ได้ความรู้ ได้ข้อคิดดี นำไปให้กับชีวิตตนเอง ครอบครัว และสังคมได้เป็นอย่างดี

ช่วงบ่ายของวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 คณะดูงานจิตอาสาโรงพยาบาลพุทธชินราชได้เดินทางต่อไปยังมูลนิธิพุทธฉือจี้ไต้หวัน แห่งประเทศไทย ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับสถานทูตจีน เมื่อไปถึงได้รับการต้อนรับจากอาสาสมัครชาวฉือจี้เป็นอย่างดีครั้งแรกที่ย่างก้าวสู่มูลนิธิจะเห็นภาพวาดขนาดใหญ่ของพระโพธิสัตว์โปรดสัตว์โลกกลางห้องโถงซึ่งสวยงามและน่าศรัทธามาก มีตู้รับบริจาคที่เป็นรูปของวัดจีนเมื่อหยอดเหรียญจะมีเสียงดนตรี

      หลังจากนั้นอาสาสมัครพาเยี่ยมชมหนังสือคำสอนของพระภิษุณี อ. เจิ้งเอี๋ยน ที่เน้นการทำความดี การเสียสละช่วยเหลือผู้อื่น และพาไปดูอุปกรณ์ที่อาสาสมัครทุกคนต้องมีและพกพาทุกครั้งที่ไปช่วยเหลือผู้อื่นในชุมชน มี 5 สิ่ง คือ แก้วน้ำ ถ้วยชาม ตะเกียบ กระบอกไม้ไผ่สำหรับใส่เงินบริจาค และถุงผ้าใส่อุปกรณ์ และพาทีมดูงานไปดูวีดีทัศน์ผลการดำเนินงานของมูลนิธิในห้องประชุม

        คุณสุชนรองประธานมูลนิธิฯเป็นวิทยากรบรรยายให้ฟัง คุณสุชนเล่าว่ามูลนิธิพุทธฉือจี้มีกระจายอยู่หลายประเทศ สำหรับในประเทศไทยเริ่มจัดตั้งเมื่อปีพ.ศ 2524 ปัจจุบันมีอาสาสมัครทั้งประเทศจำนวน 50 คน สัญลักษณ์ของมูลนิธิคือ เรือใบ ซี่งมีความหมายว่า ยาพาหนะในการช่วยเหลือผู้ยากไร้ ตัวหนังสือจีนที่อ่านว่า ฉือจี้ แปลว่า อาสาและศรัทธา พระพุทธรูปที่ชาวฉือจี้นับถือมี 3 องค์คือ พระโพธิ์สัตว์ เจ้าแม่กวนอิม และพระที่ไปโปรดสัตว์โลกในนรก แต่จำชื่อไม่ได้ ภาษาที่ใช้สื่อสารกับชาวฉือจี้ และประชาชนคือ ภาษามือ ช่วงนี้มีอาสาสมัครมาทำภาษามือประกอบเพลงโลกนี้ยังมีรัก ให้คณะดูงานชม หลังจากนั้นอ.สุชน ได้พูดถึง คำสอนของศาสดาว่า 3 สิ่งที่ควรรีบปฎิบัติและรอไม่ได้ คือ ความกตัญญูต่อพ่อแม่ การทำความดี และการมีพรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) วิทยากรยกการปฏิบัติของพระเจ้าอยู่หัวร.9 เป็นตัวอย่าง

พัทธกิจของมูลนิธิฯ คือ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเช่น สึนามิ ดินถล่ม น้ำท่วม การศึกษา สร้างโรงเรียนที่จังหวัดเชียงใหม่ มีการให้การศึกษาผ่านดาวเทียม และการสงเคราะห์ ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ถูกทอดทิ้งในชุมชนโดยทำร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและองค์การบริหารส่วนตำบลในท้องถิ่น และให้ดูกรณีตัวอย่างป้าวันนาที่อาสาสมัครไปช่วยเหลือ ปัจจุบันมีครอบครัวที่อยู่ในการดูแลทั้งหมด 400 ครัวเรือน โดยอาสาสมัครจะรวมกลุ่มกันเข้าไปดูแลให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุและผู้ป่วยทุกเดือนจนอาการดีขึ้นหรือเสียชีวิต โดยไม่หวังผลตอบแทน หลังจากนั้นมีการเลี้ยงน้ำชา และมอบของที่ระลึกให้มูลนิธิ สร้างความประทับใจแก่ทีมงานเป็นอย่างมาก

                 เสร็จจากดูงานจิตอาสาได้เข้าพักที่โรงแรมปริ๊นสพาเลส  ซึ่งอยู่ย่านโบ้เบ้ แหล่งชอปปิ้งใจกลางเมืองกรุงเทพจิตอาสาชื่มชอบมากช๊อปกันกระจาย วันรุ่งขึ้น 1 สิงหาคม 2552 คณะดูงานจิตอาสาได้ไปมนัสการพระแก้วมรกต เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต เยี่ยมชมพระราชวังดุสิต และพระที่นั่งวิมานเมฆ ได้รู้จักขนมไทยๆอีกหลายอย่างที่เป็นขนมชาววังอย่าง ไข่กบ อ้ายตื้อ ฯลฯ ได้เที่ยวศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จ.อยุธยา ดูวิถีการดำเนินชีวิตแบบไทย 4 ภาค ตลอดการเดินทางจิตอาสาได้ร้องเพลง เล่นเกมส์ ทำความรู้จักกันอย่างสนุกสนาน หลายคนบอกสนุกมาก อิ่มทั้งบุญ อิ่มทั้งใจ และอิ่มท้องกันทุกมื้อ และที่โชคดีที่สุดคือ...ไม่มีใครป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 กับมาพิษณุโลกเลย..