มติชนรายวัน 2 กรกฎาคม 2552 ตีพิมพ์เรื่อง "เมื่อดญ.ยิ้มมากต้องยิ้มยาก เด็กต่างด้าวในมุมอับของสังคม" เขียนโดย ท่านอาจารย์ภาสกร จำลองราช ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง [ มติชน ]
ถ้าท่านได้รับประโยชน์จากบทความเรื่องนี้ ขอความกรุณาแวะไปอ่านข่าว สาระบันเทิง หรือชมโฆษณาที่เว็บไซต์ "มติชน" เพื่อส่งเสริมสื่อมวลชนที่นำเสนอเรื่องราวดีๆ สู่สังคมไทยต่อไปครับ (แนะนำให้ชมภาพประกอบที่ "มติชน") [ มติชน ]
...
[ ข้อความคัดลอก ] > [ มติชน ]
...
ความไม่เข้าใจหรือความหยาบในเรื่องชาติพันธุ์ได้ส่งผลต่อการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวของทางการไทย
เพราะทำให้ขบวนการพิสูจน์สัญชาติแรงงานที่ทางการไทยพยายามผลักดันต้องประสบความล้มเหลว เนื่องรัฐบาลทหารพม่าไม่เล่นด้วย เพราะจากหวาดระแวงคนกลุ่มชาติพันธุ์
...
การจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติครั้งแรกเมื่อปี
2547
ได้บันทึกเอาคนในครอบครัวหรือที่เรียกว่าผู้ติดตามของแรงงานไว้ด้วย
โดยมียอดรวมประมาณ 1.2 ล้านคน
ซึ่งในจำนวนนี้ประมาณการกันว่าเป็นผู้ติดตามราว 4 แสนคน
โดยคนเหล่านี้สามารถพักพิงอยู่ในประเทศไทยได้
เมื่อ 3 ปีก่อนพ่อแม่ได้ไปรับยิ้มมากมาอยู่ด้วย เพราะยายแก่มากแล้ว
ที่สำคัญยิ้มมากมีอาการป่วยออดๆ แอดๆ
จึงอยากให้มาอยู่ใกล้ครอบครัว
...
ตอนนี้ยิ้มมากเรียนอยู่ชั้น ป.3
ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองมหาชัย
ในปีนี้รัฐบาลไทยได้เปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวจดทะเบียนใหม่อีกครั้ง
หลังจากที่ยอดการต่อทะเบียนหลังจากปี 2547 ค่อยๆ
ลดลงทุกปีจนเหลือเพียงราว 4 แสนคนในปีนี้
ซึ่งเท่ากับว่าแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในระบบทะเบียนของราชการไทย
...
เมื่อไม่กี่วันก่อนมีข่าวเด็กชายอายุ
3 ขวบ
ซึ่งเป็นลูกของแรงงานข้ามชาติถูกตำรวจสมุทรปราการจับและกักตัวไว้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
ย่านสวนพลู กรุงเทพฯ
โดยเตรียมผลักดันเด็กชายออกนอกประเทศ
ทั้งที่แม่ของหนูน้อยมีใบอนุญาตทำงานอย่างถูกต้อง อาจเพราะการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวครั้งนี้ไม่ได้มีการขึ้นทะเบียนผู้ติดตามด้วย ทำให้เด็กและคนในครอบครัวของแรงงานกลายเป็นคนเถื่อนและพร้อมที่จะถูกจับได้ทุกเมื่อ
...
ตำรวจไทยทำงานมีประสิทธิภาพเสมอสำหรับคนเล็กคนน้อยและคนอ่อนแอในสังคม
ดูท่า ด.ญ.ยิ้มมาก นอกจากไม่ค่อยได้ยิ้มแล้ว อนาคตอาจต้องร้องไห้ด้วยซ้ำ
...
เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังไม่ขาดสาย
ชุมชนที่ยิ้มมากอาศัยอยู่ก็เหมือนกับชุมชนแรงงานข้ามชาติทั่วไปในมหาชัยซึ่งแออัดไปด้วยผู้คนและอบอวลไปด้วยกลิ่นจากโรงงานแปรรูปอาหารทะเล
สาวน้อยขลุกตัวอยู่ในห้องพักแคบๆ
ที่นี่แทบไม่มีอะไรเป็นการส่วนตัวเพราะต้องอยู่กันอย่างยัดเยียด
แต่เธอก็มีความสุขกับการอยู่ในห้องมากกว่าการออกไปวิ่งเล่นข้างนอก
แม้จะเป็นช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็ตาม
...
