สรุปบทความทางวิชาการ
เรื่อง จะนำ KM มาใช้ในองค์กรได้อย่างไร
เสนอ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกรินทร์ สังข์ทอง
โดย
อดุลย์กอฮา อามะ
รหัส 5120121248
รายวิชา 260-502 หลักการและทฤษฏีทางการบริหารการศึกษา
(Principles and Theories of Educational Administration)
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
ปีการศึกษา 2551
คำนำ
เอกสารฉบับนี้เขียนขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนรายวิชา 260-502 หลักการและ
ทฤษฏีทางการบริหารการศึกษา(Principles and Theories of Educational Administration) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชานี้ในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางด้านการบริหารการศึกษา เพื่อเป็นพื้นฐาน ความรู้ความเข้าใจและนำไปใช้ในการบริหารจัดการสถานศึกษา
ข้าพเจ้าได้ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและเว็บไซด์ทางอินเตอร์เน็ตโดยได้จัดพิมพ์เอกสารฉบับนี้ เพื่อให้ผู้สนใจกลยุทธ์ทางการบริหารการศึกษาได้อ่าน ศึกษา และนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารการศึกษาข้างต้น และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกรินทร์ สังข์ทอง ในความเอื้อเฟื้อให้การสนับสนุนและเป็นที่ปรึกษา และเจ้าหน้าที่หอสมุดจอห์น เอฟ เคนาดี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
อดุลย์กอฮา อามะ
5 ตุลาคม 2551
จะนำ KM มาใช้ในองค์กรได้อย่างไร
ธเนศ ขำเกิด*
ปัจจุบันสถานศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนต่างๆ ล้วนนำกระบวน การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) มาใช้อย่างกว้างขวาง ซึ่งการพิจารณานำรูปแบบของการจัดการความรู้ (KM) ของแต่ละองค์กรนั้น เราต้องรู้จักความต้องการขององค์กรก่อนว่าต้องการจะเดินไปในทิศทางใด ดร.ประพนธ์ ผาสุกยืด ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ได้แสดงความเห็นว่า การนำเรื่องการจัดการความรู้ (KM) ไปใช้ในองค์กรต่างๆ ของประเทศปัจจุบันจำแนกได้เป็น 3 แบบ ดังต่อไปนี้
แบบแรก เป็น KM เชิงองค์กร จะเรียกว่าเป็น Strategic KM ก็ได้ โดยเป็น KM ที่เน้นยุทธศาสตร์ เน้นโครงสร้าง เน้นระบบ เน้นการจัดทำแผน และการประเมินผลการปฏิบัติงาน ซึ่งจะมีเรื่อง ICT เข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก มีตัวชี้วัดเพื่อใช้ประเมินผลการปฏิบัติงาน เป็น KM แบบที่ ก.พ.ร. และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติส่งเสริมอยู่
แบบที่ 2 เป็น KM ที่เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คุณอำนวย” (ผู้อำนวยความสะดวก) ส่งเสริมให้ “คุณกิจ” (ผู้ปฏิบัติ) แลกเปลี่ยนความรู้ฝังลึก (tacit knowledge) เน้นการสร้างเครือข่าย (network) สร้าง CoP (ชุมชนการปฏิบัติ) เป็น KM ในรูปแบบที่สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ส่งเสริมอยู่ เรียกว่าเป็น KM ระดับกลุ่มก็ได้
แบบที่ 3 เป็น KM ที่มุ่งไปที่ระดับปัจเจก เน้นที่เรื่องของจิตใจ ให้ความสำคัญกับกิจกรรมสื่อสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration-based Communication) ให้ความสนใจไปที่ Mental Model เป็น KM เชิงปัญญาปฏิบัติ (phronesis) ซึ่งมีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และปัจจุบัน Professer Nonaka ของญี่ปุ่น กำลังให้ความสำคัญ กับ KM รูปแบบนี้อย่างมาก
ดร.ประพนธ์ จะให้ความสำคัญกับรูปแบบที่ 3 เป็นพิเศษ โดยอ้างอิง คุณพัฒนศักดิ์ ฮุนตระกุล จากสภาอุตสาหกรรม ที่เล่าประสบการณ์การนำ KM ไปใช้ในบริษัทที่เป็น SMEs ว่าต้องเป็นการทำให้เกิด การระเบิดจากข้างใน คือ ต้องใช้เรื่องที่คนในหน่วยงานสนใจ เช่น เรื่องการใช้จ่ายอย่างพอเพียง ทำอย่างไรจึงจะไม่มีหนีสิ้น เทคนิคการทำบัญชีครัวเรือน คุยกันเรื่องการเลี้ยงลูก เรื่องครอบครัว เริ่มจากเรื่องใกล้ๆ ตัว
*ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษาด้านวิชาการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรี เขต 1
www.gotoknow.org/blog/tanes E-mail:[email protected]
สิ่งที่สะท้อนในการทำ KM ของผู้บริหารองค์กรส่วนใหญ่มักใจร้อนในการเลือก ประเด็นทำ KM (KM focus area) เรามักมุ่งเป้าไปที่เรื่องขององค์กรเลย เช่น พูดเรื่องคุณภาพ ประสิทธิภาพ การมุ่งสู่ความเป็นเลิศ อะไรทำนองนั้น และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่
ไม่ค่อยจะมีพลังเท่าใด แต่หากเราใช้กลยุทธ์แบบที่ คุณพัฒนศักดิ์ ใช้ โดยเอาเรื่องที่เขาสนใจ
ก่อน อาจเป็นเรื่องชีวิต เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสังคมของเขา แล้วค่อยๆ หารือประเด็นเรื่องใหม่ ใส่เข้ามา วิธีนี้น่าจะได้ผลดีมากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้นการที่ผู้บริหารคิดว่าถ้าตั้งประเด็น เป็นเรื่องปัจเจก เป็นเรื่องชีวิตแล้วก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร ซึ่งน่าจะเป็นความคิดที่ผิด จริงๆ แล้วการตั้งประเด็น เรื่องชีวิตน่าจะทำให้ชีวิตของคนในองค์กรดีขึ้น และเมื่อคนในองค์กรมีชีวิตที่ดีขึ้น องค์กรก็จะดีขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะองค์กรนั้นประกอบด้วยชีวิตและชีวิต ดังที่เราพูดกันว่า การบริหารงานนั้นต้องคำนึงถึงคน เพราะถ้าได้คนก็จะได้งาน แต่ถ้าไม่ได้คนก็จะพังทั้งการบริหารคนและบริหารงาน
หากจะถามอีกว่า เรามีวิธีพิจารณาอย่างไรว่าองค์กรใดควรใช้ KM รูปแบบใดก็อยากจะบอกว่าเมื่อเรายอมรับกันแล้วว่า KM ไม่ใช่รูปแบบสำเร็จรูปที่จะปูพรมให้ทุกพื้นที่ทำเหมือนๆ กัน แต่ KM จะเป็นตัวช่วยให้การปฏิบัติงานของแต่ละองค์กรเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นเราคงบอกยาก แต่ต้องขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ
ซึ่งรูปแบบของการใช้ KM ในองค์กรที่ ดร.ประพนธ์ บอกแล้วว่ามีอย่างน้อย 3 แบบคือ
1. เป็น KM ระดังองค์กร
2. เป็น KM ระดังกลุ่ม
3. เป็น KM ระดังปัจเจก
ดังที่กล่าวตอนต้น ผมก็อยากเพิ่มอีกแบบหนึ่งเป็นแบบ 4 คือ เป็น KM ผสมผสานทั้ง 3
แบบ ซึ่งอาจคล้ายแบบที่ 1 ก็ได้ แต่แบบ 1 อาจแข็งเกินไป เพราะมุ่งที่การทำแผนยุทธศาสตร์ หากเอาแบบ 2 กับ 3 เข้าร่วมด้วยก็น่าจะมีความเป็นชีวิตมากขึ้น
เมื่อองค์กรเลือกใช้รูปแบบ KM แล้ว ก็ต้องพิจารณาเลือกใช้เครื่องมือ KM อีกด้วย ซึ่งมีเครื่องมือให้เลือกหรือนำไปประยุกต์ใช้อีกหลายชนิด เช่น
1. CoPs (Community of Practice)
2. Story telling (เรื่องเล่าเร้าพลัง)
3. Dialogue (สุนทรียสนทนา)
4. Blog (แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางอินเตอร์เน็ต)
5. Forum (เวทีถาม-ตอบ)
6. Peer assist (เพื่อนช่วยเพื่อน)
7. Mentoring (ที่ปรึกษา/พี่เลี้ยง)
8. Databases (ฐานความรู้จากการปฏิบัติ)
9. AAR (After Action Reviews) เป็นต้น
ยังมีข้อคำถามอีกว่า
ควรจะเลือกใช้ KM แบบไหนดี จึงจะทำให้การทำ KM เกิดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งทำให้เกิดความร่วมมืออย่างจริงจังและจริงใจด้วย
คำตอบคือ
เป็นคำตอบที่ตอบยาก แต่ใจจริงก็อยากทำแบบที่ 3 ก่อนซึ่งจะได้ใจคนอย่างแท้จริง แต่บางครั้งรอไม่ได้ ก็อาจใช้แบบฉลาม คือ ใช้แบบ 1 เลย แต่พยายามเชื่อมโยงแบบ 2 และ 3 ร่วมด้วย ก็คือแบบผสมผสานนั่นเอง ใหม่ๆ บุคลากรอาจเครียด แต่ทำไปอาจจะเริ่มเข้าที่เข้าทางและเกิด เจตคติที่ดีก็ได้
