ดร. กฤษณพงศ์ ถามตั้งแต่ก่อนไปประชุม ว่าประเทศไทยจะมีนโยบาย/ยุทธศาสตร์ ใช้อุดมศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่ คงไม่มีใครตอบว่าไม่ แต่พอถึงตอนลงมือทำ ก็จะไม่ค่อยมีคนเอาใจใส่ เพราะมักจะโดนงานเร่งด่วนอื่นๆ มาแย่งเวลาและความสนใจไปหมด
อุดมศึกษาในฐานะเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่เร่งด่วน และอยู่ในสภาพไร้ระบบ
ความยากอยู่ที่ต้องเชื่อมโยงหลายกระทรวง หลายหน่วยงานมาก ที่ผมนึกออกคือทุกหน่วยงานในการทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (การค้าบริการ) กระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคมฯ กระทรวงวัฒนธรรมฯ กระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กระทรวงสาธารณสุข รวมแล้วน่าจะเกี่ยวข้องกับทุกกระทรวง หน่วยราชการไทยมักจะอ่อนด้อยด้านความร่วมมือกัน จึงต้องมีกุศโลบายสร้างความร่วมมือแบบที่ทุกกระทรวง/ทุกฝ่าย (ต้องไม่ลืมภาคธุรกิจ) ร่วมเป็นเจ้าของ และเป็นผู้แสดงบทบาทโดยตรง
วิธีที่ผมมีประสบการณ์ คือ ใช้การวิจัยระบบ โดยเชิญ stakeholder ทุกฝ่ายมาร่วมตั้งโจทย์ และร่วมเป็นทีม steering จะเห็นเอง ว่าความร่วมมือกันเกิดประโยชน์ต่องานของแต่ละฝ่ายอย่างไร และจะเกิดความร่วมมือขึ้นเอง ทั้งแบบไม่เป็นทางการ และที่เกิดจากการจัดระบบ
ที่จริงถ้าประเทศไทยยังไม่จัดระบบการต่างประเทศของอุดมศึกษา เราก็จะเป็นฝ่ายตั้งรับ เพราะประเทศต่างๆ รวมทั้งองค์การระหว่างประเทศจะรุกเข้ามา ทั้งทางการกำหนดกติการะหว่างประเทศ และจากการค้าบริการข้ามพรมแดน การที่เราไม่จัดระบบ เราก็จะมั่ว (disorganized) และตกเป็นเบี้ยล่าง
การประชุม AAR เมื่อวันที่ ๒๐ ก.ค. ๕๒ มีการหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาหารือกันเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง และพบว่าที่จริงมีกลไกองค์กรเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ที่มีคนเก่งๆ ฝ่ายไทยไปนั่งทำงานอยู่แล้ว และบางองค์กรก็มีท่านเลขาธิการ สกอ. ไปนั่งเป็นประธานหรือกรรมการอยู่แล้ว แต่เรายังไม่ได้จัดกลไกเชื่อมโยงเข้ามาเป็นพลังสร้างบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก ทาง สกอ. จะริเริ่มเวทีคุยกันอย่างไม่เป็นทางการต่อไป
วิจารณ์ พานิช
๒๐ ก.ค. ๕๒