ฉันเรียกชื่อผู้รับบริการคนถัดไปทันที หลังจากที่เรียกผู้รับบริการถึง ๓ ครั้ง แต่ก็ยังไม่เห็นใครเดินเข้ามานั่งเก้าอี้ตรงข้ามโต๊ะซักประวัติ จำนวนเด็กที่เข้ามารับบริการในคลินิกสุขภาพเด็กดีแต่ละวัน ไม่ต่ำกว่า ๘๐ คน ห้องให้บริการส่งเสริมสุขภาพดูแคบลงถนัดตา ทั้งเด็ก ทั้งผู้ปกครองต่างจับจองเก้าอี้รอตรวจจนเต็ม หลายครอบครัวไม่มีที่นั่ง บ้างก็ยึดพื้นที่หน้าห้องน้ำ บ้างก็นั่งลงกับพื้นบริเวณมุมส่งเสริมพัฒนาการเด็ก เสียงพูดคุยและเสียงเด็กร้องให้ดังระงมไปทั่วห้อง
ฉันรีบซักประวัติ สอบถามผู้ปกครองเกี่ยวกับการเลี้ยงดู ตรวจพัฒนาการเด็กตามแบบฟอร์ม บันทึกการให้บริการวัคซีนครั้งนี้ พร้อมทั้งนัดหมายครั้งต่อไป และแนะนำผู้ปกครองพาเด็กไปยังห้องฉีดวัคซีนทันที ฉันกระตุ้นให้พี่นาง ผู้ช่วยเหลือคนไข้ รีบชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดรอบอกและรอบศีรษะ และส่งประวัติผู้รับบริการมาให้ฉันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นแล้ว ฉันกำชับน้องพยาบาลในทีม ให้รีบฉีดวัคซีนและให้ผู้รับบริการได้กลับบ้านให้เร็วที่สุด เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กส่วนใหญ่ ต้องการพาบุตรหลานไปนอนพักที่บ้าน ฉันเองก็เห็นด้วยเพราะนอกจากจะเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการและญาติแล้ว ฉันก็ต้องการทำงานอื่นๆที่คั่งค้างให้เสร็จเหมือนกัน
เป็นเวลากว่า ๖ เดือนแล้ว ที่ฉันต้องรับมือกับผู้รับบริการที่มากขึ้นในทุกคลินิก ทำให้ไม่สามารถลงบันทึกประวัติผู้รับบริการในระบบ Computer ของรพ. ให้เสร็จสิ้นในแต่ละสัปดาห์ได้ ยิ่งกว่านั้นถ้าสัปดาห์ไหนมีเจ้าหน้าที่ในทีมงานจะต้องไปประชุม งานก็ยิ่งค้างมากขึ้นตามลำดับ นอกจากนั้นแล้วฉัน และน้องๆในทีมไม่สามารถปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จตามเป้าหมายได้ เช่น งานค้นหาคัดกรองโรคไม่ติดต่อในชุมชน งานส่งเสริมสุขภาพ ผลการดำเนินงานส่วนใหญ่ไม่ได้วิเคราะห์เพื่อจัดทำโครงการรองรับ และที่สำคัญฉันไม่มีเวลาสำหรับการทำงานในชุมชนเลย ฉันท้อแท้ใจ และ
หงุดหงิดที่พยายามทำงานต่างๆในเวลาราชการ และนำงานที่คั่งค้าง เช่น รายงาน โครงการ หนังสือเข้า และงานคุณภาพของ รพ. ที่ได้รับมอบหมายเพิ่มเติมไปทำที่บ้านทุกวัน แต่งานก็ประเดประดังเข้ามาไม่หยุดไม่หย่อนสักที ฉันพยายามเสนอปัญหาที่เกิดขึ้นกับหัวหน้าฝ่ายหลายครั้ง แต่ทุกอย่างก็เหมือนเดิม
