เมืองทะเลใต้

เหนือน่านฟ้า นภาใสเมืองเจนไนสวย 

 

ได้ฤกษ์เบิกฟ้า ลัดเลาะไปตามปุยเมฆที่สวยงาม ผมกำลังบินไปเมืองสำคัญทางใต้ของอินเดีย อยู่ห่างจากเดลี 2157 กิโลเมตร ชื่อว่า เจนไนChennai คำว่าเจนไน มาจากคำว่า เจนนาปัตนัม (Chennapatnam) ได้รับการขนานนามอย่างเป็นทางการว่า Chennai  ในปี 1996 (ภาษาไทยสะกดโดยใช้ตัวอักษร เจนไน )ทั้งนี้ชื่อเดิมของเจนไนคือ มัดราส  (Madras) ที่เราคุ้นเคยกันดี

 

โอ้เจนไน กลางใจถิ่น ทมิฬนาดู

ริมทะเล เบงกัลหรู ดูแสนสวย

ตะวันออก เจ้าไอที คนร่ำรวย

กอลีวูด มีคนสวย ไม่แพ้กัน

4 สค.52

 

 

เจนไนเป็นเมืองหลวงของรัฐทมิฬ นาดู (Tamil Nadu) ตั้งอยู่ทางฝั่งทะเลของอ่าวเบงกอลทางตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย มีประชากรประมาณ 7.5 ล้านคน (2007) เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับสี่ของอินเดียและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจโดยมีอุตสาหกรรมรถยนต์ เทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ โดยเฉพาะเป็นแหล่งผลิตรถยนต์ที่สำคัญของอินเดียและเป็นเมืองที่ส่งออกเทคโนโลยีด้านไอทีใหญ่เป็นอันดับสองของอินเดียรองจากบังกาลอร์

 

ผมใช้บริการสายการบิน Kingfisher เจ้านกเหล็กตัวเล็กสีแดงเจ้าเก่าเป็นพาหนะในการเยือนเจนไน ท้องฟ้าวันนั้นมีเมฆมากแต่ก็มีแดดส่องสว่างสวยงามไปทั่วน่านฟ้า มองจากนภาลงมา เมืองนี้มีความเจริญทีเดียว เป็นเมืองที่พัฒนาใหม่เรียกว่าเปิดตัวต่อความทันสมัยไม่กี่ปีมานี้เอง แต่ก็เป็นความทันสมัยที่ลงตัวคือไม่มากเกินไปกล่าวคือมีสนามบินนานาชาติหนึ่งแห่ง และท่าเรือสองแห่ง มีทางหลวงเชื่อมกับเมืองอื่นๆ ของประเทศห้าสายและมีชุมทางสถานีรถไฟสองแห่ง มีกงสุลต่างประเทศประมาณ 35 ประเทศรวมทั้งสถานกงสุลใหญ่ของไทย ณ เมืองเจนไน ซึ่งเพิ่งเปิดดำเนินการมาเพียง 4 ปี

สนามบินนานาชาติเจนไนหรืออีกชื่อหนึ่ง Anna International Airport กำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงใหม่ ทำให้ดูทันสมัยทัดเทียมสนามบินใหม่ในหลายรัฐ สนามบินอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 7 กิโลเมตร ถนนค่อนข้างดี ผมพบว่าสภาพเมืองเจนไนดูสะอาดเรียบร้อยกว่าหลายเมืองใหญ่ในอินเดีย ถนนหนทางกว้างใหญ่ ขอบถนนทำเรียบร้อย รถตุ๊กตุ๊กที่นี่มีสีเหลืองเหมือนรถตุ๊กตุ๊กบ้านเราไม่มีผิด แถมหน้าตาก็ดูราวกับเป็นญาตใกล้ชิดกัน

เมืองนี้ ในทุกๆ ปี จะมีงานใหญ่ที่เรียกว่า ฤดูกาลดนตรีประจำปีแห่งมัดราสซึ่งเป็นที่รวมของศิลปินนับร้อยๆ มาแสดง เมืองนี้มีโรงละครที่ทันสมัยและเป็นที่แสดงของนาฎศิลป์แบบคลาสสิคของอินเดียเรียกว่า บฮารัตนาตยัม” (Bharatanatyam)

สิ่งที่ทำให้เจนไนมีชื่อเสียงอีกเรื่องหนึ่งก็คือการเป็นเมืองที่ผลิตภาพยนต์รียกว่า กอลลีวูด” (Kollywood) ไม่แพ้เมืองมุมไบที่เป็น บอลลีวูดของอินเดีย ผมนั่งรถผ่านถนนเรียบชายทะเลเมืองเจนไนก็ต้องตะลึงกับหาดทรายที่กว้างใหญ่และยาวสุดลูกหูลูกตา ผู้คนที่พากันออกมาเดินเล่นชายหาดในยามเย็น นี่คงเป็นฉากประจำสำหรับหนังอินเดียที่มีการร้องเพลงและวิ่งไปมาสุดชายหาดไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

เมืองเจนไนเป็นเมืองที่มีรสนิยมทีเดียวเพราะมีรูปปั้นในที่สาธารณะเยอะมาก บนถนนทุกสายและแทบจะทุกมุมถนนจะมีรูปปั้นตั้งอยู่ ทำให้เมืองดูมีเสน่ห์ขึ้นมากทีเดียว

ผมเข้าพักที่โรงแรม Taj Coromandel  กลางเมือง จากห้องของโรงแรม เห็นภาพเมืองที่มีขนาดกำลังพอดี ตึกรามบ้านช่องไม่สูงและไม่มากจนเกะกะตา