ผมจึงมีข้อเสนอแนะให้แต่ละองค์กรในการเลือกใช้รูปแบบ KM ว่าควรพิจารณาจากปัจจัยความพร้อม ที่สำคัญดังต่อไปนี้
1. ผู้บริหารองค์กร (CKO) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ว่ามีเป้าหมาย KM อย่างไร ถ้าปักธง
ให้ชัดก็จะสามารถเลือกรูปแบบและเครื่องมือ KM ได้อย่างชัด เช่น ถ้าต้องการทำ KM เพื่อยกระดับการพัฒนาตามแผนกลยุทธ์ หรือพัฒนาระบบ ICT หรือพัฒนาตามตัวชี้วัดของ ก.พ.ร. ก็อาจใช้ KM ในระดับองค์กร หรือแบบผสมผสาน แล้วเลือกเครื่องมือตามที่เห็นสมควร เป็นต้น
2. คุณอำนวย มีคุณอำนวยที่เป็นยอดนักประสานสิบทิศ เป็นที่ยอมรับศรัทธาของ
บุคลากร เป็นคนสู้งานกัดไม่ปล่อยหรือไม่ ถ้ามีควรใช้รูปแบบใด และเขาถนัดใช้เครื่องมือใด ถ้าไม่มีจะแสวงหาอย่างไร ผู้บริหารจะเป็นคุณอำนวยเสียเองได้ไหมและจะใช้รูปแบบใด เป็นต้น
3. วัฒนธรรมองค์กร ถ้าบุคลากรในองค์กรยังทำงานกันหัวฟู วันวันก้มหน้าก้มตาจัดการ
กับงานตามสั่งบนโต๊ะให้เสร็จไปอย่างเคร่งเครียด โดยไม่สนใจที่จะคุยกับใคร ถ้าเป็นเช่นนี้ จะใช้รูปแบบและเครื่องมือ KM ชนิดใด ผู้บริหารจะช่วยทำให้การบริหารงานเป็นแนวนอนและคลายบรรยากาศการทำงานให้ดีขึ้นได้หรือไม่ อย่างไร เป็นต้น
ปัจจัยอื่นๆ ที่ควรนำมาพิจารณาอีกก็มี เช่น ความพร้อมของผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละ
สาขาที่จะให้การสนับสนุน ความพร้อมด้านระบบ ICT ความพร้อมด้านงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งขอบเขตของพื้นที่ที่จะทำ KM ครอบคลุมหน่วยงานใดบ้าง เป็นต้น
คุณเรวัตร ใหญ่แก้ว จากบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย อุตสาหกรรม จำกัด กล่าวไว้ว่า การจัดการ
ความรู้ ก็ชัดอยู่แล้วว่า จัดการ ฉะนั้นถ้าเราเรียนรู้ หรือดูจากที่อื่นมา เราได้รูปแบบมา เราก็ต้องมาจัดการ ให้เหมาะสม และสอดคล้องกับวัฒนธรรมในองค์กร เรื่องรูปแบบและวิธีการไม่มีใครผิดหรือใครถูก แต่เราน่าจะเลือกรูปแบบให้เหมาะกับองค์กรมากกว่า
นี้คงเป็นแนวคิดได้แล้วว่า จะนำ KM มาใช้ในองค์กรได้อย่างไร
บรรณานุกรม
การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM).2551. (ออนไลน์) สืบค้นได้จาก
http:// http://www.dopa.go.th/iad/km/km_des.html [1 ตุลาคม 2551]
ธเนศ ขำเกิด. 2551. “จะนำ KM มาใช้ในองค์กรได้อย่างไร,”
วารสารววิทยาจารย์ 107(5) : มีนาคม 2551.
___________. 2549. “หน่ออ่อน KM ในเขตพื้นที่ภาคการศึกษานนทบุรี เขต 1,”
วารสารถักทอสายใยความรู้ 20(9) : กันยายน-ตุลาคม 2549.
ประพนธ์ ผาสุกยืด. 2548. การจัดการความรู้ ฉบับมือใหม่หัดขับ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ใหม่.
นวัตกรรมทางการศึกษา.2551. (ออนไลน์) สืบค้นได้จาก http://school.obec.go.th/sup_br3/t_1.htm
วิจารณ์ พานิช. 2548. การจัดการความรู้ ฉบับนักปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สุขภาพใจ.
วีระวัฒน์ อุทัยรัตน์ และเฉลิมชัย หาญกล้า. 2546. “คุณภาพ : ความสำเร็จที่ต้องเริ่มจากภายใน
สถานศึกษา”, วารสารวิชาการ. 6 (มกราคม), 50.
สิปปนนท์ เกตุทัต. 2538. การศึกษาไทยยุคโลกาภิวัฒน์. ปัตตานี : คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2547. กลยุทธ์ของสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน (พ.ศ.2548-2552). กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน.
สำนักงานปฏิรูปการศึกษา. 2545. ปฏิรูปการศึกษาตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542.
กรุงเทพฯ : บุญศิริการพิมพ์
อำรุง จันทวานิช และไพบูลย์ แจ่มพงศ์. 2542. ”การศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพ,”
วารสารวิชาการ 2(9) :2-12 : กันยายน 2542.
ดีมาก ผ่าน ไปทำบทที่ 2 ต่อ