เลิกงานนานแล้ว แต่ฉันยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวเดิม มือขวาหมุนปากกาไปมา ฉันไม่ได้นั่งทำงานเหมือน
ทุกๆวันหรอก “ ฉันจะย้ายไปอยู่ที่อื่นดีไหม ”ช่วงนี้ทางสถานีอนามัยต้องการพยาบาลวิชาชีพ ไปปฏิบัติงาน ฉันคิดว่างานที่สถานีอนามัยน่าจะน้อยกว่า เพราะผู้รับบริการในแต่ละวันก็ไม่มาก หมู่บ้านที่รับผิดชอบก็ไม่มาก และไม่ต้องรับผิดชอบในส่วนของงานคุณภาพและงานอื่นๆ
ฉันใช้เวลาตรึกตรองอยู่นานเป็นสัปดาห์ ฉันแอบเสียดายโอกาสที่ได้รับจากการฝึกอบรมและพัฒนาต่างๆ ที่น้อยคนนักจะได้เข้าอบรม หัวหน้าฝ่ายและผู้อำนวยการโรงพยาบาลต่างก็ให้โอกาส ให้กำลังใจ สนับสนุนให้ฉันได้สร้างสรรค์ พัฒนางาน และรับฟังความคิดเห็นของฉันเสมอ ฉันรู้สึกใจหาย ที่ต้องจากสถานที่ที่คุ้นเคย จากน้องๆทีมงานที่ร่วมงานกันมากว่า ๗ ปีแล้ว เราจึงผูกพันเหมือนเป็นพี่เป็นน้องกัน ต่างปรารถนาดีต่อกัน เราเจ็บปวดด้วยกันเมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งเจ็บปวด เราร้องไห้ด้วยกันเมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งร้องไห้ เราช่วยกันทำงานให้เสร็จพร้อมกันเรากลับบ้านพร้อมกัน
วันเสาร์หรือวันอาทิตย์ใด ที่เราทำงานไม่เสร็จเราก็มาทำงานด้วยกัน ทุกวันก่อนกลับบ้านทุกคนจะแวะมาเอางานที่ค้าง
บนโต๊ะของฉันไปทำที่บ้าน วันรุ่งขึ้นก็เอางานมาส่งบนโต๊ะ “ ป้าออม แม่มีการบ้านทุกวันเลยค่ะ ” น้องแตงโม ลูกของน้องพยาบาลในทีมถามฉันในเย็นวันหนึ่ง ฉันอมยิ้ม สลัดความคิดต่างๆออกไปจากสมอง“ กลับบ้านดีกว่า ”
ฉันเรียกชื่อผู้รับบริการถึง ๓ ครั้ง แต่ก็ยังไม่เห็นใครเดินเข้ามานั่งเก้าอี้ตรงข้ามโต๊ะซัก-ประวัติ จึงมองไปรอบๆห้องให้บริการส่งเสริมสุขภาพ อดหัวเราะไม่ได้กับภาพที่เห็นตรงหน้า คุณแม่พยายามยื้อยุดลูกออกจากเก้าอี้โยกเพื่อมาหาฉัน ส่วนลูกใช้แขน ๒ ข้างกอดที่จับเก้าอี้โยกราวกับว่ากลัวจะหายไปไหน “ ไม่เป็นไรค่ะ ” ฉันบอกกับคุณแม่ พร้อมกับเดินเข้าไปย่อตัวลงนั่งข้างๆในมือถือแฟ้มประวัติ และลงมือซักประวัติรวมทั้งสอบถามถึงพฤติกรรมของเด็ก บางคำถาม
ที่ฉันถาม คุณแม่ใช้เวลาในการตอบคำถามนาน ฉันไม่รีบสรุปความ ยังคงให้เวลาคุณแม่อธิบายเพื่อต่อ โดยเล่าไป ยิ้มไป แววตาเปล่งประกายถึงความสุข ความประทับใจ ฉันเองรู้สึกสะท้อนใจ “ ถ้าเมื่อก่อนฉันไม่รีบเร่งซักประวัติ ครอบครัวหลายๆครอบครัว คงจะได้มีเวลาเข้าใจ และดูแลกันมากกว่านี้ ”
