7.เป็นเบาหวานมา7 ปี น้ำตาลสูงมาตลอด ประมาณ200-300จะให้คำแนะนำอย่างไร
แนะนำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และควบคุมน้ำหนัก ควรที่จะลดน้ำหนักโดยการเปลี่ยนแปลงรายการอาหาร รับประทานอาหารให้น้อยลง หลีกเลี่ยงอาหารให้พลังงานสูง
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอที่เหมาะสมกับสภาพของผู้รับบริการ เช่น การเดิน เต้นแอโรบิก เป็นต้น
แนะนำการควบคุมอารมณ์และจักการกับความเครียด หางานอดิเรกทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด
รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
ให้ผู้ป่วยลองปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้น ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
คำตอบของนูรฟาตีฮะ
แนะนำให้ผู้ป่วยเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเองให้ถูกต้องและเหมาะสมโดย
- ลดการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัด ไม่ควรปรุงรสด้วยเครื่องปรุงที่มีเกลือโซเดียม เช่น น้ำปลา เกลือ ซอสปรุงรสต่างๆ อาหารที่มีเกลือโซเดียมสูงบางอย่างไม่มีรสเค็ม เช่น ผงฟู ผงชูรส สารกันบูด ควรเหลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง เช่น ผักดองต่างๆ ไข่เค็ม ปูเค็ม กะปิ อาหารกระป๋องทุกชนิด มาม่าสำเร็จรูป น้ำผลไม้กระป๋อง อาหารสำร็จรูปที่มีการเติมสารกันบูด แม้อาหารบางชนิดไม่มีรสเค็ม ก็ควรหลีกเลี่ยงหรือกินแต่น้อย เพราะปริมาณเกลือโซเดียมในอาหารจะทำให้ความดันโลหิตสูง
- ลดการรับประทานอาหารที่มีรสหวาน อาหารที่มีน้ำตาลสูงและขนมหวาน เช่น ทองหยิบทองหยอด อาหารเชื่อม น้ำอัดลมและอื่นๆ ควรจำกัดอาหารประเภทแป้ง เช่น ข้าว เผือก มัน ผักประเภทหัวและผลไม้ที่มีรสหวานจัด เพราะอาหารเหล่านี้มีน้ำตาลสูง ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิดเป็นโรคเบาหวานและยังส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาอีกด้วย
- ลดการรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง
เช่น เครื่องในสัตว์ กุ้ง หอย ปู ปลาหมึก ไข่แดง
และอาหารที่มี ไขมันสูง ซึ่งไขมันแบ่งออก เป็น 2 ชนิด
ไขมันชนิดอิ่มตัว เป็นไขมันที่ได้จากสัตว์ เช่น
น้ำมันหมู เนื้อหมูติดมัน เนื้อวัวติดมัน เนื้อไก่ติดมัน หากรับประทานเข้าไปในปริมาณมากจะส่งผลให้ระดับไลโปโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำมีมากในเลือดจะทำให้มีอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองสูง
ส่วนไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เป็นไขมันที่เหมาะแก่ร่างกาย เป็นไขมันที่ได้จากพืช เช่น น้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำ หากรับประทานไขมันชนิดนี้จะทำให้ระดับไลโปโปรตีนที่มีความหนาแน่นสูงมีมากขึ้น ซึ่งไขมันชนิดนี้จะช่วยขจัดไขมันที่ร่างกายไม่ต้องการออกไปจากหลอดเลือด จะช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
- ลดการสูบบุหรี่ การดื่มชา กาแฟ ช็อคโกแลตและสุรา
- ควรเลือกบริโภคอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ (ที่ไม่หวานจัด) ข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้องเพราะอาหารที่มีกากใยสูงจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าหลอดเลือด ลดการรับประทานอาหารประเภททอด เปลี่ยนมาใช้วิธีการต้ม นึ่งแทน
- ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเหมาะสม เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มระดับไลโปโปรตีนที่มีความหนาแน่นสูง และช่วยลดระดับไลโปโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ ทำให้หลอดเลือดมีการขยายตัวและ เพิ่มความยืดหยุ่น การออกกำลังกายในคนที่มีความดันโลหิตสูงควรเลือกวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสม ไม่ควรเลือกออกกำลังกายประเภทที่มีการเคลื่อนไหวแรงหรือเร็ว เช่น การกระโดดแรงๆ การวิ่งเร็ว หรือออกกำลังกายที่ต้องก้มหรือเงยนานๆและไม่ควรหักโหมมากเกินไปเพราะอาจส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้น เกิดหลอดเลือดสมองแตกได้ ควรเลือกการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวช้าๆ เช่น การเดินช้าๆ รำจีน เป็นต้น อาจทำครั้งละประมาณ 15-30 นาที
สัปดาห์ละ 3-4 วัน ก่อนออกกำลังกายทุกครั้งควรมีการเตรียมพร้อมร่างกายก่อน อาจเลือกวิธีการเดินช้าๆประมาณ 5-10 นาที และหลังออกกำลังกายควรทำเช่นกันไม่ควรพักทันที
- ควรควบคุมน้ำหนักตัว
- ไม่ควรเครียด เพราะความเครียดจะทำให้ความดันโลหิตสูงยิ่งขึ้น ควรหาวิธีการผ่อนคลายความเครียด เช่น ฝึกสมาธิ ดูหนังตลก ทำอารมณ์ให้แจ่มใสอยู่เสมอ
- ควรปฏิบัติตัวตามคำสั่งแพทย์และไปตรวจสุขภาพตามนัดทุกครั้ง
อันดับแรกต้องซักประวัติก่อนว่า ผู้ป่วยมีพฤติกรรม หรือว่ามีรูปแบบในการดำเนินชีวิตอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา และแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างถูกต้อง
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม พฤติกรรมก็มีส่วนช่วยให้โรคเบาหวานเป็นมากขึ้น รุนแรงขึ้น หากท่านเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีการควบคุมโรคเบาหวานก็สามารถจะควบคุมได้ดีขึ้น โรคแทรกซ้อนเกิดน้อยลงหรือชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อน พฤติกรรมที่เราต้องเปลี่ยนมีดังนี้ การเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกต้องเพื่อสุขภาพ เป็นสิ่งที่สำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีโรคแทรกซ้อนก็จะลดลงด้วย
หลักการควบคุมง่ายๆในการคุมอาหาร
• รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
• รับประทานข้าวเป็นหลัก สลับกับอาหารพวกแป้งเป็นบางมื้อ
• รับประทานพืชผักให้มาก และรับประทานผลไม้เป็นประจำ
• รับประทานเนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดเป็นประจำ
• ดื่มนมให้พอเหมาะกับวัย
• หลีกเลี่ยงอาหาร หวาน มัน และเค็ม
• รับประทานอาหาร 3 มื้อ และอาหารว่างหนึ่งมื้อ และรับประทานอาหารให้เป็นเวลา ห้ามงดอาหาร
• รับประทานอาหารให้หลากหลายเพื่อที่รางกายจะได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ โดยพิจารณาจากภาพให้รับประทานอาหารได้มากบริเวณฐาน และรับประทานน้อยบริเวณยอดสามเหลี่ยม
• รับประทานไขมันให้น้อย เลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน หลีกเลี่ยงการทอดใช้การย่าง อบ ต้ม หรือเผาแทนการทอด
