ตอนที่ ๑ ตอนที่ ๒ ตอนที่ ๓ ตอนที่ ๔ ตอนที่ ๕
ตอนที่ ๖ ตอนที่ ๗ ตอนที่ ๘ ตอนที่ ๙
ศ. นพ. สุทัศน์ ฟู่เจริญ ก็เช่นกัน มาร่วมประชุม AAR ไม่ได้ จึงส่งข้อสรุปดังนี้
รายงานการเข้าร่วมประชุม 2009 World Conference on Higher Education (WCHE):
The New Dynamics of Higher Education and Research for Societal Change and Development
สถานที่จัดประชุม: UNESCO, Paris, 5-8 July 2009
รายงานโดย:ศาสตราจารย์ น.พ. สุทัศน์ ฟู่เจริญ
สถาบันวิจัยชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล
มหาวิทยาลัยมหิดล
BAR : ไม่ได้คาดหวังอะไรไว้ก่อน เพราะกรอบความคิดเดิมคิดว่า “higher education” (HE) เป็นเรื่องของ “educators” เท่านั้น คงไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับตัวเองที่เป็นนักวิจัย/นักวิชาการในมหาวิทยาลัย คิดว่าจะเป็น การไป “เรียนรู้” เกี่ยวกับ “higher education” ในระดับสากล
ได้เรียนท่านอาจารย์สุเมธแล้วว่าจุดประสงค์ที่กระผมยินดีที่จะไปร่วมประชุมที่กรุงปารีส ครั้งนี้คือการไปเจรจาความร่วมมือทางวิชาการกับกลุ่มวิจัยของ Professor Philippe Leboulch ที่ Institute of Emerging Diseases and Innovative Therapies (iMETI) ซึ่งสังกัดอยู่กับ Commissariat A' L' Energie Atomique (CEA) ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 ภายหลังจากสิ้นสุดการประชุม WCHE
AAR : หลังจากเข้าร่วมประชุมกับผู้แทนจากประเทศไทย ซึ่งประกอบไปด้วยนักวิชาการหลายท่าน อาทิเช่น อ.สุเมธ แย้มนุ่น อ.ฉันทวิทย์ สุชาตานนท์ อ.วิจารย์ พานิช อ.กฤษณพงศ์ กีรติกร อ.วันชัย ดีเอกนามกุล อ.กอปร กฤตยากีรณ อ. ศุภชัย ยาวะประภาษ และ อ.พรทิพย์ กาญจนนิยต ที่ UNESCO ระหว่างวันที่ 5-8 กรกฎาคม 2552 กระผมมีความคิดเห็นเกี่ยวกับ HE, บทบาทของประเทศไทย และ HE โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับ internationalization, regionalization และ globalization ดังต่อไปนี้
1. ความเข้าใจเดิมของกระผมเกี่ยวกับคำว่า “higher education” ว่าเป็นเรื่อง “อุดมศึกษา” ที่เกี่ยวข้องกับนักการศึกษา (educators) ล้วนๆนั้น น่าจะผิดเพราะจากการเข้าร่วมประชุมใน 2009 WCHE ที่กรุงปารีสครั้งนี้ได้ช่วยให้กระผมเข้าใจมากขึ้นว่า higher education (HE) นั้น มีขอบข่ายกว้างขวาง ครอบคลุมหลายมิติของทั้งด้านการศึกษาและสังคม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งรวมความเอาการศึกษาในระดับอุดมศึกษาทั้งหมดเข้ากับสังคมและประชาชน เป็น life long learning ของประชากร การมีส่วนร่วมของสังคม องค์กรทางด้านการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน นักศึกษา ตลอดจนองค์กรในภาคเอกชน (โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ ICT อาทิ Microsoft, Intel) และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและให้ทุน อาทิ DAAD ของประเทศเยอรมนี และองค์กรทางด้านเศรษฐกิจและสังคมอาทิ World Bank
2. ได้เรียนรู้และเห็นชัดเจนถึงบทบาทของนักวิชาการในหลายภาคส่วนดังกล่าวข้างต้น ตลอดจนตัวแทนจากองค์กรอื่น รวมทั้งนักศึกษาที่มาร่วมประชุมใน 2009 WCHE
