เพราะห่วงใย

เช้าวันหนึ่ง  ขณะที่ฉันนอนหลับอย่างเพลิน    อยู่นั้นเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น  เป็นเวลา  6  โมงเช้า  ฉันลุกขึ้นบิดตัวไปมา  แทบไม่อยากลืมตา  เมื่อคืนนอนดึก  ฉันนั่งตอบแบบประเมินตนเองจนเสร็จ  ฉันลุกขึ้นกระโดดตบมือ  10  ครั้ง  เพื่อไล่ความง่วงออกไป  ล้างหน้าแปรงฟัน  ขี่มอเตอร์ไซด์ไปซื้อข้าวกับข้าว  และขนมหวานเพื่อนำไปใส่บาตร  ซึ่งถ้าวันไหนฉันไม่ได้อยู่เวรดึก  ฉันมักจะใส่บาตรอยู่เสมอ  ทั้งที่คนแก่แถวบ้านหลายคนมักพูดกับฉันว่า  เอ็งทำงานเป็นพยาบาลก็ได้บุญเยอะอยู่แล้ว  แต่สำหรับฉัน  ฉันคิดว่าเป็นคนละส่วนกัน  ฉันดูแลช่วยเหลือผู้ป่วย  แต่ฉันก็ได้รับเงินเดือน  ค่าเวรตอบแทน  ถึงแม้ฉันจะทำด้วยความเต็มใจดูแลพวกเขาประดุจกับญาติมิตรของฉันก็ตาม  เมื่อกลับจากใส่บาตรฉันอาบน้ำแต่งตัวด้วยเครื่องแบบพยาบาลที่ถูกระเบียบที่สุด  ผมที่หนีบไว้อย่างตรงดูสวยงามยามปล่อย ต้องถูกมัดด้วยยางรัดผมและเก็บไว้ในเน็ตเพื่อความเรียบร้อย

                ฉันเป็นพยาบาลทำงานอยู่แผนกห้องคลอดมา  12  ปีแล้ว  ซึ่งฉันคิดเสมอว่าทำงานอยู่กับความทนทุกข์ทรมานของคนไข้ ซึ่งจะต้องนอนเจ็บปวดท้อง จนกว่าจะคลอดลูกออกมา และยังเป็นการทำงานอยู่กับความท้าทาย  นั่นหมายถึง  ทำงานกับชีวิตทั้ง  2  ชีวิตซึ่งฝากไว้ในมือของเรา  นอกจากนั้นพยาบาลห้องคลอดยังมีหน้าที่เป็นพยาบาลผู้ป่วยนอก  อยู่หน้าห้องเบอร์  10  ซึ่งผู้อำนวยการเป็นแพทย์ตรวจ  หน้าที่ของดิฉันเหมือนพยาบาลผู้ป่วยนอกทั่วไป  คือซักประวัติและสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วย  แต่วันนี้ดิฉันเป็นพยาบาลห้องคลอดเต็มตัว  หลังจากเริ่มรับเวรและหัวหน้าพาทำคุณภาพตั้งแต่  7.30 น.- 8.00น.  แล้ว  ไม่มีผู้ป่วยรอคลอดฉันจึงออกไปช่วยซักประวัติหน้าห้องเบอร์  10