• รับประทานน้ำตาลให้น้อยลง ก่อนรับประทานอาหารให้อ่านสลากอาหาร และหลีกเลี่ยง sucrose,dextrose,fructose,corn syrup หลีกเลี่ยงน้ำอัดลมที่ใส่น้ำตาล หลีกเลี่ยงคุกกี้ เค้ก ลูกอม
• หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม โดยการเติมเกลือให้น้อย หลีกเลี่ยงอาหารกระป่อง ให้ชิมรสอาหารก่อนปรุง
• หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์
คำแนะนำในการเลือกชนิดอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
ปลา
คนกินปลาเป็นประจำ ตับอ่อนจะหลั่งอินซูลินน้อย ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงน้อยกว่า คนที่ไม่กินปลาถึง 50% เชื่อว่ากรดโอเมก้า 3 ทำให้ร่างกายจัดการใช้กลูโคสได้ดียิ่งขึ้น
หอมใหญ่
กินได้ทั้ง สด ๆ และ สุก ๆ หอมใหญ่จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้มาก ในหอมใหญ่มีสารกระตุ้นให้ตับเปลี่ยนกลูโคสเป็นไกลโคเจน และกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน
ถั่วฝัก ถั่วแห้ง
การวิจัยยืนยันว่า การกินถั่วมาก ๆ สามารถลดน้ำตาลในเลือดได้ ผักเหล่านี้มีไฟเบอร์สูง ร่างกายย่อยสลายเป็นกลูโคสอย่างช้า ไม่เป็นภาระต่ออินซูลิน ช่วยให้คนไข้ลดน้ำตาลในเลือดลงได้มาก ถึงขนาดไม่ต้องพึ่งยาฉีดอินซูลินอีกต่อไป
บรอกโคลี
โครเมี่ยมพบในบรอกโคลีเป็นสารอาหารที่จำเป็นในการทำงาน ของอินซูลินในการส่งกลูโคสไปเลี้ยงเซลในร่างกาย อาหารที่มีโครเมี่ยมสูง ได้แก่ ถั่ว หอยนางรม เห็ด เมล็ดธัญพืช เบียร์ ไวน์ ฯลฯ แต่ในบรอกโคลี่มี โครเมี่ยมสูงกว่าใครเพื่อน มะระขี้นก
มีสารออกฤทธิ์ทำนองเดียวกับอินซูลิน กินมะระขี้นก คั้นน้ำทุกวัน ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ดี
อบเชย
มีสรรพคุณลดน้ำตาลในเลือดโดยเฉพาะ เพราะ ไปกระตุ้นให้เซลล์ไขมันและกล้ามเนื้อ ตอบสนองอินซูลินและเปิดรับ กลูโคสได้มากขึ้น
ใบกะเพรา
การวิจัยในอินเดีย พบว่า ใบกะเพรา มีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ในผู้ป่วยเบาหวาน
โสม
เป็นที่รู้กันดีว่า โสมช่วยปรับสมดุลของระดับน้ำตาล ในเลือดได้บ้าง
แนวทางออกกำลังกาย
1. จะต้องออกกำลังกายจนรู้สึกหัวใจเต้นหรือเหงื่อออก หรือจับชีพขจรได้ 60-80%ของอัตราเต้นสูงสุด
2. จะต้อง warm up cool down อย่างละ 5 นาทีโดยต้องออกกำลังวันละ 20-40 นาที
3. วิธีการออกกำลังอาจทำได้โดย การวิ่งอยู่กับที วิ่งเหยาะๆ เดินเร็วๆ ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ
4. ออกกำลังกายวันละครั้ง อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์
5. แนะนำให้ออกช่วงเย็น
6. เริ่มต้นออกกำลังแบบเบาๆก่อน และเพิ่มขึ้นเมื่อท่านแข็งแรงขึ้น
7. พยายามออกกำลังเวลาเดียวกัน สำหรับผู้ที่ฉีดอินซูลินควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังเวลาที่อินซูลินออกฤทธิ์สูงสุด
8. อินซูลินควรจะฉีดที่หน้าท้อง
9. ไม่ควรออกกำลังกายหลังอาหารมื้อหนักโดยทันที
10. งดออกกำลังกายเมื่อรู้สึกไม่สบาย
11. จับชีพขจรขณะออกกำลังกาย และควบคุมมิให้การเต้นของหัวใจเกินเป้าหมาย
12. ควรออกกำลังกายเป็นกลุ่ม
13. พกบัตรประจำตัวว่าเป็นเบาหวาน
# หัวข้อ
**ตัวหนา**
*ตัวเอียง*
