"วิทยากรคนนี้บรรยายดีมาก ใครไปหามาจากไหนนี่"
"วิทยากรคนนี้สอนไม่ได้เรื่องเลย ใครเป็นคนเชิญมา(_ะ)"
      

 

      เป็นคำพูดที่คนจัดฝึกอบรมได้ยินบ่อยๆหลังจากวิทยากรกลับไปแล้ว ปัญหานี้ก็เป็นปัญหาหนักอกหนักใจของคนจัดฝึกอบรม เพราะต้องเอาใจทั้งผู้บริหารที่ทำหน้าที่จ่ายเงิน ต้องเอาใจทั้งผู้เข้าสัมมนาผู้ที่ทำหน้าที่ประเมินผลการจัดฝึกอบรม และต้องเอาใจวิทยากรที่ต้องไปอัญเชิญมาด้วยความยากลำบาก



จึงอยากจะแนะนำขั้นตอนและแนวทางในการคัดเลือกวิทยากรให้ถูกทั้งราคาและถูกใจดังนี้
      1. กำหนดคุณสมบัติของวิทยากรให้ชัดเจนว่าต้องการวิทยากรแบบไหนอย่างไร
      2. หารายชื่อวิทยากรที่ตรงตามคุณสมบัติที่ต้องการ
      3. ทดลองชิมก่อนซื้อ หมายถึงการได้มีโอกาสเชิญวิทยากรมาพูดคุย หรือได้ไปพบวิทยากรก่อน หรือได้มีโอกาสเข้าไปสังเกตการในการบรรยายจริงของวิทยากรก่อน
      4. ถ้าเป็นไปได้ควรจะเชิญวิทยากรจะเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการมาพบผู้บริหารก่อน เพราะถ้าผู้บริหารเห็นดีด้วย ผลการประเมินออกมาแบบไหนผู้บริหารก็จะไม่โทษเราคนเดียว เพราะตัวเองก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับวิทยากรก่อนแล้วเหมือนกัน
      5. ควรจะขอรายละเอียดเนื้อหาหลักสูตรทั้งหมดของวิทยากรดูก่อน เพราะบางครั้งเห็นเพียงหัวข้อการบรรยายไม่สามารถบอกอะไรได้เลย ถ้าวิทยากรคนไหนไม่ยอมให้ดูเพราะกลัวถูกลอกเลียนแบบหรือเอาเนื้อหาไปให้วิทยากรคนอื่นบรรยายแทน ก็อย่าไปเชิญเขาเลยครับ เพราะแค่นี้เขายังทำให้เราไม่ได้เลย แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาจะทุ่มเทบรรยายให้เราได้ความรู้อย่างเต็มที่
      6.ถ้าเป็นไปได้ควรจะออกแบบหลักสูตรให้มี 3 ช่วงคือ

            1) ช่วง Pre-training อาจจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง เป็นช่วงเวลาที่เชิญวิทยากรมาพบปะกับผู้จัดและ ผู้เรียนพร้อมๆกัน เพื่อทำความรู้จัก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความต้องการ และผู้เรียนจะได้ทราบล่วงหน้าว่าเขากำลังจะเรียนอะไรกัน เขาต้องเตรียมข้อมูลหรือเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ในขณะเดียวกันวิทยากรก็จะได้ทำความรู้จักกับองค์กร ผู้จัดและผู้เรียนมากยิ่งขึ้น (ไม่ต้องมามึนเอาวันอบรมจริง) และควรจะร่วมกันกำหนดแนวทางในการฝึกอบรมร่วมกัน เช่น ห้องควรจะจัดอย่างไร ไม่ใช่เอาใจแต่วิทยากร แต่ผู้เข้าสัมมนาไม่สะดวกสบาย 