                วันนี้ซึ่งตรงกับวันจันทร์มีผู้รับบริการมากกว่าทุก    วัน  ฉันกวาดสายตามองไปด้านหน้าไม่เหลือเก้าอี้สักตัวที่ว่างเปล่า  ฉันนึกในใจว่า  นี่เขาคงเจ็บป่วยและรอการดูแลจากพวกเรา  แฟ้มประวัติผู้ป่วยวางไว้อยู่เกือบเต็มตะกร้า  ฉันเปิดคอมพิวเตอร์  และเริ่มเรียกผู้ป่วยคิวที่  1  มาซักประวัติทันที  ขณะที่ฉันซักประวัติอยู่นั้น  ได้เหลือบมองเห็นหญิงตั้งครรภ์คนหนึ่ง  ซึ่งเธอตัวเตี้ย และมีรูปร่างเล็กมาก  เธอมากับผู้ชายรูปร่างอ้วน  ตัวใหญ่  และฉันคิดว่าน่าจะเป็นสามีของเธอ  เธอและผู้ชายคนนั้นเดินตามกันไปที่ห้องฝากครรภ์  ในใจฉันคิดทันทีว่า  น้องเขาอายุเท่าไหร่นะ  ยังเด็กอยู่เลยจะคลอดได้มั๊ยเนี่ย  และฉันก็ทิ้งคำถามนี้ไว้ในใจและเรียกผู้ป่วยคิวต่อไปมาซักประวัติต่อ  ขณะที่ฉันนั่งซักประวัติเจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งเสริมสุขภาพเดินตรงมาที่ฉันและบอกว่า  วันนี้มีเข้าโรงเรียนพ่อแม่ระยะ2   1  คน  พี่ให้รอที่ห้องคลอดนะ  ฉันพยักหน้าและบอกว่า  ค่ะ  และฉันก็ซักประวัติคุณลุงท่านหนึ่งเสร็จพอดี   จึงเดินตรงรี่เข้าไปห้องคลอด  และเดินไปที่มุมห้องเรียนรู้  ภายในห้องมีหญิง ตั้งครรภ์  1  คน  ซึ่งเธอนั่งหันหลังให้  และข้าง    มีผู้ชายรูปร่างอ้วนนั่งรอฉันอยู่  คำถามที่อยู่ในใจของฉันปรากฏขึ้น  เพราะเธอคือ  หญิงตั้งครรภ์ที่เดินผ่านหน้าห้องเบอร์  10  นั่นเอง  ฉันจึงหยิบแฟ้มประวัติและสมุดฝากครรภ์ดู  เธอชื่อ  ด.ญ.ขวัญภิรมณ์  แน่นอนอายุเธอต้องไม่ถึงถึง  15  ปี  เธออายุเพียง  14  ปี  ขวัญภิรมย์เป็นเด็กผู้หญิงรูปร่างเล็ก  ผอมบาง  ผิวสีแทน  ครรภ์โตพอควร  นัยต์ตาดูไร้เดียงสา  ส่วนผู้ชายรูปร่างอ้วนที่อยู่ข้างเธอคือสามีของเธอนั่นเอง  เมื่อขวัญภิรมณ์เห็นฉัน  เธอหันมาอมยิ้มและหลบสายตาไป  จากประวัติการฝากครรภ์  เธอมีความเข้มข้นเลือดดี  40%  แน่นอนเธอไม่เสี่ยงต่อการตกเลือดจากการคลอด  และเธอไม่มีภาวะ IUGR  ทำให้ฉันรู้สึกสบายใจ  ฉันเริ่มให้ความรู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์  การเลี้ยงดูบุตรด้วยนมมารดา  อาการผิดปกติที่ต้องมาพบแพทย์  และการออกกำลังกาย  4  ท่า  ซึ่งเธอปฏิบัติได้แต่ไม่ค่อยถูกนัก  ซึ่งฉันต้องค่อย    บอกเธอ   และสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันฉุดคิดคือ  เธอเด็กเกินไปในการรับรู้ข้อมูล  คำแนะนำต่าง ๆ หากไม่มีการติดตามของเจ้าหน้าที่ ซึ่งฉันใช้เวลาในการให้ความรู้และฝึกปฏิบัติเป็นเวลาเกือบ  2  ชั่วโมงดูเหมือนเธอไม่ค่อยได้อะไรมากนัก  เมื่อการสอนสิ้นสุดลง  ก่อนที่เธอจะเดินออกจากห้อง  เธอคิ้วขมวด  แววตาวิตกกังวล  หันมาพูดกับฉันว่า  หนูตัวเล็ก  หนูกลัวจะคลอดไม่ได้ค่ะ  นี่  8  เดือนแล้ว  ใกล้คลอดทุกที   ฉันจึงใช้มือแตะเบา    ที่ไหล่ของเธอ  มองไปที่ใบหน้าของเธอและกล่าวว่า  หนูไม่ต้องกลัวนะ ที่นี่มีหมอและพยาบาลที่เขาพร้อมจะดูแลและช่วยเหลือหนู  ถ้าหนูคลอดไม่ได้  ทางโรงพยาบาลของเราจะส่งตัวไปโรงพยาบาลประจำจังหวัดทันที  หนูสบายใจได้  บางทีวันที่หนูเจ็บครรภ์  อาจจะเจอพี่ก็ได้  แต่หนูอย่าลืมกลับไปปฏิบัติเหมือนที่พี่สอนในวันนี้นะคะ  แววตาของเธอคลายความกังวลขึ้น  รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของเธอ  หนูจะเชื่อที่พี่บอกค่ะ  สิ่งหนึ่งที่ได้จากการเข้าโรงเรียนพ่อแม่ คือ เธอบอกว่าตอนนี้เธออยู่บ้านกับพ่อแม่ ทำให้ฉันไม่ค่อยกังวลมากนักเพราะแม่ของเธอมีประสบการณ์ และอาจดูแลเธอได้เมื่อเธอคลอดบุตรแล้ว