[ลิงก์](url)

- รายการ
> อ้างอิง
แนะนำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และควบคุมน้ำหนัก ควรที่จะลดน้ำหนักโดยการเปลี่ยนแปลงรายการอาหาร รับประทานอาหารให้น้อยลง หลีกเลี่ยงอาหารให้พลังงานสูง
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอที่เหมาะสมกับสภาพของผู้รับบริการ เช่น การเดิน เต้นแอโรบิก เป็นต้น
แนะนำการควบคุมอารมณ์และจักการกับความเครียด หางานอดิเรกทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด
รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
ให้ผู้ป่วยลองปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้น ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
คำตอบของนูรฟาตีฮะ
แนะนำให้ผู้ป่วยเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเองให้ถูกต้องและเหมาะสมโดย
- ลดการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัด ไม่ควรปรุงรสด้วยเครื่องปรุงที่มีเกลือโซเดียม เช่น น้ำปลา เกลือ ซอสปรุงรสต่างๆ อาหารที่มีเกลือโซเดียมสูงบางอย่างไม่มีรสเค็ม เช่น ผงฟู ผงชูรส สารกันบูด ควรเหลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง เช่น ผักดองต่างๆ ไข่เค็ม ปูเค็ม กะปิ อาหารกระป๋องทุกชนิด มาม่าสำเร็จรูป น้ำผลไม้กระป๋อง อาหารสำร็จรูปที่มีการเติมสารกันบูด แม้อาหารบางชนิดไม่มีรสเค็ม ก็ควรหลีกเลี่ยงหรือกินแต่น้อย เพราะปริมาณเกลือโซเดียมในอาหารจะทำให้ความดันโลหิตสูง
- ลดการรับประทานอาหารที่มีรสหวาน อาหารที่มีน้ำตาลสูงและขนมหวาน เช่น ทองหยิบทองหยอด อาหารเชื่อม น้ำอัดลมและอื่นๆ ควรจำกัดอาหารประเภทแป้ง เช่น ข้าว เผือก มัน ผักประเภทหัวและผลไม้ที่มีรสหวานจัด เพราะอาหารเหล่านี้มีน้ำตาลสูง ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิดเป็นโรคเบาหวานและยังส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาอีกด้วย
- ลดการรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง
เช่น เครื่องในสัตว์ กุ้ง หอย ปู ปลาหมึก ไข่แดง
และอาหารที่มี ไขมันสูง ซึ่งไขมันแบ่งออก เป็น 2 ชนิด
ไขมันชนิดอิ่มตัว เป็นไขมันที่ได้จากสัตว์ เช่น
น้ำมันหมู เนื้อหมูติดมัน เนื้อวัวติดมัน เนื้อไก่ติดมัน หากรับประทานเข้าไปในปริมาณมากจะส่งผลให้ระดับไลโปโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำมีมากในเลือดจะทำให้มีอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองสูง
ส่วนไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เป็นไขมันที่เหมาะแก่ร่างกาย เป็นไขมันที่ได้จากพืช เช่น น้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำ หากรับประทานไขมันชนิดนี้จะทำให้ระดับไลโปโปรตีนที่มีความหนาแน่นสูงมีมากขึ้น ซึ่งไขมันชนิดนี้จะช่วยขจัดไขมันที่ร่างกายไม่ต้องการออกไปจากหลอดเลือด จะช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
- ลดการสูบบุหรี่ การดื่มชา กาแฟ ช็อคโกแลตและสุรา
- ควรเลือกบริโภคอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ (ที่ไม่หวานจัด) ข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้องเพราะอาหารที่มีกากใยสูงจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าหลอดเลือด ลดการรับประทานอาหารประเภททอด เปลี่ยนมาใช้วิธีการต้ม นึ่งแทน
- ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเหมาะสม เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มระดับไลโปโปรตีนที่มีความหนาแน่นสูง และช่วยลดระดับไลโปโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ ทำให้หลอดเลือดมีการขยายตัวและ เพิ่มความยืดหยุ่น การออกกำลังกายในคนที่มีความดันโลหิตสูงควรเลือกวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสม ไม่ควรเลือกออกกำลังกายประเภทที่มีการเคลื่อนไหวแรงหรือเร็ว เช่น การกระโดดแรงๆ การวิ่งเร็ว หรือออกกำลังกายที่ต้องก้มหรือเงยนานๆและไม่ควรหักโหมมากเกินไปเพราะอาจส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้น เกิดหลอดเลือดสมองแตกได้ ควรเลือกการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวช้าๆ เช่น การเดินช้าๆ รำจีน เป็นต้น อาจทำครั้งละประมาณ 15-30 นาที
สัปดาห์ละ 3-4 วัน ก่อนออกกำลังกายทุกครั้งควรมีการเตรียมพร้อมร่างกายก่อน อาจเลือกวิธีการเดินช้าๆประมาณ 5-10 นาที และหลังออกกำลังกายควรทำเช่นกันไม่ควรพักทันที
- ควรควบคุมน้ำหนักตัว
- ไม่ควรเครียด เพราะความเครียดจะทำให้ความดันโลหิตสูงยิ่งขึ้น ควรหาวิธีการผ่อนคลายความเครียด เช่น ฝึกสมาธิ ดูหนังตลก ทำอารมณ์ให้แจ่มใสอยู่เสมอ
- ควรปฏิบัติตัวตามคำสั่งแพทย์และไปตรวจสุขภาพตามนัดทุกครั้ง
7.เป็นเบาหวานมา7 ปี น้ำตาลสูงมาตลอด ประมาณ200-300จะให้คำแนะนำอย่างไร
อันดับแรกต้องซักประวัติก่อนว่า ผู้ป่วยมีพฤติกรรม หรือว่ามีรูปแบบในการดำเนินชีวิตอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา และแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างถูกต้อง
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม พฤติกรรมก็มีส่วนช่วยให้โรคเบาหวานเป็นมากขึ้น รุนแรงขึ้น หากท่านเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีการควบคุมโรคเบาหวานก็สามารถจะควบคุมได้ดีขึ้น โรคแทรกซ้อนเกิดน้อยลงหรือชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อน พฤติกรรมที่เราต้องเปลี่ยนมีดังนี้ การเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกต้องเพื่อสุขภาพ เป็นสิ่งที่สำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีโรคแทรกซ้อนก็จะลดลงด้วย
หลักการควบคุมง่ายๆในการคุมอาหาร
• รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
• รับประทานข้าวเป็นหลัก สลับกับอาหารพวกแป้งเป็นบางมื้อ
• รับประทานพืชผักให้มาก และรับประทานผลไม้เป็นประจำ
• รับประทานเนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดเป็นประจำ
• ดื่มนมให้พอเหมาะกับวัย
• หลีกเลี่ยงอาหาร หวาน มัน และเค็ม
• รับประทานอาหาร 3 มื้อ และอาหารว่างหนึ่งมื้อ และรับประทานอาหารให้เป็นเวลา ห้ามงดอาหาร
• รับประทานอาหารให้หลากหลายเพื่อที่รางกายจะได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ โดยพิจารณาจากภาพให้รับประทานอาหารได้มากบริเวณฐาน และรับประทานน้อยบริเวณยอดสามเหลี่ยม
