อันเนื่องจาก อ.แหววเตือนว่า ควร back up งานเขียนในอดีต จึง copy มันมาแปะไว้ ณ blog นี้.. ข้อสังเกตระหว่างทาง (๑) : การแกะรอย “การรับรองสิทธิที่จะมีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ” ชมจันทร์ริมเมย ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๗

มนุษย์จะมีโอกาสประสบความสำเร็จในการกระทำของเขาได้ ต่อเมื่อ (หัว) ใจมองโลกในแง่ดี แต่ปัญญานั้นต้องมองในแง่ร้ายไว้ก่อนเสมอ (Optimist in our heart and pessimist in our minds)

Antonio Gramsci

 

๑. ความแตกต่าง

ทุกครั้งที่นักพิทักษ์สิทธิมนุษยชน (Human Rights Defender) ลุกขึ้นมายืนอยู่แถวหน้า เพื่อปกป้องการละเมิดสิทธิมนุษยชนรูปแบบต่างๆ บทบัญญัติแต่ละข้อ หรือมาตราที่ปรากฎในกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนหลายต่อหลายฉบับมักถูกหยิบยกขึ้นเอ่ยอ้างเพื่อสนับสนุน

 

คัมภีร์หลักๆ เห็นจะหนีไม่พ้น กฎหมายระหว่างประเทศ ๔ ฉบับที่รัฐไทยเป็นภาคี[3][3] คือ

 

(๑) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิการทางการเมือง (International Covenant of Civil and Political Rights, ๑๙๖๖),

(๒) กติกาสากลว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights)

(๓) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child, ๑๙๘๙)

(๔) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination against Women, และ

(๕) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination)

 

กับอีก ๑ ฉบับหลักที่ไม่มีสถานะเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นเพียงตราสารที่ผ่านการรับรองจากสมัชชาทั่วไปของสหประชาชาติในรูปของ มติ (Resolution) จึงไม่มีอำนาจบังคับทางกฎหมาย แต่ก็มีผลผูกพันรัฐไทยภายใต้สถานะกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (International Customary Law) คือ

(๖) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights)

 

อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตประการหนึ่งต่อประเด็นการปกป้องสิทธิมนุษยชน คือ สิทธิในการมีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล (Identification Paper) เมื่อเปรียบเทียบกับการปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเด็นอื่นๆ แล้ว มีความแตกต่างในแง่ตัวบทบัญญัติที่คุ้มครอง ผู้ทรงสิทธิตามกฎหมาย (Subject of Law) กล่าวคือ ขณะที่สิทธิมนุษยชนประเด็นอื่นๆ นั้นถูกบัญญัติไว้ให้ครอบคลุม ผู้ทรงสิทธิทั้งที่เป็นผู้ใหญ่ และเด็ก (ยกเว้นกรณีกฎหมายเฉพาะอย่างอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ) อาทิ

 

-สิทธิในชีวิต (ข้อ ๖ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิการทางการเมือง)

-สิทธิที่จะไม่ถูกทรมานหรือได้รับผลประติบัติหรือการลงโทษที่โหดร้ายผิดมนุษยธรรมหรือต่ำช้า (ข้อ ๗ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิการทางการเมือง)

-เสรีภาพในการย้ายที่อยู่และในการที่จะเลือกที่อยู่อาศัย (ข้อ ๑๒ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิการทางการเมือง)

-สิทธิที่จะทำงาน (ข้อ ๖ กติกาสากลว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม)

-สิทธิที่จะจัดตั้งและเข้าร่วมในสหภาพแรงงาน (ข้อ ๗ กติกาสากลว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม)

-สิทธิที่จะมีมาตรฐานแห่งสุขภาพทั้งทางกายและใจที่ดีที่สุดเท่าที่จะมีได้ (ข้อ ๑๒ กติกาสากลว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม)

ฯลฯ

 

แต่ สิทธิในการมีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลนั้น มีเพียง ผู้ทรงสิทธิ (Subject of Law) ที่เป็น เด็ก เท่านั้น ที่กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนมีบทบัญญัติรับรองไว้อย่างชัดเจน ตามข้อ ๒๔ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเรือน และสิทธิการทางการเมือง  (International Covenant of Civil and Political Rights) และข้อ ๗ แห่งอนุสัญญาสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child)

 

คงไม่เกินเลยไปนัก (และอาจเป็นที่ถูกใจนักกฎหมายสำนักกฎหมายบ้านเมือง หรือ Positivism) หากจะตั้งสมมติฐานต่อการรับรองสิทธิในเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ว่า