3. สิ่งที่ประทับใจมากเกี่ยวกับการประชุมครั้งนี้คือ ทาง UNESCO ได้มีการเตรียมการเป็นอย่างดี โดยการกระตุ้นให้ประเทศในภาคีสมาชิกแต่ละภูมิภาคจัดประชุมและนำข้อเสนอแนะจากกลุ่มประเทศตัวแทนแต่ละกลุ่มมานำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ ทั้งในรูปเอกสารและด้วยการกล่าวรายงานสรุปผลการประชุม
4. เจ้าหน้าที่ผู้ที่คอยทำบันทึกและสรุปผลการประชุมในแต่ละกลุ่มการประชุม ทั้งภายในห้องประชุมใหญ่และห้องประชุมย่อย มีความเป็น “มืออาชีพ” จับประเด็นสาระที่ผู้เข้าร่วมประชุมนำเสนอ อภิปรายได้ดีมาก และที่สำคัญมีความสามารถทางด้านภาษาสูงมาก มีการใช้ถ้อยคำที่สละสลวยได้ใจความและได้มีการร่าง Communique ซึ่งคล้ายกับการสรุปผลการประชุมและข้อเสนอแนะต่างๆ ไว้ล่วงหน้า (บนพื้นฐานของข้อมูลที่ได้มาจากการประชุมของแต่ละภูมิภาค) ให้เป็น “ตุ๊กตา” เพื่อที่จะให้ผู้เข้าร่วมประชุมให้ความคิดเห็นเพิ่มในระหว่างการประชุม
จุดเรื่อง Communique นี้ กระผมเห็นว่ามีความสำคัญมาก กระผมสังเกตุเห็นตัวแทนจากหลายประเทศ โดยเฉพาะจากทวีปอัฟริกาได้มีส่วนร่วมในคณะทำงานที่จะร่าง Communique ซึ่งผู้ร่วมร่างฯ สามารถจะใส่ความคิดเห็นของตัวเองลงไปใน Communique ได้ เพื่อไว้เป็นข้ออ้างอิงในการนำเอาผลการประชุมและข้อเสนอแนะต่างๆ ของ UNESCO ไปใช้ต่อรอง เรียกร้อง ฯลฯ จากรัฐบาลของตนเองและองค์กรอื่นทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากล
5. ภาษาราชการที่ใช้ในการประชุมครั้งนี้มี 3 ภาษาหลักคือ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และภาษาสเปน ดังนั้นผู้เข้าร่วมประชุมที่มีความรู้หลายภาษาจะค่อนข้างได้เปรียบ ติดตามเนื้อหาการประชุมได้ดี เพราะแม้จะมีการแปลภาษาให้ทั้ง 3 ภาษา ขณะมีการบรรยายหรืออภิปรายนั้น ก็ไม่ได้เนื้อหาครบถ้วนเหมือนกับได้ฟังจากต้นฉบับ
6. ในส่วนของการประชุมย่อยเกี่ยวกับ internationalization, regionalization and globalization นั้นได้จัดแยกประชุมที่ Bovine แบ่งเป็นหัวข้อย่อยอีกหลายหัวข้อ อาทิ
- Internationalization and globalization of higher education
- Development of regional higher education and research areas
- Emerging tools and approaches to assuring quality internationally
- Cross-border higher education, student and institutional mobility
- Private higher education: responding to global demand
- Partnerships for institutional capacity building
สาระสำคัญที่กระผมสามารถรวบรวมมาได้จากการประชุมกลุ่มย่อยดังกล่าวมีดังนี้
6.1 ช่องว่างทางด้าน HE ระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิ ยุโรป อเมริกา กับประเทศที่ด้อยพัฒนาโดยเฉพาะในทวีปอัฟริกากว้างมาก ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศในเอเชีย ได้มีส่วนร่วมโดยมีตัวแทนทั้งระดับรัฐมนตรีและหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจากประเทศจีน อินเดีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และแม้แต่ประเทศเล็กอย่างมัลดีฟ ร่วมเสนอข้อคิดเห็นต่างๆ ในการประชุมครั้งนี้ น่าเสียดายที่ไม่มีตัวแทนจากประเทศไทยได้มีส่วนร่วมแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับ HE ของประเทศไทย
