ตอนที่ ๑      

ตอนที่ ๒      

ตอนที่ ๓

ตอนที่ ๔

ตอนที่ ๕

ตอนที่ ๖

          ดร. กฤษณพงศ์ ถามตั้งแต่ก่อนไปประชุม ว่าประเทศไทยจะมีนโยบาย/ยุทธศาสตร์ ใช้อุดมศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่    คงไม่มีใครตอบว่าไม่   แต่พอถึงตอนลงมือทำ ก็จะไม่ค่อยมีคนเอาใจใส่    เพราะมักจะโดนงานเร่งด่วนอื่นๆ มาแย่งเวลาและความสนใจไปหมด


          อุดมศึกษาในฐานะเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงเป็นเรื่องสำคัญ   แต่ไม่เร่งด่วน   และอยู่ในสภาพไร้ระบบ  


         ความยากอยู่ที่ต้องเชื่อมโยงหลายกระทรวง หลายหน่วยงานมาก    ที่ผมนึกออกคือทุกหน่วยงานในการทรวงศึกษาธิการ  กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (การค้าบริการ) กระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคมฯ กระทรวงวัฒนธรรมฯ กระทรวงวิทยาศาสตร์    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กระทรวงสาธารณสุข   รวมแล้วน่าจะเกี่ยวข้องกับทุกกระทรวง   หน่วยราชการไทยมักจะอ่อนด้อยด้านความร่วมมือกัน   จึงต้องมีกุศโลบายสร้างความร่วมมือแบบที่ทุกกระทรวง/ทุกฝ่าย (ต้องไม่ลืมภาคธุรกิจ) ร่วมเป็นเจ้าของ   และเป็นผู้แสดงบทบาทโดยตรง


          วิธีที่ผมมีประสบการณ์ คือ ใช้การวิจัยระบบ   โดยเชิญ stakeholder ทุกฝ่ายมาร่วมตั้งโจทย์ และร่วมเป็นทีม steering   จะเห็นเอง ว่าความร่วมมือกันเกิดประโยชน์ต่องานของแต่ละฝ่ายอย่างไร   และจะเกิดความร่วมมือขึ้นเอง ทั้งแบบไม่เป็นทางการ และที่เกิดจากการจัดระบบ


          ที่จริงถ้าประเทศไทยยังไม่จัดระบบการต่างประเทศของอุดมศึกษา เราก็จะเป็นฝ่ายตั้งรับ   เพราะประเทศต่างๆ รวมทั้งองค์การระหว่างประเทศจะรุกเข้ามา    ทั้งทางการกำหนดกติการะหว่างประเทศ    และจากการค้าบริการข้ามพรมแดน    การที่เราไม่จัดระบบ เราก็จะมั่ว (disorganized) และตกเป็นเบี้ยล่าง     


          การประชุม AAR เมื่อวันที่ ๒๐ ก.ค. ๕๒ มีการหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาหารือกันเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง    และพบว่าที่จริงมีกลไกองค์กรเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ที่มีคนเก่งๆ ฝ่ายไทยไปนั่งทำงานอยู่แล้ว   และบางองค์กรก็มีท่านเลขาธิการ สกอ. ไปนั่งเป็นประธานหรือกรรมการอยู่แล้ว   แต่เรายังไม่ได้จัดกลไกเชื่อมโยงเข้ามาเป็นพลังสร้างบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก   ทาง สกอ. จะริเริ่มเวทีคุยกันอย่างไม่เป็นทางการต่อไป

 

วิจารณ์ พานิช
๒๐ ก.ค. ๕๒