 

หากไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายฉบับใดให้การรับรองว่าเป็น สิทธิ ของบุคคลในดินแดนแห่งรัฐที่จะมีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล และเป็น หน้าที่ ของรัฐที่จะต้องดำเนินการให้บุคคลสามารถได้มาซึ่งเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลดังกล่าว การเรียกร้องให้รัฐทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิในการมีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล ก็คงหนีไม่พ้นสถานะของการเป็นข้อเรียกร้องในเชิงมนุษยธรรมต่อรัฐเท่านั้น


 


[1] อันเนื่องมาจาก webboard ของอาจารย์แหวว ที่ชักชวนเพื่อนพ้องน้องพี่ไปดู Nobody Know (โดยผู้กำกับ ฮิโรคาสุ โกริอีดะ) ที่โรงหนังสกาลาในวันอังคารที่จะถึงนี้ เลยลุกขึ้นมาเขียน ข้อความ นี้ นอกจากจะอยากช่วยสนับสนุนบรรยากาศ international กับอาจารย์แล้ว (-เกี่ยวกันไหมเนี่ย?) ก็อยากลองจัดระบบระเบียบความคิดของตัวเองบนกองข้อมูลที่พยายามสะสมมาซะที และต้องขอออกด้วยตัวว่าความรู้ที่มีอยู่ ณ เวลานี้ ยังคงมีน้อยมากเมื่อเทียบกับเวลาที่ใช้ไป! อย่างไรก็ดี การออกตัวนี้มิได้หวังจะให้มันช่วยเป็น เกราะ กันการวิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด แต่กลับหวังว่าจะมีการชี้แนะและแลกเปลี่ยนตามมาทั้งจากอาจารย์แหวว และเพื่อนพ้องน้องพี่ทุกท่านค่ะ

 

อีกนิดหนึ่งค่ะ--จะว่าไปเรื่อง Terminal (สตีเวน สปีลเบิร์ก) ก่อนหน้านี้ น่าจะ ตรงและชัดกว่ามากถึง อาการ ของคนไร้เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคลนะคะ อาจารย์, มันเป็นเรื่องของของชายหนุ่มคนหนึ่ง คือ นาย วิกเตอร์ นาวอร์สกี เป็นชาวคราโคเชีย กำลังเดินทางมาสหรัฐฯ เพื่อสะสาง ภารกิจทางใจ-บางอย่าง แต่บังเอิญว่าระหว่างเดินทางมาถึงสหรัฐ คราโคเชียเกิดการปฏิวัติ รัฐบาลใหม่ได้เพิกถอนเอกสารที่ออกโดยรัฐบาลเก่าหมด หนังสือเดินทางของวิกเตอร์จึงใช้ไม่ได้ จะส่งตัวกลับก็ไม่ได้เพราะรัฐบาลใหม่ยังไม่ได้รับการรับรองจากสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ ก็ไม่สามารถปล่อยตัวให้วิกเตอร์เข้าไปในดินแดนของสหรัฐฯ ได้เช่นกัน ดังนั้น วิกเตอร์จึงต้องติดอยู่ ณ terminal ของสนามบินนานาชาติ เจ.เอฟ.เค อย่างไม่มีกำหนด

 

ที่สำคัญ เรื่องนี้ ช่วยยืนยันข้อข้องใจ (อีกครั้ง) ว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง-ไม่ว่าของรัฐไหน มีด้านมืดตึ๊ดตื๋อ!! แบบนี้เหมือนกันใช่ไหมเนี่ย??

 

2] สุรพงษ์ ชัยนาม,“อันโตนิโอ กรัมชี กับทฤษฎีว่าด้วยการครองความเป็นใหญ่ ในสมบัติ พิศสะอาด (แปล),ความขัดแย้งของการปฏิวัติ อันโตนิโย กรัมชี กับปัญหาของปัญญาชน, (กรุงเทพ : สำนักพิมพ์โกมลคีมทอง, ๒๕๒๕), หน้า ๑๙๐

 

[3] จรัล โฆษณานันท์, สิทธิมนุษยชนไร้พรมแดน ปรัชญา กฎหมาย และความเป็นจริงทางสังคม, สำนักพิมพ์นิติธรรม, พ.ศ.๒๕๔๕, หน้า ๘๔.

http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=82&d_id=86