คนเมืองเจนไน Chennaiite มีผิวดำสนิทแต่อัธยาศัยนั้นน่ารัก ยิ้มทีไรก็นึกถึงยาสีฟันดาร์กี้เห็นฟันขาว ชาวเมืองส่วนใหญ่เป็นคน Tamillians นับถือฮินดูและพูดภาษาทมิฬหรือที่เรียกว่า Tamil ผมได้รับการบอกเล่าว่าส่วนใหญ่จะไม่นิยมพูดฮินดี ผมจึงได้คำพูดภาษาทมิฬมาเพียง 2 ประโยคคือ นันดริ  Nandri ที่แปลว่าขอบคุณและวันนากรรม  Vanakkam ที่แปลว่ายินดี

ในเมืองผู้คนคึกคักมาก ออกมาเดินกันขวักไขว่ ผมเห็นห้างสรรพสินค้าที่ทันสมัยหลายแห่ง รถยนต์ค่อนข้างหนาแน่นและยังขับกันแบบฟรีสไตล์เช่นเดียวกับทุกเมืองในอินเดีย ผมเห็นถนนหลักเรียกว่าถนนไอที ที่กำลังมีการก่อสร้างตึกและอาคารที่ทันสมัยตลอดสองข้างทาง ได้ทราบว่าเพียงไม่กี่ปี จากทุ่งนาได้กลายมาเป็นเมืองที่ทันสมัยทำให้ที่ดินมีราคาแพงอย่างรวดเร็ว นั่งรถไปตามถนนในเมืองนี้จะเห็นสวนและต้นมะพร้าวมากมายและดูจะเป็นผลไม้ยอดนิยมโดยเป็นมะพร้าวลูกสีส้มเป็นมะพร้าวน้ำ ราคาถูกมาก เพียงลูกละไม่กี่รูปี พ่อค้าขายน้ำชาร้อนหรือกาลัมไจมีให้เห็นอยู่ทั่วไป นอกจากนั้นยังเห็นสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง รวมทั้งวัดฮินดูขนาดเล็กที่สวยงามมาก ผมรู้สึกว่าคนที่เจนไนเป็นคนที่รักศิลปะหรือไม่ก็ต้องมีฝีมือในด้านศิลปะมากทีเดียวเพราะตามวัดฮินดูที่เห็นข้างถนนนั้นมีรูปปั้นเทพหรือบุคคลที่นับถือที่สวยงามและมีสีสันน่าดูมากซึ่งจะเป็นสไตล์ที่ต่างจากที่เคยเห็นในรัฐทางเหนือ

การแต่งตัวของคนที่นี่ดูเรียบๆ ผู้ชายนั้นไม่มีอะไรเด่นแต่งกายกันในโทนสีขาวเป็นหลัก สำหรับผู้หญิงยังนิยมใช้ส่าหรีแต่ดูสีของผ้าแล้วไม่สดหรือมีสีสันเช่นทางเหนือ

 

เจนไนมีอะไรดีหรือ? เท่าที่ผมไปสัมผัสมาในเวลาสั้นๆ

เป็นเมืองที่มีกลิ่นไอของอารยธรรมสมัยอาณานิคม จากย่านราชการเมืองเก่าและลักษณะของอาคารต่างๆ

เป็นเมืองที่มีความลงตัวของผังเมือง และความสะอาดและติดชายทะเล

เป็นเมืองที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วไม่แพ้เมืองใหญๆ ในอินเดีย

เป็นเมืองที่ผู้คนพร้อมรับความเจริญจากโลกทุนนิยม

ผู้คนอัธยาศัยดีและพูดกันรู้เรื่อง ฯลฯ

 

ก่อนเดินทางกลับจากเจนไน ได้ประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงคือการเดินทางในเย็นของวันที่ 16 กค. 2552 จากปอนดิเชอรีเข้าเจนไน  รถที่ใช้เกิดเสียระหว่างทางห่างจากเจนไนประมาณ 50 กิโลเมตร เนื่องจากเป็นเวลาเย็นแล้ว ท้องฟ้าเริ่มจะมืด ระหว่างที่รอให้คนขับซ่อมด้วยตัวเองโดยการมุดใต้ท้องรถ ผมลงรถออกมายืนข้างถนนขนาดสองเลนท่ามกลางความมืดสลัวๆ เพราะไม่มีไฟฟ้าริมทาง จะมีเพียงแสงไฟจากรถทิ่วิ่งผ่านไปมาอย่างรวดเร็ว กับแสงสีทองที่กำลังจะลับขอบฟ้า ลมพัดแรงชื่นใจดี มองเห็นทุ่งกว้างเบื้องหน้าซึ่งเป็นนาเกลือ ฟ้ายามนี้สลัวแต่ช่างงดงามและมีเสน่ห์อย่างแปลกประหลาด  มองไปทางตะวันตก มีเพียงพุ่มไม้ขวางหน้า

ธรรมชาติแห่งท้องฟ้าหนอ ผมคิดในใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ที่ปกคลุมและห่อหุ้มโลกของเรานี้ ท้องฟ้าสีครามก็น่าดูไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะฟ้าเมืองไทยหรือฟ้าเหนือเมืองเจนไนแห่งนี้ นี่ถ้าคนขับรถเกิดซ่อมรถไม่ได้ คงต้องนอนค้างคืนดูดาวบนฟ้าข้างถนนเป็นแน่  โชคดี หลังจากเสียเวลาไปกว่าครึ่งชั่วโมง ก็สามารถเดินทางต่อไปได้ทิ้งความตื่นเต้นเอาไว้ ณ ตรงนั้น จะเก็บไว้ก็แต่ภาพท้องฟ้ายามสลัวๆ ที่ป้ายด้วยขอบฟ้าสีทอง

 

………………………………