"หมอบอกว่ายังไม่ต้องถึงกับผ่าตัด
แต่ให้กินยาไปก่อน" โรคลิ้นหัวใจรั่ว
ทำให้ยิ้มมากไม่สามารถเล่นสนุกสนานได้เหมือนกับเด็กวัยเดียวกัน
ขณะนี้เครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน หรือแอลพีเอ็น และผู้มีน้ำใจหลายคนพยายามหาหนทางรักษาโรคให้ยิ้มมาก แต่อุปสรรคสำคัญคือเธอได้ชื่อว่าเป็นเด็กต่างด้าวซึ่งมักถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงระบบรักษาพยาบาล
...
นับตั้งแต่มีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวเมื่อปี
2547
จากการตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุขพบว่ามีเด็กต่างด้าวอยู่ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า
5 หมื่นคน
แต่เชื่อว่าตัวเลขนี้ยังน้อยกว่าความเป็นจริงอยู่มาก เพราะมีแรงงานต่างด้าวจำนวนมากที่ไม่ได้คลอดตามสถานพยาบาล
...
"พออาการกำเริบหนูหายใจไม่ค่อยออก
มันแน่นหน้าอก" ยิ้มมากเล่าถึงอาการของโรคประจำตัว
แต่เธอยังโชคดีกว่าเด็กๆ
ต่างด้าวอีกจำนวนมากที่ต้องซุกตัวอยู่ในมุมมืด
เพราะนโยบายอันสับสนของรัฐไทย
ที่ผ่านมาทุกรัฐบาลไม่เคยมีการหยิบยกเรื่องราวของเด็กๆ
เหล่านี้มาหารืออย่างจริงจังเลย
พวกเขาพูดถึงแต่ผลประโยชน์ที่ได้จากแรงงานข้ามชาติควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ
...
แต่พอถามถึงสวัสดิการของคนงานและครอบครัวของคนงาน
ผู้บริหารประเทศทุกยุคกลับนิ่งอึ้งเหมือนกันหมด
แต่อีกด้านหนึ่งก็ไปตะโกนบอกนานาชาติว่าเราเคารพในสิทธิมนุษชนและยอมรับกติกาสากล
"หนูอยู่ที่นี่ก็ยังดีกว่าอยู่ที่บ้านเก่า"
ยิ้มมากรู้สึกเช่นนี้เพราะได้เรียนหนังสือ
ซึ่งเธอตั้งใจไว้ว่าจะเรียนให้สูงสุด
แต่เธอไม่รู้ว่าอุปสรรคที่ต้องฝ่าฟันนั้นใหญ่หลวงเพียงใด
...
เพราะในประเทศนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้
เราไม่เคยคิดว่า
จะมีผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ไหนใจร้ายส่งเด็ก 3
ขวบออกนอกประเทศตามลำพัง แต่ก็มีแล้ว
เมื่อไม่นานมานี้ เด็กๆ
ต่างด้าวในหลายโรงงานของมหาชัยต้องไปหลบซ่อนอยู่ในป่าจากนอกเมืองหลายวันเพราะข่าวว่าจะมีการตรวจการใช้แรงงานเด็ก
ซึ่งตลกร้ายเช่นนี้เป็นตัวสะท้อนการแก้ปัญหาระดับนโยบายของภาครัฐได้ดี
...
ยิ่งสังคมนี้ไม่เข้าใจและไม่ใส่ใจเพื่อนบ้าน
แถมยังหวาดระแวงความแตกต่างของชาติพันธุ์มากกว่าให้ความสำคัญในคุณค่าความเป็นมนุษย์
ก็ยิ่งทำให้สังคมแห่งนี้วนเข้าสู่วิกฤตขึ้นเรื่อยๆ
วันนี้ธารน้ำใจหลายสายอาจมุ่งไปสู่ ด.ญ.ยิ้มมาก แต่ยังมี
ด.ญ.ยิ้มมากอีกนับหมื่นๆ คนในประเทศนี้
ใครจะเป็นคนแก้โจทย์นี้ได้บ้าง???
