ในยุคปัจจุบันที่องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนมีการแข่งขันกันสูง การบริหารจัดการองค์กรให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย หรือแผนที่ได้กำหนดไว้จึงต้องมีการดำเนินการในหลายด้าน หลายองค์ประกอบ หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จได้ก็คือ การบริหารทรัพยากรบุคคล ให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ในบทความนี้ ผู้เขียนขอนำทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของ มาสโลว์ มาใช้เป็นแนวทางการพัฒนาองค์กร ดังนี้
ความต้องการขั้นต่ำสุดคือความต้องการทางกายภาพ (Physiological Needs) เป็นความต้องการพื้นฐานของร่างกายที่ขาดไม่ได้ ได้แก่ อาหาร น้ำ อาการ และเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งความต้องการพื้นฐานนี้ บางคนอาจมีพร้อมตั้งแต่กำเนิด คือเกิดมาอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะปานกลางจนถึงรวย ขณะที่หลายคนอาจขัดสนอยู่บ้าง ทั้งนี้การบริหารโรงเรียนให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้น การพัฒนาทัพยากรบุคคลมิได้จำกัดอยู่แค่การพัฒนาบุคลากรครู เพียงอย่างเดียวหากแต่ยังรวมถึง นักการภารโรง บุคลากรสนับสนุนอื่น ๆและที่ขาดไม่ได้คือนักเรียน ดังจะพบเห็นอยู่ในเกือบทุกโรงเรียนว่าหากนักเรียนมีฐานะยากจน ได้รับอาหารไม่เพียงพอต่อร่างกาย ขาดแคลนเครื่องนุ่งห่มที่เหมาะสม ก็จะทำให้การเรียนของนักเรียนเหล่านั้น ด้อยประสิทธิภาพลงไปด้วย ดังนั้นการจัดการความต้องขั้นแรกของมาสโลว์นี้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ ผู้บริหารโรงเรียนจะต้องหาทางแก้ไขให้ได้
ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs) หมายถึงความต้องการความมั่นคงปลอดภัย ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ อาจจะกล่าวไม่ผิดว่าโรงเรียนเปรียบเสมือนบ้านที่สองของนักเรียนและครู เพราะต้องใช้เวลาอยู่ในโรงเรียนสัปดาห์ละ 5 วัน ในแต่ละวันนั้นก็ใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมงทีเดียว เมื่อโรงเรียนเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง ความรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยเมื่ออยู่ในบ้านย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่ง บุคคลใดก็ตามเมื่ออยู่ในสถานที่ ๆ ตนเองไม่ปลอดภัย ย่อมจะรู้สึกกลัว หวดระแวง ไม่มีสมาธิ กระวนกระวาย ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโรงเรียนจึงมีหน้าที่ช่วยกันตรวจสอบดูแล พื้นที่อันตราย พื้นที่เสี่ยง และหาทางปรับปรุงแก้ไขอยู่สม่ำเสมอ ทั้งนี้นอกเหนือจากด้านอาคารสถานที่แล้ว ความปลอดภัยจากอันตรายจากด้านอื่น ๆ เช่น การถูกทำโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุของครู การถูกล่วงละเมิดทางเพศภายในโรงเรียน การทะเลาะวิวาทภายในโรงเรียน หรือแม้แต่ อันตรายจากของเล่นหรืออาหารและขนมที่จำหน่ายในโรงเรียนก็เป็นสิ่งจำเป็น ที่ผู้บริหารจะละเลยไม่ได้
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม กล่าวคือมนุษย์ชอบการคบหาสมาคมกับผู้อื่นไม่ชอบอยู่ลำพัง และในยุคปัจจุบัน เป็นสังคมที่ใช้คอมพิวเตอร์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้คนมากมายหาทางออก จากความเครียดในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยมุ่งเข้าสู่สังคมออนไลน์ ดังที่จะพบเห็นว่า โปรแกรมเครือข่ายทางสังคม (Social Network Programs) เช่น Hi5 Facebook Twitter MSN และอื่น ๆ ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ดังนั้นการนำความต้องการทางสังคมของมาสโลว์ (Social Needs) มาประยุกต์ใช้ในโรงเรียน จึงน่าจะเป็นการลดช่องว่างระหว่างคนในโรงเรียน และเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารระหว่างกันและกัน แล้วจะทำอย่างไรให้คนโรงเรียนโดยเฉพาะบุคลากรได้มีโอกาสได้ร่วมเป็นสังคมเดียวกัน รศ.