ถ้าจะสอนให้ลูกสู้ .. สอนให้ลูกเข้มแข็ง ก็ต้องเริ่มจากตัวเราก่อนเสมอ

เมื่อรู้ว่าลูกเป็นมะเร็ง และการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
สิ่งแรกที่มาก่อนกำลังใจ คือ " การตั้งสติ การสงบนิ่ง และการยอมรับต่อสิ่งที่เกิดขึ้น " ของทุกคนไม่ว่าจะเป็นปู่ ย่า ตา ยาย คุณพ่อ และตัวเอง เพราะทำให้สถานการณ์ ณ ตอนนั้นไม่วุ่นวาย ไม่ต้องมีใครมานั่งปลอบใจใครแบบเป็นเรื่องเป็นราว ทุกคนต่างก็พยายามจัดการกับความวิตกกังวลด้วยตัวเอง แต่เราก็รับรู้ได้ว่าคนรอบข้างให้กำลังใจเราอยู่ตลอดเวลา
จริงๆ แล้วสำหรับพ่อแม่ เมื่อเรารู้ว่าลูกเป็นอะไรนั้น เรามองถึงว่าเรื่องนี้จุดที่แรงที่สุดสำหรับเรา คือ ธรรศจะต้องเป็นไปตามวาระ ตามอาการของโรค เพราะฉะนั้นถ้าเรากล้ายอมรับในจุดที่แรงที่สุดนั้นได้ ตราบใดที่ยังไม่ถึงตรงนั้น มันก็ยังไม่ร้ายจนเกินไป ยังเป็นสิ่งที่เรายอมรับได้ การที่เรากล้ายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นมันทำให้เราไม่กลัว เราจะกลัวเพราะเราพยายามที่จะปฏิเสธ หรือไม่ยอมรับ และที่สำคัญถ้าพ่อแม่กลัว ... ลูกกลัวยิ่งกว่า
เรื่อง " มุมมอง " ของแต่ละคนก็มีส่วนสำคัญ ที่จะทำให้เรามีกำลังใจ หรือหมดกำลังใจ สำหรับตัวเองแล้ว ไม่มาย้ำคิดอยู่แต่ว่าเราโชคร้าย แต่คิดว่า " เราโชคดี " ที่ได้รู้ก่อนที่ธรรศจะเป็นมากกว่านี้ ซึ่งทำให้เรามีเวลาที่จะทำอะไรให้ลูก มีเวลาที่จะรักษา และเราก็พยายามทำให้ดีที่สุด แต่ผลจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องที่ไม่มีใครตอบได้ เมื่อเทียบกับบางคนไม่มีโอกาสที่จะทำอะไรให้ลูกด้วยซ้ำ เช่น กรณีเกิดอุบัติ ดังนั้นแค่ให้เรามีเวลา มีโอกาส ก็พอแล้ว
การที่จะมาย้ำคิดแต่ว่า " เราโชคร้าย " นั้น ไม่ได้ช่วยให้เกิดประโยชน์อะไร เอาเวลานั้นมาคิดว่าจะทำอะไรให้ธรรศได้บ้าง เพื่อให้ธรรศได้ใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ และมีคุณค่ามากที่สุด เพราะธรรศอาจจะผ่านจุดวิกฤตก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น การที่เราสอนให้ธรรศเข้มแข็ง รู้จักกฎระเบียบ ได้มีประสบการณ์ตามวัย ก็จะทำให้ธรรศเป็นคนที่มีคุณภาพ และได้รับโอกาสเหมือนเด็กคนอื่นๆ ในทางกลับกันหากเลี้ยงธรรศแบบคนป่วยที่ต้องประคับประคองตลอดเวลา มีข้อยกเว้น มีอภิสิทธิ์ในหลายๆ เรื่อง ก็จะทำให้ธรรศเป็นคนที่ด้อยคุณภาพ อ่อนแอ และขาดประสบการณ์ในการเรียนรู้อย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นคนที่ดูแลผู้ป่วย "ใจ" ต้องไม่ป่วย
นอกจากนั้น พ่อและแม่จะแบ่งหน้าที่กัน คือ คุณพ่อจะบริการเรื่องการเดินทางรับ-ส่งเวลาไปโรงพยาบาล แต่แม่จะเป็นคนพาลูกไปหาคุณหมอ-คุยกับคุณหมอ จะได้ไม่ต้องลางานพร้อมกันทั้งคู่ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าต้องไปโรงพยาบาลบ่อย จึงเก็บวันลาของแต่ละคนไว้เพื่อผลัดกันใช้จะดีกว่า ซึ่งถ้า " ใจเราพร้อม และเข้มแข็งพอ " ก็ไม่จำเป็นหากำลังใจ ไม่จำเป็นต้องไปทั้งคู่ (พ่อ-แม่) ก็ได้ เพราะหากจะต้องตัดสินใจทำอะไร พ่อและแม่ต้องมาคุยกันก่อนอยู่แล้ว
จริงๆ แล้ว ในเคสของเรา การให้กำลังใจต่อกันระหว่าง " พ่อ-แม่ " น่าจะเริ่มจากการที่ "แต่ละคนสร้างกำลังใจให้ตัวเอง ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น มองทั้งด้านบวกและลบ แต่ไม่ท้อถอยกับสิ่งที่ต้องทำ " และเมื่อเราสร้างกำลังใจให้ตัวเองได้ ลักษณะการให้กำลังใจต่อกันก็จะไม่ได้ออกมาในลักษณะการปลอบประโลม แต่ออกมาในรูปของการช่วยกันดูแลลูก สร้างบรรยากาศให้สนุกสนาน หาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูก และ " ดูแลใจของลูก" ให้เข้มแข็ง