โชคดีค่ะที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรม Kaizen ที่มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ บางคนอาจจะรู้จัก Kaizen กันมาบ้างแล้วน่ะคะ หมี่เกี๊ยวขอเล่าประสบการณ์การอบรม Kaizen ให้สมาชิกชาว Gotoknowเพื่อแบ่งปันความรู้กันนะค่ะ
Kaizen ต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่นค่ะ
Kai คือ การเปลี่ยนแปลง
zen คือ ดีขึ้น
Kaizen คือ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
ฟังแค่ชื่อในการอบรมในวันนี้ก็น่าจะเป็นนิมิตรหมายอันดีที่จะพัฒนาตนเองใช่มั้ยล่ะค่ะ มาต่อกันดีกว่าค่ะ...
การทำไคเซ็น ต้องเริ่มต้นจากทัศนคติที่ดีก่อน เราต้องเชื่อมั่นว่าเราจะทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวานนี้ และพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ อย่ากลัวปัญหา เพราะทุกปัญหามีโอกาส ตัวอย่างเช่น มีเจ้าของธุรกิจรองเท้าที่กิจการกำลังจะเจ้ง.. ได้ส่งพนักงานขาย 2 คนไปยังเกาะกลางทะเลเพื่อเสนอขายรองเท้า พนักงานคนที่ 1 โทรมาบอกเจ้าของกิจการว่า ให้ผมมาเสนอขายได้ยังไงคนที่นี่ยังเป็นผีตองเหลืองอยู่เลย นั่นหมายถึงว่าขนาดเสื้อผ้ายังไม่ใส่แล้วจะให้ใส่รองเท้าได้อย่างไร เจ้าของกิจการโทรไปหาพนักงานคนที่สองและถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง พนักงานขายบอกว่า เป็นโอกาสที่ดีอย่างมากที่นี่ยังไม่มีใครมีรองเท้าเลยแม้แต่คู่เดียว เจ้าของกิจการฟังแล้วถึงกับควันออกหูเลย เพราะคิดว่า พนักงานขายคนนี้พูดประชด แต่ความเป็นจริงพนักงานขายคนที่ 2 กำลังมองว่าปัญหาสามารถเป็นโอกาสได้เสมออยู่ที่ทัศนคติของเรา
การไคเซ็น คือ การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องไม่ต้องใช้เทคนิคที่ซับซ้อน ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก ซึ่งการไคเซ็นอยู่รอบ ๆ ตัวเราเสมอ การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจะไม่มีสิ่งที่ดีที่สุดมีเพียงดีกว่า เพราะฉะนั้นเราสามารถพัฒนางานของเราให้ดีกว่าได้ไปเรื่อย ๆ ถ้าเริ่มที่จะไคเซ็นลองคิดดูว่างานของเราสามารถพัฒนาอะไรได้บ้างที่ทำให้สะดวกในการใช้ ง่ายในการดู การประหยัดเวลา งบประมาณ ฯลฯ หากพัฒนาไปแล้วครั้งที่ 1 ลองคิดดูว่ายังมีอะไรที่สามารถพัฒนาได้อีก ถามตนเองเสมอว่า ยังมีวิธีที่ดีกว่านี้อีกมั้ย
เชื่อมั่ยค่ะว่า การไคเซ็นเป็นวิธีการพัฒนาที่อยู่ในสายเลือดของคนญี่ปุ่น เป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนก็ปฏิบัติ หมี่เกี๊ยวว่า ..ถ้าเราได้นำไคเซ็นมาใช้ในชีวิตประจำวันของเราจะทำให้การทำงานไม่ใช่สิ่งที่น่าเบื่ออีกต่อไปเป็นการประลองปัญญาว่ามีวิธีที่ดีกว่านี้อีกมั้ย..อยู่ตลอดเราก็จะพยามที่จะคิดว่าเราสามารถทำให้ได้ดีกว่านี้อีก มีเรื่องเล่าอีกค่ะ...
บทเรียนจากขนมครก
ลองนึกดูนะค่ะว่า แต่ก่อนรางขนมครก 1 ราง เวลาเราทำขนมครกขายเราก็จะนำจวักตักน้ำกะทิที่ผสมแป้งเรียบร้อยแล้วค่อย ๆ หยอดลงในรางทีละ 1 หลุม 1 รางมี 30 หลุม เราก็จะยกมือถึง 30 ครั้ง แม่ค้าขนมครกเริ่มคิดพัฒนาว่าทำอย่างไรให้ประหยัดเวลาและแรงงานได้อีก ก็นำน้ำกะทิผสมเสร็จใส่ในกาและยก 1 ครั้งได้ 30 หลุม ลดความเมื่อยมือไปได้เยอะ จากเคยปิดฝาขนมครก 1หลุมต่อ 1 ฝาก็เปลี่ยนมาเป็นใช้ฝาหม้อ 1 ฝาปิดได้ 30 หลุม จากแคะขนมครกทีละหลุมก็ยกขนมครกออกมาทั้งแผงแล้วมาตัด จากรางขนมครก 1 ราง สามารถเพิ่มเป็น 2 รางด้วยการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ คือ หยอดกะทิรางที่ 1 ปิดฝารางที่ 1 หยอดขนมครกรางที่ 2 ยกขนมครกรางที่ 1 และตัด ตัดเสร็จยกรางที่ 2 หยอดรางที่ 1 ตัดรางที่สอง เห็นมั้ยค่ะขนมครกก็ไคเซ็นได้ อะไรก็แล้วแต่สามารถไคเซ็นได้ทั้งหมดถ้าเรารู้จักปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ข้อสำคัญ Kaizen จะต้องทำอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง
ถ้าเราทำ Kaizen แล้วก็อย่าลืมคิดทำ Poka Yoke ด้วย
Poka Yoke คือ การป้องกันความผิดพลาด พัฒนางานแล้วอย่าลืมคิดวิธีป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย เช่น การบากซิมการ์ด ถ้าใส่ผิดจะใส่ไม่ลงใช้งานไม่ได้ หรือ ประตูลิฟต์เวลาจะปิดหากโดนวัตถุหรือคนที่ขอบประตูลิฟต์จะเปิด
สุดท้ายนี้ : ความเคยชินเป็นศัตรูของการปรับปรุงงาน คือศัตรูของ Kaizen
อ่านเข้าใจง่าย ได้ประโยชน์มากครับ
ขอบคุณครับ
ในกรณีของการเปิด-ปิดแอร์ ที่ได้มีการเอากระดาษไปติดไว้ที่ช่องลมของแอร์เพื่อบ่งชี้ว่าสถานะของแอร์เป็นอย่างไรจะถือว่าเป็น Kaizen ได้หรือเปล่าคะเพราะสะดวกในการสังเกต และถ้าเป็น แล้ว Kaizen กับ Visual Control ต่างกันอย่างไรคะ
ขอบคุณคะ