                และแล้ววันนั้นก็มาถึง  ฉันตื่นนอนแต่เช้าและปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเหมือนทุก    วัน  ขี่มอเตอร์ไซด์มาจากบ้าน  ซึ่งอยู่ห่างจากโรงพยาบาลประมาณ  17  กิโลเมตร  เมื่อมาถึงห้องคลอดเห็นหญิงตั้งครรภ์นอนรอคลอดอยู่เตียง  3  นั่นคือ  ด.ญ.ขวัญภิรมณ์นั่นเอง  ยังไม่ทันรับเวร  ฉันเข้าไปทักทายเธอและสามี  เป็นอย่างไรบ้างใกล้คลอดหรือยังจ๊ะ  เธอมองหน้าแววตาดูเหมือนซ่อนความกังวลใจไว้ภายใน  ไม่มีคำตอบออกจากปากของเธอ  พี่ไปรับเวรก่อนนะ  เดี๋ยวมาดูหนูใหม่  ส่วนสามีของเธอยืนคุยโทรศัพท์อยู่ เมื่อละสายตาจากที่มองสามีขวัญภิรมณ์ ก็เหลือบไปเห็นหญิงตั้งครรภ์คนหนึ่ง ตัวเล็กๆท้องค่อนข้างใหญ่ น่าจะใกล้คลอด เธอเดินไปมาท่าทางครุ่นคิด อยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง ฉันจึงยิ้มทักทาย โดยที่ยังไม่รู้ว่าหญิงท้องแก่คนนี้คือใคร

                หลังจากรับเวรเสร็จก็รู้ทันทีว่าตอนนี้ขวัญภิรมณ์กำลังเครียดเรื่องการคลอดของเธอ  ขวัญภิรมณ์เจ็บครรภ์นาน    ครั้ง  ไม่สม่ำเสมอ  ปากมดลูกเปิด  1  ซม.  เธอนอนรอคลอดได้  2  วันแล้ว  แพทย์เวรบ่ายของเมื่อวานพยายามประสานงานเพื่อส่งตัวเธอไปคลอดที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด  เนื่องจากไม่พบความก้าวหน้าของการคลอด  และเธอสูงน้อยเกินไปที่จะคลอดเองได้  เธอสูงเพียง  142  เซนติเมตร  แต่แพทย์โรงพยาบาลประจำจังหวัดไม่รับการส่งตัว  และให้เธอรอคลอดต่อ  จึงทำให้เธอเกิดความวิตกกังวลใจมากนัก  ถึงแม้พยาบาลพูดถึงเหตุผลและดูแลเธอเป็นอย่างดี  ฉันจึงเข้าไปปลอบเธอโดยใช้มือสัมผัสที่แขนเธอเบา    และบอกว่า  หนูไม่ต้องกลัวนะคะ  ลูกในครรภ์หนูยังแข็งแรงดี ถ้าหนูเจ็บครรภ์ห่างขึ้น  หนูยังสามารถตั้งครรภ์ต่อได้  เธอหันมาสบตาและจับมือฉันเบา    จากนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น ฉันเห็นลูกฉันนอนเจ็บท้อง อยู่อย่างนี้ จะคลอดก็ไม่คลอด ไม่รู้อย่างไร ฉันสงสารมัน  ประโยคนี้เองทำให้ฉันรู้ว่าหญิงท้องแก่คนนี้คือแม่ของขวัญภิรมณ์นั่นเอง  แน่นอนมี 2 ความคิดเกิดขึ้นในใจฉัน 1.แม่ของขวัญภิรมณ์กังวลใจเรื่องการเจ็บป่วยของลูกสาว  ทำไมโรงพยาบาลไม่ทำอะไรสักอย่างปล่อยให้ลูกเธอต้องนอนเจ็บท้อง อยู่อย่างนี้ และ2. ขวัญภิรมณ์อายุยังน้อย และแม่ของเธอก็ท้องแก่ ซึ่งอีกไม่นานก็ต้องคลอด และใครจะช่วยดูแลลูกของเธอ ฉันจึงหันไปพูดกับแม่ของเธอว่า ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ น้องแข็งแรงดี เสียงหัวใจทารกปกติดี เดี๋ยวฉันจะช่วยเหลือ และดูแลให้อย่างดี จากนั้น ฉันจึงปรึกษาหัวหน้าเวร  เพื่อขอส่งตัวเธอไปโรงพยาบาลประจำจังหวัดอีกครั้ง  การประสานงานที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดเริ่มขึ้น  เพื่อให้เธอได้ไปพบแพทย์เฉพาะทางตามแนวทาง  เธอถูกส่งต่อไปโรงพยาบาลประจำจังหวัด  โดยพยาบาลคือฉันและรถโรงพยาบาล