• รับประทานไขมันให้น้อย เลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน หลีกเลี่ยงการทอดใช้การย่าง อบ ต้ม หรือเผาแทนการทอด
• รับประทานน้ำตาลให้น้อยลง ก่อนรับประทานอาหารให้อ่านสลากอาหาร และหลีกเลี่ยง sucrose,dextrose,fructose,corn syrup หลีกเลี่ยงน้ำอัดลมที่ใส่น้ำตาล หลีกเลี่ยงคุกกี้ เค้ก ลูกอม
• หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม โดยการเติมเกลือให้น้อย หลีกเลี่ยงอาหารกระป่อง ให้ชิมรสอาหารก่อนปรุง
• หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์
คำแนะนำในการเลือกชนิดอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
ปลา
คนกินปลาเป็นประจำ ตับอ่อนจะหลั่งอินซูลินน้อย ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงน้อยกว่า คนที่ไม่กินปลาถึง 50% เชื่อว่ากรดโอเมก้า 3 ทำให้ร่างกายจัดการใช้กลูโคสได้ดียิ่งขึ้น
หอมใหญ่
กินได้ทั้ง สด ๆ และ สุก ๆ หอมใหญ่จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้มาก ในหอมใหญ่มีสารกระตุ้นให้ตับเปลี่ยนกลูโคสเป็นไกลโคเจน และกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน
ถั่วฝัก ถั่วแห้ง
การวิจัยยืนยันว่า การกินถั่วมาก ๆ สามารถลดน้ำตาลในเลือดได้ ผักเหล่านี้มีไฟเบอร์สูง ร่างกายย่อยสลายเป็นกลูโคสอย่างช้า ไม่เป็นภาระต่ออินซูลิน ช่วยให้คนไข้ลดน้ำตาลในเลือดลงได้มาก ถึงขนาดไม่ต้องพึ่งยาฉีดอินซูลินอีกต่อไป
บรอกโคลี
โครเมี่ยมพบในบรอกโคลีเป็นสารอาหารที่จำเป็นในการทำงาน ของอินซูลินในการส่งกลูโคสไปเลี้ยงเซลในร่างกาย อาหารที่มีโครเมี่ยมสูง ได้แก่ ถั่ว หอยนางรม เห็ด เมล็ดธัญพืช เบียร์ ไวน์ ฯลฯ แต่ในบรอกโคลี่มี โครเมี่ยมสูงกว่าใครเพื่อน มะระขี้นก
มีสารออกฤทธิ์ทำนองเดียวกับอินซูลิน กินมะระขี้นก คั้นน้ำทุกวัน ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ดี
อบเชย
มีสรรพคุณลดน้ำตาลในเลือดโดยเฉพาะ เพราะ ไปกระตุ้นให้เซลล์ไขมันและกล้ามเนื้อ ตอบสนองอินซูลินและเปิดรับ กลูโคสได้มากขึ้น
ใบกะเพรา
การวิจัยในอินเดีย พบว่า ใบกะเพรา มีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ในผู้ป่วยเบาหวาน
โสม
เป็นที่รู้กันดีว่า โสมช่วยปรับสมดุลของระดับน้ำตาล ในเลือดได้บ้าง
แนวทางออกกำลังกาย
1. จะต้องออกกำลังกายจนรู้สึกหัวใจเต้นหรือเหงื่อออก หรือจับชีพขจรได้ 60-80%ของอัตราเต้นสูงสุด
2. จะต้อง warm up cool down อย่างละ 5 นาทีโดยต้องออกกำลังวันละ 20-40 นาที
3. วิธีการออกกำลังอาจทำได้โดย การวิ่งอยู่กับที วิ่งเหยาะๆ เดินเร็วๆ ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ
4. ออกกำลังกายวันละครั้ง อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์
5. แนะนำให้ออกช่วงเย็น
6. เริ่มต้นออกกำลังแบบเบาๆก่อน และเพิ่มขึ้นเมื่อท่านแข็งแรงขึ้น
7. พยายามออกกำลังเวลาเดียวกัน สำหรับผู้ที่ฉีดอินซูลินควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังเวลาที่อินซูลินออกฤทธิ์สูงสุด
8. อินซูลินควรจะฉีดที่หน้าท้อง
9. ไม่ควรออกกำลังกายหลังอาหารมื้อหนักโดยทันที
10. งดออกกำลังกายเมื่อรู้สึกไม่สบาย
11. จับชีพขจรขณะออกกำลังกาย และควบคุมมิให้การเต้นของหัวใจเกินเป้าหมาย
12. ควรออกกำลังกายเป็นกลุ่ม
13. พกบัตรประจำตัวว่าเป็นเบาหวาน