6.2 หลายประเทศด้อยพัฒนา โดยเฉพาะจากทวีปอัฟริกาต้องการความช่วยเหลือทางด้าน HE มาก ตรงนี้เป็นประเด็นที่ได้นำไปสู่คำถามในการอภิปรายกลุ่มย่อยของคณะผู้แทนจากประเทศไทยที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ในบ่ายวันที่ 6 กรกฎาคม 2552 ว่าประเทศไทยจะได้อะไรจากการประชุมครั้งนี้ และวิสัยทัศน์ (vision) ของรัฐบาลไทยในการจะนำเอา HE มาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายต่างประเทศ (foreign policy) ด้วยหรือไม่
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศจีนได้เสนอตัวที่จะให้การสนับสนุนทางด้าน HE แก่ประเทศในทวีปอัฟริกานั้น มีนัยยะตามมามากทั้งด้านภาษา การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของประชากร การเข้าไปเป็นที่ปรึกษาชี้นำนโยบายต่างๆ (ผ่านทางนักการศึกษา และนักศึกษาที่จบจากประเทศจีน) การขุดหาทรัพยากรธรรมชาติ การค้า และการระบายสินค้าจากประเทศจีนสู่ทวีปอัฟริกา ฯลฯ
แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ แต่เรามีนักวิชาการชั้นนำหลายด้าน อาทิ การเกษตร การแพทย์ วิศวกรรม ที่สามารถจะเข้าไปให้การช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งประเทศในทวีปอัฟริกาได้ ปัญหาอยู่ที่นโยบายของรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนภายในประเทศจะเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร งบประมาณสนับสนุน และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลจะเป็นแบบไหน และประเทศไทยจะมีอะไรตามมา (after match) ภายหลังจากการนำนโยบายทางด้าน HE เข้ามาเป็น foreign policy ของประเทศ ฯลฯ
6.3 ตัวอย่างของความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหลายประเทศในยุโรป และประเทศในทวีปอัฟริกาที่มีการนำเสนอในที่ประชุมนั้น เป็นการนำเสนอโดยผู้เชี่ยวชาญ (specialist) ในสาขานั้นๆ และเห็นได้ชัดว่า ความร่วมมือบางอย่างเป็นการเสนอขึ้นมาจากประเทศในทวีปอัฟริกาโดยเฉพาะทางด้านการแพทย์ อาทิ ปัญหาโรคตาบอด ที่ทางรัฐบาลเยอรมันให้ความช่วยเหลือหลายประเทศในทวีปอัฟริกาผ่านทาง DAAD ทั้งการฝึกอบรมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่อื่นๆ มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสนับสนุนเครื่องมือที่จำเป็น จนขณะนี้หลายประเทศ อาทิ ไนจีเรีย และเคนย่า มีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคตา สามารถให้การช่วยเหลืออีกหลายประเทศเพื่อนบ้าน ในรูปแบบ north-south-south collaboration
ขณะเดียวกันก็มีรูปแบบของความร่วมมือทางด้าน HE ที่เกี่ยวกับการวิจัยที่เป็นแบบ top down และบางโครงการน่าจะเป็น Safari research กล่าวคือ โจทย์วิจัย (รวมทั้งเงินทุนต่างๆ) ทำสำเร็จรูปมาแล้วจาก developed country เพียงแต่อยากมาทดสอบ model หรือจะได้คำตอบของโจทย์วิจัยต้องมาทำที่ developing country ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการทำงานวิจัยร่วมกันนั้นไม่ได้เป็นแบบ equal partnership และน่าจะคาดหวังไว้ล่วงหน้าได้ว่าเมื่อจบโครงการแล้ว นักวิชาการท้องถิ่น (local researcher) คงจะไม่สามารถดำเนินการวิจัยต่อได้ เพราะขาดปัจจัยพื้นฐาน ขาดบุคลากร และเงินทุนที่จะทำการวิจัยดังกล่าวต่อไปได้
