ครั้ง และรักษาอาการบาดเจ็บให้ถูกวิธีหากเกิดการบาดเจ็บ

แหล่งการเรียนรู้
1. โรงฝึกพละ สนามหญ้า ที่มีฟูกรอง
2. สระว่ายน้ำที่มีบอร์ดสำหรับกระโดดน้ำและน้ำลึกพอเหมาะ
3. แทรมโปลินสำหรับฝึกกระโดดลังกาหลัง
4. Video Clip จาก Youtube.com
5. ครูฝึกสอนยิมนาสติก

แนวทางการพิสูจน์ว่าเกิดการเรียนรู้แล้ว
1. แสดงให้เพื่อนๆได้ชมกลางสนามหญ้าข้างโรงอาหาร
2. บันทึกภาพเคลื่อนไหวขณะกระโดดลังกาหลัง แล้ว Upload ขึ้นเว็บไซต์ Youtube.com

"เป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ ..อยู่ที่ตัวคุณเลือก"