ภาพยนตร์เรื่อง  SLUMDOG MILLIONAIRE 

 ( สลัมด็อก มิลเลียนแนร์  คำตอบสุดท้าย...อยู่ที่หัวใจ )

 

            เมื่อประมาณเดือนมีนาคม ข้าพเจ้าได้ชมภาพยนตร์เรื่อง SLUMDOG  MILLIONAIRE ซึ่งนำเสนอชีวิตของ จามาล มาลิค เด็กชายผู้ยากจนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดของเมืองมุมไบ ประเทศอินเดียหลังจากที่แม่ของเขาเสียชีวิตจากการขัดแย้งทางศาสนาระหว่างฮินดูและมุสลิม ทำให้จามาลต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า และต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชีวิตรอด โดยในหนังแสดงให้เห็นด้านมืดของสังคม เช่น ปัญหาความยากจน การหลอกเด็กเพื่อใช้เป็นขอทาน การค้ามนุษย์ โสเภณี อิทธิพลมืด และความเป็นวัตถุนิยมเขาได้พบกับเด็กสาวคนหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ต้องพลัดพรากจากกัน เมื่อโตขึ้น เขาจึงเข้าแข่งขัน "เกมเศรษฐี" เพื่อให้เธอเห็นเขาผ่านทางโทรทัศน์ 

  

            โดยภาพยนตร์ดำเนินเรื่องว่า จามาลได้ใช้ประสบการณ์ทุกๆอย่างที่ผ่านมา ในการตอบคำถาม เขาตอบคำถามทุกๆคำถามในรายการได้ถูกทั้งหมด แต่เขากลับถูกกล่าวหาว่าโกงการแข่งขัน "ไม่มีใครเชื่อว่าเด็กสลัมยากจนไร้การศึกษาคนหนึ่ง จะสามารถตอบถูกหมด ซึ่งยังไม่เคยมีใครทำได้ แม้แต่หมอหรือนักวิชาการคนใด" เขาต้องพิสูจน์ให้ตำรวจ เชื่อว่าเขาไม่ได้โกง โดยเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่เด็กจนโต ที่มาที่ไปของคำตอบที่แฝงอยู่ในแต่ละช่วงชีวิตของเขา จนในที่สุดเขาก็คว้าเงินรางวัล 20 ล้านรูปีมาได้สำเร็จ 

 

             ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนให้ข้าพเจ้าได้มองเห็นถึงอีกมุมหนึ่งของสังคม มองโลกได้กว้างขึ้น จากเดิมที ข้าพเจ้าไม่คิดว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นได้จริง เช่น เห็นภาพของโลกที่สาม(มุมไบ) ที่มีความแตกต่างระหว่างชนชั้นชัดเจน สังเกตได้จากตอนที่จามาล เห็นเด็กชนชั้นกลางดื่มโค้กแบบทิ้งๆขว้างๆ พอมีคนนำโค้กมาให้กิน ก็คิดว่าคนนั้นเป็นเป็นคนดี           

            อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึง"โอกาส"ที่เท่าเทียมในสังคม จากเด็กสลัมของเมืองมุมไบที่ยากจนมาก  กลับกลายเป็นเศรษฐี เป็นเศรษฐีเงินล้านในชั่วพริบตา ด้วยประสบการณ์ที่เขาผ่านมา แม้จะเป็นเพียงประสบการณ์ของเด็กกำพร้ายากจนคนหนึ่ง ที่เผชิญแต่เรื่องร้ายๆก็ตาม ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความคิดที่ว่าทุกๆคน ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ หากมีความมุ่งมั่น พยายาม และกล้าที่จะทำสิ่งนั้น ไม่มีสิ่งใดยากเกินความสามารถของมนุษย์เรา  "เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้"

 

             นอกจากนั้นยังทำให้ข้าพเจ้าเปลี่ยนความคิด จากที่คิดว่า การเรียนรู้คือการเรียนในห้องเรียน เรียนตามบทเรียน แต่จริงๆแล้ว แม้ไม่ได้เรียนหนังสือ ก็สามารถมีประสบการณ์และความรู้ที่จะนำไปใช้ชีวิตได้ หากเรารู้จักเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทุกๆสิ่งที่ผ่านมาในชีวิต แล้วนำไปวิเคราะห์ แยกแยะ และจดจำ นำไปใช้เป็นบทเรียนในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีหรือร้าย น่าจดจำหรือไม่? ทุกๆประสบการณ์ที่เราประสบพบเจอ ก็ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าด้วยกันทั้งสิ้น

 

ตัวอย่างภาพยนตร์

 

 

 

           

 

 

ภาคผนวก

- รูปภาพจาก http://www.moviemaxworld.com/

- ตัวอย่างภาพยนตร์จาก http://www.youtube.com/watch?v=ubgjhfkEXig

 

เริ่มทำเมื่อ : 9 สิงหาคม 2552

ปรับปรุงครั้งล่าสุด : 13 กันยายน 2552