ร่วมฝัน ร่วมวิสัยทัศน์

ยังอยู่ใน series Appreciative Inquiry (AI)

จากหนังสือเล่มแรกของ David Cooperrider และ Diana Whitney ได้ให้นิยามเชิงภาคปฏิบัติของ AI ไว้ดังนี้

Appreciative Inquiry เป็นกระบวนบูรณาการวิวัฒน์โดยใช้จุดแข็งที่สุด ดีที่สุด ภายในบุคคลและองค์กร รวมทั้งของโลกทั้งหมด อาศัยการรวบรวมอย่างเป็นระบบเพื่อค้นหาสิ่งที่ให้ "ชีวิต" แก่องค์กร ชุมชน ที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดในทุกมิติ ไม่่ว่าจะเป็นเศรษฐศาสตร์ นิเวศน์ หรือมานุษยวิทยา

สำหรับ AI นั้น กลวิธีทางให้พื้นที่แห่งความเป็นไปได้ ศักยภาพ จินตนาการ นวตกรรม จะเข้ามาแทนที่การแทรกแซง การเข้าไปแก้ไข แทนที่จะมีกระบวนการหาข้อบกพร่อง แยกแยะวิเคราะห์เป็นช้ินๆเพื่อหาสมุหโรคของปัญหา ก็จะหันไปใช้กระบวนการค้นหา ฝัน และออกแบบแทน (Discovery, Dream and Design) ในการทำ AI จะเป็นการใช้ศิลปอันอุดมแห่งการถามคำถามเชิงสร้างสรรค์ชนิดไม่มีเงื่อนไข หรือ กรอบครอบงำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง การเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างของทุกๆคน และได้ใช้่ศักยภาพทุกๆมิติที่มีอยู่ กระบวนการนี้ไม่มีขีดจำกัดปริมาณคนที่จะมีส่วนร่วม การแสวงหาศักยภาพ สามารถทำได้ไม่ว่าจะจากคนเป็นร้อย หรือเป็นจำนวนพันหรือเท่าไรก็ตาม ทุกๆคนมีส่วนร่วมในการจรรโลงอนาคตแห่งองค์กรหรือชุมชนร่วมกัน (Destiny)

ในปรัชญา AI นั้น วางอยู่บนฐานความเชื่อที่ว่า ทุกๆองค์กรที่เรากำลังทำงาน ทุกๆชุมชนที่เราเป็นสมาชิกนั้น ยังมีต้นทุน ทรัพยากร ศักยภาพ ที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อีกมากมายมหาศาล และสามารถรับรู้ได้จากเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน ความสามารถจะทำอะไรๆต่อไปในอนาคต แกนพลังแห่งองค์กร การทำ AI เป็นเพียงศาสตร์ หรือกลยุทธ ที่จะเชื่อมโยงแหล่งทรัพยากร พลังงานที่ว่านี้ มาเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการขับเคลื่อนและสร้างการเปลี่ยนแปลง ผลที่ได้คือ การขับเคลื่อนองค์กรที่เหมือนกับยกเครื่องใหม่ทั้งหมด ใช้น็อตทุกตัว ใช้เฟืองทุกอัน ใช้พลังงานทุกหยดทำให้เกิดสิ่งใหม่

จากปรัชญาหรือนิยามข้างต้นนี้ นำมาคิดใคร่ครวญกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างมากมายทีเดียว อย่างที่หนังสือเล่มนี้ได้พรรณนา คือ เป็นปรากฏการณ์ที่มองเห็น สัมผัสได้ทั้งในมิติขององค์กร หรือมิติของชุมนุมชน