            2) ช่วง Training ก็เป็นการจัดฝึกอบรมตามปกติทั่วไปที่จัดๆกันอยู่

            3) ช่วง Post-training หรือช่วงติดตามผล ควรจะกำหนดให้วิทยากรมีการติดตามผลด้วย เพราะวิทยากรจะได้ทำการบ้านตั้งแต่การออกแบบหลักสูตร เพราะต้องรับผิดชอบเรื่องการติดตามผลด้วย อย่างน้อยก็เป็นการป้องกันไม่ให้วิทยากรสอนเสร็จแล้วรับตังค์กลับบ้านไปอย่างไม่มีเยื่อใย ไม่ใช่กลับไปถึงก็ทิ้งแฟ้มอบรมของเราไปเลย

      การที่เราจะหาวิทยากรที่มีคุณภาพสักคนหนึ่งมาบรรยายให้คุ้มค่ากับเงินและเวลาที่เสียไป เราต้องให้ความสำคัญกับการสรรหาและคัดเลือกวิทยากรให้มากกว่านี้ ไม่ใช่ใครก็ได้มาเป็นวิทยากร เพราะแผนฝึกอบรมบังคับว่าต้องจัดภายในเดือนนี้ ผมอยากจะบอกคนที่ทำหน้าที่จัดอบรมว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการจัดฝึกอบรมไม่ใช่อยู่ที่การจัดฝึกอบรมตามแผน แต่อยู่ที่เครดิตในการจัดฝึกอบรม เครดิตจากใคร ก็จากผู้บริหารและจากผู้เข้ารับการฝึกอบรม ถ้าจัดได้ตามแผนก็จริง แต่จัดแล้วไม่ได้เรื่อง(ขอยืมคำพูดผู้บริหารมาใช้หน่อยนะ) สู้ไม่จัดหรือจัดไม่ได้ตามแผนจะดีกว่า เพราะยังมีโอกาสแก้ไขและแก้ตัว แต่ถ้าจัดไปแล้วไม่ดี หมดสิทธิแก้ตัวอะไรทั้งสิ้น

 

 

      หลายครั้งที่คนจัดอบรมตกม้าตายเพราะเชื่อคำแนะนำของเพื่อนจากองค์กรอื่น เช่น วิทยากรคนนี้บรรยายดีบรรยายเก่ง พอเชิญมาจริงๆไม่เก่งอย่างที่เพื่อนแนะนำมา เพราะเขาอาจจะเก่งในหัวข้ออื่น แต่ไม่เก่งในหัวข้อที่เราเชิญมาก็ได้ บางครั้งตกม้าตายเพราะเราเอาชื่อเสียงวิทยากรเป็นตัวตั้ง เอาหัวข้อการบรรยายเป็นเรื่องรอง เพราะคิดว่าคนที่เป็นวิทยากรที่มีชื่อเสียงเก่งๆจะบรรยายได้ทุกเรื่อง เหมือนกับเราไปคาดหวังว่าคนจบด๊อกเตอร์ต้องเก่งกว่าคนธรรมดา แต่เชื่อหรือไม่ว่าคนที่จบด๊อกเตอร์บางคนหุงข้าวไม่เป็นก็มี เพราะตอนที่เขาเรียนด๊อกเตอร์เขาไม่ได้เรียนเรื่องหุงข้าว ดังนั้น จงอย่าไปคาดหวังว่าวิทยากรดัง ดี มีชื่อเสียงจะเก่งทุกเรื่องเสมอไป

      สรุป ถ้าต้องการได้วิทยากรที่มีคุณภาพและสามารถบรรยายได้ตรงตามเนื้อหาหลักสูตรที่เรากำหนดไว้ได้และถูกใจทั้งผู้บริหารและผู้เข้าอบรม ผู้จัดฝึกอบรมควรจะให้ความสำคัญและเวลากับการสรรหาและคัดเลือกวิทยากรให้มากขึ้น อย่าคำนึงถึงแต่ราคา เวลา(ที่ถูกำหนดโดยแผน)หรือชื่อเสียงวิทยากรให้มากจนเกินไป แต่ควรจะยึดเนื้อหา รูปแบบและวัตถุประสงค์ของการจัดฝึกอบรมเป็นหลักมากกว่า

ที่มา http://peoplevalue.co.th