วาระในการเขียนบันทึกนี้เป็นวาระสืบเนื่องจากการไปเที่ยวกาญจนบุรีและตัวผู้เขียนเองได้รับการเปรียบเทียบให้เป็นดอกชบาแดง ซึ่งผู้เขียนเองโดยส่วนตัวไม่ได้ชื่นชอบดอกชบามาก่อน มีความรู้สึกเหมือนดอกไม้ทั่วไป แต่พอได้ฟังเหตุผลของพี่แอ้ว่าทำไมเราถึงเปรียบเหมือนดอกชบาแดง ก็รู้สึกอยากรู้ขึ้นมาว่าความหมายของดอกไม้ชนิดนี้คืออะไร ที่ไปที่มาเป็นอย่างไร จึงได้ลองสืบค้นหาข้อมูลผ่านทาง Google ดูและได้รับทราบข้อมูลที่ประโยชน์ จึงอยากจะเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ให้ชาว gotoknow ได้ทราบ

     ชบาก็เป็นดอกไม้ที่มีฐานะคล้าย กับลั่นทมในประเทศไทย เพราะถือกันมาแต่โบราณกาลว่า เป็นดอกไม้อัปมงคล ทั้งที่มีดอกงดงาม และได้รับการชื่นชมยกย่องจากชนชาติต่างๆ มากมาย เช่น ชาวมาเลเซีย ถือว่าเป็น ดอกไม้ประจำชาติ เป็นต้น เหตุผลที่ คนไทยมีอคติต่อดอกชบา มีสาเหตุต่างจากลั่นทม เพราะไม่ได้เกิดจากชื่อที่มีความหมายไปใกล้กับสิ่งไม่ดี แต่ เกิดจากวัฒนธรรม ประเพณีแต่ครั้งโบราณ ที่คนไทยรับมาจากอินเดีย ทำ ให้ดอกชบาถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ ของความชั่วร้ายอย่างเป็นทางการมาเนิ่นนาน เพิ่งจะเลิกไปเมื่อราวร้อยปีมานี่เอง ความรู้สึกของคนไทยจึงยังฝังอยู่กับอดีตจนถึงปัจจุบัน

ชบา : พืชที่มาพร้อมฐานะพิเศษ
ชบาเป็นพืชยืนต้นประเภทไม้พุ่มเนื้ออ่อนขนาดย่อม สูงประมาณ ๒.๕ เมตร มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hi-bicus rosa-sinensis Linn. อยู่ในวงศ์ Malvaceae เช่นเดียวกับฝ้ายและพุดตาน ชื่อชนิดของชบาบอกถึง ลักษณะดอกว่าคล้ายกุหลาบ (rosa) และเกี่ยวกับเมืองจีน (sinensis)

ชบามีใบค่อนข้างมนรี ปลายแหลม ขอบใบเป็นจักเล็กน้อย ใบยาว ประมาณ ๗-๑๐ เซนติเมตร สีเขียวเข้ม เมื่อขยี้ใบจะเป็นเมือกเหนียว

ดอกชบามีทั้งกลีบชั้นเดียวและ ซ้อนหลายชั้น หากเป็นดอกชั้นเดียวปกติมีกลีบดอก ๕ กลีบ มีก้านเกสร ขนาดใหญ่ตรงกลางดอกหนึ่งก้าน กลีบดอกชบามีขนาดใหญ่ และมีหลาย สี เช่น ขาว เหลือง ชมพู แดง แสด ม่วง ฯลฯ

ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของชบาเชื่อกันว่าอยู่ในประเทศจีน อินเดีย และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก เช่น หมู่เกาะฮาวาย

ชบาคงเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นอย่างน้อยเพราะพบเอ่ยชื่อในหนังสือไตรภูมิพระร่วง ไทยคงจะรับต้นชบามาจากอินเดีย เพราะชื่อชบาเชื่อว่ามาจากภาษาสันสกฤต ว่า ชปา เมื่อไทยรับชบามาจากอินเดียจึงรับเอาความเชื่อเกี่ยวกับดอกชบามาจากชาวอินเดีย (ที่นับถือศาสนาพราหมณ์) ด้วย ในอินเดียตอนใต้ใช้ดอกชบาบูชาเจ้าแม่ กาลี และใช้ร้อยเป็นพวงมาลัยสวมคอนักโทษประหาร

คนไทยคงรับเอาคติการใช้ดอก ชบาในทางร้ายมาจากชาวอินเดีย แต่ นำมาปรับใช้ให้เข้ากับกฎหมายไทย ดังปรากฏในกฎหมายตราสามดวง สมัยรัชกาลสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ที่ทรงโปรดให้รวบรวมชำระ ขึ้นจากกฎหมาย สมัยกรุงศรีอยุธยามี ปรากฏการใช้ดอกชบาใน พระไอยการ ลักษณะผัวเมีย ใช้ดอกชบาในการประจาน "ผู้หญิงอันร้าย" หรือ"ผู้หญิงแพศยา" ตัวอย่างเช่น มาตรา ๖..."ส่วนหญิงอันร้ายให้เอาเฉลวประหน้า ทัดดอกชบาแดงทั้ง ๒ หู ร้อยดอกชบาแดงเป็นมาลัยใส่ศีรษะใส่คอ แล้ว ให้เอาหญิงนั้นเข้าเทียมแอกข้างหนึ่งชายชู้เทียมแอกข้างหนึ่ง ประจานด้วย ไถนา ๓ วัน..."หรือ มาตรา ๗ "หญิงใดทำชู้นอกใจผัว มันเอาชายชู้นั้นมาร่วมประเวณีในวันเดียวสองคนขึ้นไป ท่านว่าเป็นหญิงแพศยา...ให้เอาปูนเขียนหน้าหญิงร้ายนั้นเป็นตารางร้อยดอกชบาเป็นมาลัยใส่ศีรษะ ใส่คอ แล้วเอาขึ้นขาหย่างประจาน..."  น่าสังเกตว่า ดอกชบาที่ใช้ในมาตรา ๖ นั้น ระบุชัดเจนว่า เป็นดอกชบาแดงส่วนในมาตรา ๗ ไม่บอกสี (อาจจะใช้สีอื่นได้) และไม่ต้องทัด ๒ หู แต่ต้องขึ้นขาหย่างประจานแทนการเทียม แอกไถนา
ดอกชบาใช้ในการลงโทษผู้หญิง ประเภท "ร้าย" หรือ "แพศยา" จึง  ทำให้คนไทยไม่นิยมดอกชบา ในวรรณคดีสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ตอนต้น แทบจะไม่กล่าวถึงดอกชบาเลย ยกเว้นบทละครเรื่อง พระศรีเมือง และสังข์ทอง ฐานะของดอกชบาในบทละครทั้ง ๒ เรื่องก็ไม่ได้รับการชื่นชมอะไร ตรงข้ามกลับเป็นดอกไม้ ของคนป่าบ้าใบ้ (เงาะป่า) ในเรื่องสังข์ทอง เพราะใช้ล่อเจ้าเงาะเข้าวังให้นางรจนาเลือกคู่เท่านั้น

ที่มา http://www.doctor.or.th/node/2339