ในการเรียนการสอนนักศึกษานั้น เรามีกลไกมากมายที่จะชำแหละตัวตนของนักเรียนเป็นชิ้นๆ ให้นักเรียนเผชิญกับ "สิ่งที่ยังไม่รู้" ในปริมาณเหนือจินตนาการ พร้อมๆกับให้นัยว่าถ้าเมื่อถึงเวลา พวกเธอยังไม่รู้ในสิ่งเหล่านี้ เธอจะถูกมองอย่างไร เธอจะถูกตัดสินอย่างไร และถ้าหากนักเรียนไม่สามารถ "ทะลุ" หมอกแห่งความกดดันนี้ไป ชีวิตที่เหลืออยู่ก็จะว่ายเวียนอยู่ในความ in-adequate ของปัญหาที่ไม่รู้จักหมดสิ้น ของความรู้ที่ indefinite ของการเติมสิ่งที่ไม่มีวันเติมเต็ม ของการเติมน้ำที่ปากขวดเล็กกว่าการขยายของตัวขวดที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

มีสักกี่ครั้ง ที่เรามองหา asset ในตัวนักเรียน ว่าเขาเหล่านี้ดีอย่างไร เก่งตรงไหน และ "สามารถ" ที่จะทำอะไรได้บ้าง และเราได้กระทำการสร้าง เสริม กระตุ้น หนุน ดัน มิตินั้นๆ ศักยภาพนั้นๆ ให้งดงามเติบโตอย่างเต็มที่? เมือไรที่นักเรียนรู้สึกว่าตนเองสวยงามขึ้น เก่งดี และข้อสำคัญเป็นคนดี เพราะสิ่งที่เขาเรียน สิิ่งที่เขากำลังจะรู้ กำลังจะได้ทักษะ และจากสิ่งที่เขาสามารถทำได้ ทำได้ดีด้วย ต่อตนเอง และต่อคนอื่น ต่อสังคม ต่อวิชาชีพ และต่อมวลมนุษยชาติ?

ในการทำงานก็เช่นเดียวกัน มีคำถามที่น่าสนใจหลายคำถาม อาทิ ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาเรามีนวตกรรม หรือกิจกรรมอะไรที่

  • แสดงความไว้วางใจในตัวบุคคล หรือจับผิด?
  • แสดงความมีส่วนร่วมในการสร้างองค์กร หรือเป็น liability (ตัวภาระ ตัวถ่วง)
  • แสดงศักยภาพที่ unique ของบุคลากรแต่ละฝ่าย หรือศักยภาพที่เหนือกว่าของคนที่สูงกว่า?
  • แสดงความงามของทุกๆคน หรือของบางกลุ่ม บางฝ่าย
  • ความดีของทุกคนได้ถูกป่าวประกาศ และชื่นชม หรือแค่บางคน บางกลุ่ม?
  • การให้การสนับสนุนนวตกรรมของปัจเจกหรือหน่วยงานย่อยที่มีค่า มีความหมายต่อส่วนรวม?
  • เสริมคุณค่าไม่เพียงแค่ materials แต่แสดงออกถึงการเข้าใจ ให้ความสำคัญ ให้ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์
  • แสดงว่า "ระบบ" สนใจความเป็นอยู่ ความรู้สึก และความสุขของคน? หรือว่าแสดงว่าคน ต้อง sacrifice ให้แก่ระบบ?

สิ่งเหล่านี้ คำถามที่ตั้ง สะท้อนได้ถึง problem-oriented หรือว่า value-oriented หรือว่า potential-oriented และน่าสนใจว่าใน "สัดส่วน" แค่ไหน

เราสนใจใน "สัญญลักษณ์" มากกว่า หรือใน "คน" มากกว่ากัน?