ตรงนี้เป็นประเด็นที่กระผมใคร่จะขอย้ำไว้ในที่นี้ว่า สำหรับ long term collaboration/ partnership การทำงานทางด้าน HE โดยเฉพาะเกี่ยวกับการวิจัยนั้น ควรจะให้ทั้งสองฝ่ายได้มีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น ในการศึกษาและสร้างโจทย์วิจัย ฯลฯ ในลักษณะ learning by doing แบบ equal partnership ไปด้วยกัน จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืน
6.4 เรื่องของ ICT และ distant learning ทั้งหลาย เป็นเรื่องที่จะช่วยลดช่องว่างทางการศึกษาในระดับ HE แต่ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่าง developed และ developing countries โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับภาคเอกชนที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี
ข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทยเกี่ยวกับ Higher Education
ก. หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับ HE โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยต่างๆ กระทรวงศึกษาธิการ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนนิสิต นักศึกษา ควรศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับมิติต่างๆ ของคำว่า Higher Education และการเข้ามามีส่วนร่วมในการใช้ HE เป็นตัวขับเคลื่อนการศึกษา สังคมและเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
ข. ควรเสนอให้มีการตั้งหน่วยงานที่จะทำงานทางด้าน HE โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วนภายในประเทศ และการเข้าไปมีส่วนร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ UNESCO ในการกำหนดนโยบายและ position ของประเทศไทยในเวทีภูมิภาคและในระดับสากลต่อไป
ค. ทำการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ HE ให้กับทุกภาคส่วนของสังคม (stake holders) เพื่อจะได้เกิดความเข้าใจและการร่วมมือที่ถูกต้องเหมาะสม อันจะช่วยขับเคลื่อน ระบบการศึกษา การวิจัยของประเทศให้เข้าสู่มาตรฐานสากลต่อไป
ในส่วนของการไปเยี่ยม Professor Philippe Leboulch ที่ iMETI ร่วมกับ นพ.สุรเดช หงส์อิง จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี (ที่ตามไปสมทบทีหลัง) เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 นั้น ประสพความสำเร็จด้วยดี ดังนี้
1. จะมีการทำข้อตกลง MOU ระหว่าง iMETI กับมหาวิทยาลัยมหิดล ในการทำวิจัยเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมียด้วยกัน
2. จะมีการทำข้อตกลง (MOU) เกี่ยวกับความร่วมมือในการศึกษาผลของการทำ gene therapy (ยีนบำบัด) ในผู้ป่วยธาลัสซีเมีย ระหว่าง iMETI และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อจะศึกษา phase II clinical trial gene therapy ในผู้ป่วยธาลัสซีเมียต่อไป
3. จะมีการจัดประชุมวิชาการร่วมกันระหว่างนักวิจัยจาก iMETI และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลในเดือนพฤศจิกายนศกนี้ โดยครึ่งวันเช้าจะเป็นการนำเสนอผลงานวิจัย และโอกาสของความร่วมมือเกี่ยวกับโรคอุบัติการณ์ใหม่ (emerging diseases) ส่วนภาคบ่ายจะเป็นการนำเสนอผลงานวิจัยเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย และการรักษาแบบใหม่ อาทิ การปลูกถ่ายไขกระดูก การเปลี่ยนยีน (ยีนบำบัด)