                เย็นวันนั้นเองฉันโทรไปหาเธอและแม่ของเธอเป็นผู้รับโทรศัพท์  จึงได้รู้ว่าแพทย์ได้ผ่าท้องคลอดให้เธอแล้ว  ลูกของเธอเป็นเด็กผู้ชาย  น้ำหนัก  3,040  กรัม  แข็งแรงดี  ส่วนเธอเองก็แข็งแรงเช่นกัน  ทันทีที่ฉันวางโทรศัพท์  ฉันคิดต่อทันทีว่าต้องไปเยี่ยมที่บ้านเธอสักครั้ง  หลังจากที่เธอกลับจากโรงพยาบาล  เพราะเธออายุยังน้อย ยังไม่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงดูบุตร และใครที่ช่วยเธอดูแลลูก เพราะแม่ก็ท้องแก่เต็มที

                การเยี่ยมบ้านได้เริ่มขึ้นหลังจากผู้คลอดกลับบ้านได้  2  วัน  วันนั้นเป็นวันหยุดของฉัน    ฉันใส่เสื้อสีฟ้าสาธารณสุขและกางเกงสีดำในการเยี่ยมบ้าน  บ้านของขวัญภิรมณ์เป็นบ้านไม้ชั้นเดียว  พื้นปูนปูกระเบื้อง  เธออาศัยอยู่กับครอบครัวของสามี  เธอจำฉันได้  เธอยกมือไหว้ฉัน  ขณะที่กำลังให้ลูกดูดนม  ฉันยกมือไหว้ขวัญภิรมณ์ตอบ  พี่มาเยี่ยมหนูหรือค่ะ พอดีแม่หนูใกล้คลอด หนูเลยมาอยู่บ้านแฟนค่ะ  ฉันตอบไปว่าพี่เป็นห่วงหนู อยากรู้ว่าหนูเป็นอยู่อย่างไร  เป็นไงบ้างเจ็บแผลผ่าตัดไหม  ตัวเล็กล่ะ  น่ารักเชียว  ฉันนั่งคุยและให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวหลังคลอด  อยู่ประมาณ  1  ชั่วโมง  ขณะพูดคุยเธอยิ้มและให้ความร่วมมือในการตอบคำถามดี  ก่อนลาเธอกลับ  เธอพูดว่า  แล้วพี่มาเยี่ยมหนูอีกนะคะ  นั่นคือ  เธอไว้ใจฉัน  และนั่นก็คือความสุขจากการทำงานที่ฉันได้รับ  ทั้งการเป็นพยาบาลห้องคลอด  และการเป็นพยาบาลเยี่ยมบ้าน  ที่ทำให้ผู้คลอดคลายความกังวลใจและหญิงหลังคลอดได้รับความรู้  การปฏิบัติตัว  หากเราเอาใจเขามาใส่ใจเรา  เราจะรู้ว่าเราจะต้องให้บริการเขาอย่างไร  ถึงจะเรียกว่าบริการด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์