ดร.สุพักตร์ พิบูลย์ (gotoknow.org 2551:online) ได้เสนอให้โรงเรียนจัดตารางสอนโดยมีชั่วโมงว่างของครูแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ หรือสายชั้นให้ตรงกันสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง โดยให้เป็นการพบปะ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ข้อมูลกันและกันทั้งระหว่างผู้บริหารกับครู และ ระหว่างครูด้วยกันเอง ก็จะช่วยเพิ่มช่องทางการสื่อสารและเชื่อมโยงสังคมให้เป็นอันเดียวกัน
ความต้องการลำดับถัดมา ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องมือในการนำมาใช้พัฒนาโรงเรียนหรือองค์ได้ดีที่สุดก็คือ ความต้องการยกย่องชื่อเสียง (Esteem Needs) โดยธรรมชาติของมนุษย์เมื่อมีสังคมแล้ว ย่อมต้องการที่จะได้รับการยกย่อง เชิดชูจากคนอื่นว่าตนเองมีความสามารถ มีคุณค่า และมีเกียรติ โดยความต้องการนี้ทำให้คนมีแรงขับเคลื่อนในการปฏิบัติงานหรือเรียนหนังสือ เนื่องจากต้องการได้รับคำยกย่องสรรเสริญ แต่ขณะเดียวกันหากบุคคลใดมีความต้องการด้านนี้มากเกินไป ก็อาจเป็นผลร้ายคือ เป็นคนที่มุ่งทำโดยนึกถึงแต่ตนเองเพียงฝ่ายเดียว ผู้อื่นจะได้รับความเดือนร้อนจากการกระทำของตนเองหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งสำคัญ ดังนั้นการยกย่อง ชมเชย จึงต้องใช้ควบคู่กับทฤษฎีการเสริมแรงอย่างมีเหตุและผล ไม่ควรชมเชยคนหนึ่งโดยตำหนิอีกคนว่าไม่ดีเหมือนคนแรก หากเป็นความสำเร็จของกลุ่มก็ควรชมเชยทั้งกลุ่มไม่เฉพาะคนใดคนหนึ่ง
ความต้องการขั้นสุดท้ายตามทฤษฎีของมาสโลว์คือ ความต้องการที่จะรู้จักตนเองตามสภาพที่แท้จริงและความสำเร็จในชีวิต (Self – Actualization Needs) ซึ่งบุคคลที่จะมีความต้องการนี้ได้นั้นมีไม่มากนัก เนื่องจากตามทฤษฎีของมาสโลว์แล้ว ความต้องการด้านบนจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ได้รับความต้องการด้านล่างเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นผู้คนส่วนมากจึงมีความต้องการอยู่เพียงในระดับความต้องการยกย่องชื่อเสียง อย่างไรก็ตามหากเป็นผู้บริหารโรงเรียน ควรที่จะทราบถึงข้อมูลของบุคลากรในโรงเรียนว่าเป็นอย่างไร มีความต้องการอะไร หากสามรถส่งเสริม พัฒนา หรือเติมเต็มในความต้องการของเขาได้โดยไม่ผิดกฎระเบียบ ตลอดจนศีลธรรม ก็ควรจะส่งเสริมให้อย่างเต็มที่ เพราะเมื่อบุคคลในองค์มีความสุข มีความรัก และศรัทธาผู้บริหารแล้ว การปฏิบัติงานย่อมทำด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่นอย่างเต็มที่ ผลที่ได้ก็คือความสำเร็จขององค์กรนั่นเอง
โดยสรุปแล้วอาจกล่าวได้ว่าการนำทฤษฎีของมาส์โลว์ มาใช้ในโรงเรียนเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก หากแต่ต้องอาศัยความเอาใจใส่ ต่อบุคคลในองค์กรเป็นหลัก เมื่อรู้จักคนและองค์กรของตนเองดีแล้วย่อมสามารถเลือกพัฒนาต่อยอดในสิ่งที่ดี และปรับปรุงข้อด้อยให้ดีได้ เหมือนสุภาษิตจีนที่ว่า
“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”
ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะครับ สำหรับการนำมาสโลว์ มาใช้ในโรงเรียน แต่ในทางปฏิบัติ ค่อนข้างยากอยู่เหมือนกันครับ
ตอนผมเป็นผู้บริหารโรงเรียน ผมเคยนำมาพูดคุยในที่ประชุมกับคณะครู เพื่อใช้หลักมาสโลว์ ในการจัดการเรียนการสอน
แต่คุณครูไม่เข้าใจครับ ว่ามาสโลว์ คือ อะไร