หน้า
8
[ ข้อความคัดลอก ]
ชื่อของเธอคือ "ยิ้มมาก"
ซึ่งฟังครั้งแรกทำให้ใครต่อใครรู้สึกยิ้มไปด้วยและชวนนึกถึงคนอารมณ์ดีและมีความสุข
แต่สิ่งที่เผชิญในชีวิตจริงของเธอกลับยิ้มไม่ออกเอาเสียเลย
ยิ้มมาก เป็นเด็กหญิงชาวมอญร่างบอบบาง เธอป่วยด้วยโรคลิ้นหัวใจไม่ปกติ
ทำให้โรคอื่นๆ พลอยรุมเร้าไปด้วย
...
จริงๆ
แล้วคำว่ายิ้มมากเป็นภาษามอญซึ่งมีความหมายในทำนองของแสงสว่าง
แต่เมื่อพ้องเสียงกับภาษาไทย ทำให้ความหมายเปลี่ยน
ครอบครัวของยิ้มมากมีถิ่นฐานอยู่ในหมู่บ้านซางกรอม ใกล้เมืองมะละแหม่ง
รัฐมอญ ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ยึดครองของรัฐบาลพม่า
ทำให้ทุกวันนี้เธอต้องถูกเรียกว่า "เด็กพม่า"
ไปด้วย
...
พ่อแม่และญาติพี่น้องเข้ามาขายแรงงานอยู่ในมหาชัยตั้งแต่เธอยังเล็ก
ปล่อยให้สาวน้อยอยู่กับยายโดยลำพัง
ความโหดร้ายของทหารพม่าทำให้คนในหมู่บ้านซางกรอมต่างพากันขนย้ายกันมาอยู่ที่เมืองมหาชัย
เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้น
...
แม้ต้องทำงานหนักและอยู่กับกลิ่นเหม็นในโรงงานแปรรูปอาหารทะเลทั้งวัน
แถมยังต้องนอนกันอย่างแออัดยัดเยียดอยู่ในห้องแคบๆ โทรมๆ
แต่ชีวิตของพวกเขาไม่มีทางเลือกนัก
นับตั้งแต่ปี 2547
ทางการไทยมีนโยบายจัดระบบแรงงานต่างด้าวให้มีทะเบียนอย่างถูกต้อง
หรือที่อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ
การขุดจากใต้ดินขึ้นมาไว้บนดินให้หมดเพื่อสะดวกต่อการจัดการ
แต่ท้ายสุดกลไกราชการก็ไปไม่ถึงไหน
...
พ่อแม่ของยิ้มมากก็เป็นส่วนหนึ่งของการเข้าสู่ระบบ
ในนามของแรงงานพม่า
ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ็บปวดใจไม่น้อยสำหรับคนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ
ทั้งกะเหรี่ยง ไทยใหญ่ คะฉิ่น อาระกัน มอญ ฯลฯ ซึ่งถูกรัฐสมัยใหม่เหมารวมให้เป็นพม่าทั้งหมด ทั้งๆ ที่มีวัฒนธรรม ประเพณี ภาษา และถิ่นลำเนาของตัวเอง เพียงแต่ถูกทหารพม่ายึดครอง
นั่นสิใครละจะแก้โจทย็ข้อนี้..
อ่านบันทึกของคุณหมอทุกเช้า
แต่มิเคยได้ฝากรอยจารึกไว้ขอรับ..
กราบนมัสการท่านพระอาจารย์ธรรมฐิตด้วยความเคารพครับ...
...
ความเห็นของผู้คัดลอก
............
...
...
ความเห็นของผู้คัดลอก
............
เจริญพรคุณหมอวัลลภ
เจริญพร
กราบนมัสการท่านพระอาจารย์มหาแลที่เคารพ
อารยธรรมของอาเซียนมีครูที่ยิ่งใหญ่ 2 สาย คือ มอญกับแขมร์ (กัมพูชา)... ถ้าพิจารณาประวัติศาสตร์แล้ว ชาวมอญเป็นพี่เป็นน้องกับคนไทยมาตลอดประวัติศาสตร์ทีเดียว
ไปแล้วทึ่งมากๆ ครับ...
นมัสการมาด้วยความเคารพ...