ในที่ประชุมแพทยศาสตรศึกษาแห่งชาติที่ผ่านมา และเมื่อวานนี้ก็มีงานสัมมนาเรื่องหนังสือแสดงเจตนาไม่ยอมรับการรักษาที่เป็นไปเพียงแค่ยืดระยะเวลาการตาย ไม่มีประโยชน์อะไรอีกต่อไปในคุณภาพชีวิต ปรากฏว่าพอเราให้ความสนใจมากๆกับ "คำ" กับ "ศัพท์" ไม่ว่าจะเป็นศัพท์แสงทางการศึกษาศาสตร์ และ/หรือศัพท์แสงทางกฏหมาย ในระยะเวลาไม่นาน เราจะพบว่าเราเผลอทุ่มเทอะไรบางอย่างที่วกวน คลุมเครือ และสุดท้ายก็ไม่แน่ว่าจะเข้าใจตรงกันหรือไม่

จะ "ต้อง" หรือจะ "ควร" นัยว่า ถ้าเขียนว่า "ควร" ก็มีคนตีความว่า "แปลว่า ทำได้ก็ดี แต่ไม่ต้องก็ได้"

ปัญหาก็คือ ลองคนมันจะเลี่ยงบาลีเสียตั้งแต่ตีความแล้ว คิดหรือว่าถ้าเขียนเป็น "ต้่อง" แล้วคนๆนั้นจะทำตาม เพียงเพราะมันเป็นคำว่า "ต้อง" เหมือนกับถูกสะกดจิต เพราะในที่สุดแล้ว เมื่อคนอ่านคำว่า "ควร" หรือ "ต้อง" มันจะถูกแปลความตาม intention ตามเจตนา ตามแรงผลัก "ภายใน" ของคนๆนั้น ณ ตอนนั้น ไม่ได้ถูกผลักตามดิกชันนารีหรือพจนานุกรมหรอก

ถ้าเราแปลศีล 5 จาก "พึงละเว้น" มาเป็น "ต้องละเว้น" แล้วคนทั้งประเทศจะประพฤติถือหลักศีล 5 จริงหรือ?

แต่ปรากฏว่าเราได้นั่งเขียนและแก้เรื่อง "ควร" "ต้อง" และ "พึง" ในข้อแนะนำต่างๆอยู่พักใหญ่ทีเดียว

ซึ่งผมคิดว่่่าเป็นเรื่องน่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงพฤติกรรมศาสตร์ ว่า คำเหล่านี้มีอิทธิพลต่่อพฤติกรรมโดยตัวมันเอง หรือโดยอะไรกันแน่ มากน้อยเพียงไร?

ในทำนองกลับกัน การสื่อสาร พูดคุย และการสืบค้น "ความฝัน" ของปัจเจก และสำรวจวามสอดคล้อง เป็นไปได้ ที่จะนำเอาความฝันของแต่ละคน มาเรียงร้อย จัด alignment เข้ากับความฝันขององค์กร ของชุมชน เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจมากทีเดียว

พวกเราที่เป็นกระบวนกร อาทิ พี่วิธาน ฐานะวุฑฒ์ หมอวรวุฒิ โฆวัชรกุล พี่กิจจา เจียรวัฒนกนก และแอ๊ด พัฒนา แสงเรียง เคยนำเอาคำถามเชิงค้นหา positive (พวกเรามักจะเรียกว่าหา "The Source") ใน workshop สุนทรียสนทนามามากมายหลายครั้ง ผมเคยใช้ถามในการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์ และตอนเป็นวิทยากรในที่ต่างๆ มากมายหลายครั้ง

พบว่าการสนทนาเรื่องนี้ มันสร้าง positive energy ขึ้นได้จริงๆ

และสร้างได้ตั้งแต่จากระดับเล็กๆ อาทิ นักเรียนแพทย์ ขึ้นมาเลยทีเดียว

เพราะความฝันนั้นเป็นสมบัติสากลที่ใครๆก็มีได้ แต่เป็นกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นที่เดียว เมื่อเรานำไปเชื่อมโยงกับสิ่งอื่นๆที่อยู่นอกตัวเรา ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา เช่น สังคม ชุมชน วิชาชีพ ประเทศ หรือแม้แต่ต่อมวลมนุษยชาติ

เมื่อได้ "ร่วมฝัน" ตอนนั้นเอง ไม่ว่าจะประกาศเป็นทางการออกมาดังๆหรือเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ เราได้เกิดมี "ร่วมวิสัยทัศน์" ขึ้นมาโดยดุษณี