การปรับตัวต่อปัญหาการเจ็บป่วยและ
แนวทางการส่งเสริมการดูแลผู้ป่วยวัณโรค
โดยครอบครัวและชุมชน ต.เชียงยืน อ. เชียงยืน จ.มหาสารคาม
นายสมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา น.ส.ศรัณรัตน์ ระหา
บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการปรับตัวต่อการเจ็บป่วยของผู้ป่วยวัณโรค และแนวทางในการส่งเสริมการดูแลผู้ป่วยวัณโรคโดยครอบครัวและชุมชนของผู้ป่วยวัณโรค เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงคือผู้ป่วยวัณโรคที่โรคปอดเสมหะบวกที่ขึ้นทะเบียนรับการรักษาที่โรงพยาบาลเชียงยืน และอาศัยอยู่ในเขตตำบลเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม และวิธี Snowball Sampling เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก(Indepth Interview) จำนวน 31 ราย ได้แก่ ผู้ป่วยวัณโรคจำนวน 9 ราย ครอบครัวผู้ป่วยจำนวน 12 ราย อาสาสมัครสาธารณสุข จำนวน 7 ราย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 1 ราย และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจำนวน 1 ราย การสนทนากลุ่ม(Focus Group Discussion) ในกลุ่มเพื่อนบ้าน,ญาติผู้ป่วย,ครอบครัวผู้ป่วย จำนวน 3 กลุ่ม และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมในผู้ป่วยและครอบครัวจำนวน 4 ราย ผลการศึกษาพบว่า เมื่อเป็นวัณโรคผู้ป่วยต้องปรับตัวทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ด้านอัต-มโนทัศน์ ในกลุ่มที่รักษาใน 2 เดือนแรก รู้สึกวิตกกังวลกับภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไป ความรู้สึกมีคุณค่าลดลง ในกลุ่มที่รักษามากกว่า 2 เดือน ผู้ป่วยได้ปรับลดยาลงจึงรู้สึกว่าสุขภาพของตนดีขึ้น สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ รู้สึกมีคุณค่าและมีความคาดหวังที่ดีในผลการรักษา ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดยังปรับตัวได้ไม่ดีในการด้านบทบาทหน้าที่ แต่ผู้ป่วยก็ยังสามารถพึ่งพาตนเองและมีการขอรับความช่วยเหลือจากผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม ผู้ป่วยถึง 1 ใน 3 มีการแสวงหาการรักษาที่มีคุณภาพ โดยไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่าย มีการใช้สมุนไพรไทยร่วมกับยาวัณโรคแต่พบว่าไม่ได้ผลดีจึงหยุดใช้ สำหรับแรงสนับสนุนทางสังคมนั้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับความรักและการดูแลเอาใจใส่ที่ดีทั้งด้านการเงิน งานและสิ่งของ รวมทั้งข้อมูลข่าวสารจากครอบครัวและชุมชน ทำให้มีความรู้ที่ถูกต้อง มีกำลังใจที่ดีและให้ความร่วมมือในการรักษา แต่ผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลจากหน่วยงานภาครัฐในชุมชนเลย ส่วนนโยบายในการดูแลผู้ป่วยวัณโรคนั้นพบว่า ผู้ป่วยมีความพึงพอใจในระบบการรักษาตามสิทธิการรักษาและระบบบริการที่ดี แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดตามเยี่ยมบ้านได้ตามเกณฑ์ก็ตาม จึงพัฒนากลวิธีการเยี่ยมบ้านทางโทรศัพท์ให้มีความครอบคลุมมากขึ้น แต่ระบบการรักษาที่ประกอบด้วยยาหลายชนิดและปริมาณมาก รวมทั้งระยะเวลารักษาที่ยาวนานและอาการข้างเคียงจากยา ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่รู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้ และไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางส่วนก็มีความตั้งใจที่ดีในการรักษาแม้ว่าจะมีความรู้สึกเบื่อหน่ายและท้อแท้เพียงใดตาม การศึกษาครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่า 1) มีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเรื่องการเยี่ยมบ้านของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 2) กำหนดมาตรฐานในการให้ความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยแก่ครอบครัว 3) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัวด้านการเงิน งานและ สวัสดิการต่างๆ