มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติต้องทำงานวิจัยสู่โลก และวิจัยสู่ท้องถิ่นในสัดส่วนพอๆ กัน และควรทำหน้าที่ยกระดับคุณภาพและขีดความสามารถของสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่น คือ มรภ. และ มทร. ด้วย และทำหน้าที่ร่วมพัฒนาท้องถิ่น/ชุมชน ด้วย โดยการทำหน้าที่ทั้ง ๒ ประเด็นนี้ เป็นการทำหน้าที่ผ่านการวิจัยนั่นเอง และการทำหน้าที่ทั้ง ๒ นั้นจริงๆ แล้วเป็นกิจกรรมเดียว เพราะเป็นการร่วมกันทำงานวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นนั่นเอง
นั่นคือ มหาวิทยาลัยวิจัยควรทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยกลุ่มอื่นๆ เพื่อร่วมกันทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น โดยที่การทำงานวิจัยนั้น ส่วนหนึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่น ทำให้เกิดการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่น ไปพร้อมๆ กันกับเป็นกลไกให้มหาวิทยาลัยวิจัยได้ทำงานเชื่อมโยงกับท้องถิ่น
มหาวิทยาลัยวิจัยและสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่น ควรร่วมกันจัดทำ database ของท้องถิ่นเป้าหมาย โดยร่วมกันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ด้วย เพื่อจะได้ร่วมกันนำข้อมูลนั้นมาร่วมกันตีความ และร่วมกันกำหนดโจทย์วิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นกลไกระดมทุนเข้าสู่การวิจัยโดยอัตโนมัติ เท่ากับมหาวิทยาลัยวิจัยได้ทำหน้าที่สร้างวัฒนธรรมวิจัยให้แก่สังคมไทยด้วย
จะเห็นว่ามหาวิทยาลัยวิจัยต้องมีการทำงานอย่างซับซ้อน มีเป้าหมายที่ซับซ้อน ไม่มองเฉพาะที่ผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติเท่านั้น แต่ต้องมองที่ผลงานวิชาการรับใช้สังคมไทยด้วย
ซึ่งหมายความว่ามหาวิทยาลัยวิจัยต้องมีหลายวัฒนธรรม มีความหลากหลายอยู่ภายในตัว ความท้าทายคือ จะต้องมีวิธีจัดการให้วัฒนธรรมวิจัยพื้นฐาน กับวัฒนธรรมวิจัยรับใช้สังคม เกิด synergy ระหว่างกัน
มหาวิทยาลัยวิจัยต้องเป็น World Class Research University โดยใช้การทำงานเพื่อ local relevance ต่อสังคมไทยเป็นลมส่งไปสู่สภาพนั้น รวมทั้งใช้การทำงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษากลุ่มอื่น เป็นลมส่งด้วย
วิจารณ์ พานิช
๑๔ ก.ค. ๕๒
สวัสดีครับ อ.วิจารณ์
ผมเห็นด้วยกับแนวคิดมหาลัยวิจัยแห่งชาติ แต่แค่เริ่มต้นก็ไม่มั่นใจแล้วว่าจะสำเร็จมรรคผล เพียงแค่การคัดกรองเบื้องต้น ก็ล่าช้ากว่ากำหนดการมากว่าสัปดาห์ ไม่ทราบว่าแผนที่วางไว้จะล่าช้าออกไปกี่ปี และไม่มั่นใจว่าจะปราศจากการเมือง เช่นบางมหาลับที่คุณภาพไม่ถึงแต่เข้ามามีส่วนได้ เพราะผู้บริหารรู้จักกับผู้มีส่วนตัดสินอนุมัติ
ขอให้สิ่งที่ผมคิดไม่เกิดขึ้นนะครับ
ขอบคุณครับ