ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง

เนื่องในวาระบทความที่หนึ่งร้อยของประมวลจิตตปัญญาเวชศึกษา ผมจึงเห็นเป็นการบังควรที่จะอัญเชิญพระราชดำรัสของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จพระบิดาแห่งการแพทย์ไทย มาเป็นประเด็นสรณะของบทความนี้

ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง

ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง

ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศจะตกเป็นของท่านเอง

ถ้าท่านทรงธรรมแห่งวิชาชีพไว้ให้บริสุทธิ์

ในการทำงานแพทย์ พยาบาล หรือการเยียวยาผู้อื่นนั้น มีจุดเริ่มต้นที่ "ความทุกข์" และพื้นฐาน "แห่งความเป็นมนุษย์" ที่สามารถรับรู้สิ่งต่างๆนอกเหนือจากตนเองได้ มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสรรพสิ่ง ระหว่างชีวิตกับชีวิต สิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต และชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต บังเกิดเจตนคติที่เห็นถึงหน้าที่ที่เราจะต้องดูแลซึ่งกันและกัน

สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่ได้เป็นสิ่งที่มีมาแต่กำเนิด แต่ค่อยๆถูกหล่อเลี้ยง บ่มเพาะ งอกงาม ในตอนที่เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่นี่เอง

และสำหรับวิชาชีพ น่าจะเป็นสิ่งที่เราต้องจงใจบ่มเพาะ สร้างเสริม ปรับปรุง ให้เกิดเป็นทั้งระดับเข้าใจ มีทักษะ และเชื่อมโยงกับตัวตนจิตวิญญาณของตนเอง เป็นหนึ่งเดียว เป็นอุปนิสัยสันดานเลยทีเดียว พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นหน้าที่หลักของโรงเรียนแพทย์ที่จะต้องหล่อหลอมคุณสมบัติที่ว่านี้ให้งอกเงยงดงามในจิตวิญญาณของนักเรียนแพทย์ในเวลา 6 ปีที่เขาอยู่กับเราให้ได้

ทว่า ถ้าเราเปิดดูหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต เราจะไม่ได้พบรายวิชา "Altruism" หรือรายวิชา "ประโยชน์เพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง" เลย ตลอดหลักสูตร

เพราะว่า Learning objective อันนี้ เป็นเสมือน "ทั้งหมด" ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราแสดง และทุกสิ่งทุกอย่างที่เราปฏิบัติจริง จะต้อง "สอดแทรก บูรณาการ" value ของ altruism หรือการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอยู่ตลอดเวลา

.....................

รึเปล่าหนอ?

ตอนที่การเรียน การสอนเกิดขึ้นนั้น ไม่ว่าจะในห้องบรรยาย ในห้องผ่าตัด ห้องฉุกเฉิน ห้อง lab ไม่เพียงแค่ความรู้ เนื้อหา มีการส่งต่อแลกเปลี่ยนเท่านั้น หากแต่สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาคู่ขนานไปด้วยคือ "ความสัมพันธ์" หรือ relationship อย่าได้ประเมินความสำคัญของความสัมพันธ์ในการเรียนการสอน เพราะแม้สิงที่เกิดขึ้นจะละเอียดอ่อน subtle แต่สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อพฤติกรรมในระยะยาวได้มากกว่าสิ่งที่นักเรียนต้องจำไปตอบในห้องสอบ

อาทิ ความเมตตากรุณาของอาจารย์ การพูดจา ภาษา อารมณ์ขัน อารมณ์เศร้า อารมณ์เครียด ความเป็นห่วงเป็นใย

ความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ

มนุษย์เรียนรู้เรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เฉพาะตอนที่เราบอกให้เรียนในห้องบรรยายเท่านั้น สิ่งที่พี่หมอ อาจารย์หมอ ทำกับคนไข้ ปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงาน พยาบาล นักเรียน เป็น "ของจริง" ที่เรากำลังสอน และนักเรียนกำลังเรียนอย่างขะมักเขม้น ทุกวัน ทุกชม. ตลอดเวลาที่เขาอยู่กับเราเป็นเวลา 6 ปี

จะบอกว่าเราจะต้อง "คัดเลือกเด็กดีๆมาเรียนเท่านั้น จึงจะสามารถผลิตบัณฑิตแพทย์ดีๆได้" นั่นก็ออกจะเป็น poverty mentality หรือ ทัศนขัดสน เกินไปหน่อย

ออกจะ under-estimate ผลของพฤติกรรม ความสัมพันธ์ ในการหล่อหลอมคนไปหน่อย

และที่สุดแล้ว ออกจะ "กลัว" มากเกินไปหน่อย ที่จะรับหน้าที่ ความรับผิดชอบอันนี้มา

แน่นอน เด็กที่ "พร้อม" ก็จะง่ายกว่าที่จะทำอะไร เรียนอะไร เป็นอะไร แต่เราคงจะ claim ว่านั่นเป็นผลงานของเราไม่ได้เสียทีเดียว (หรืออาจจะ claim ไม่ได้เลย) ในทำนองกลับกัน ถ้ามีใครมาเรียน มาทำงาน มาเดินกับเราอยู่ 6 ปี แล้วเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น (ไปในทางไหนก็ตาม) เราก็ยากที่จะปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราสอน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เราทำ

ในชั่วโมงการเรียนการสอนครั้งหนึ่ง มีนักเรียนแพทย์ถามว่า ทำไมพี่ๆแพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้าน หน่วยต่างๆ จึงไม่คุยกัน ตกลงกัน เรื่องการรักษาคนไข้ พอกลุ่มหนึ่งมาราวน์ เห็นการรักษาของอีกทีม ก็เปรยๆว่ามันไม่ดีอย่างไร พออีกกลุ่มหนึ่งมา ก็วิจารณ์อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นวัฏจักร พอถามว่าแล้วน้องคิดว่ากลุ่มไหนถูกล่ะ น้องก็บอกว่าตอนฟังกลุ่มไหน ก็คล้อยตามกลุ่มนั้น เพราะทุกกลุ่มก็ใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ของตนเองเป็นหลักด้วยกันทั้งนั้น เลยไม่รู้ว่าอันไหนถูก อันไหนผิด ข้อสำคัญคือการวิจารณ์บางรูปแบบ มันไม่ได้จำกัดเฉพาะหลักวิชา แต่เลยเถิดไปถึงจรรยาบรรณวิชาชีพของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย ถ้าเป็นอย่างนี้ ยิ่งทำให้นักเรียนเกิดความไม่สบายใจ และความสับสนมากยิ่งขึ้น

เดี๋ยวนี้ความรู้ทางการแพทย์แต่ละสาขา ลงลึกไปเรื่อยๆ จนเรียกว่าถ้าออกนอก field ไปไกลพอล่ะก็ เราจะเกิดความไม่แน่ใจแล้วว่า ณ ปัจจุบันนี้ อะไรน่าจะเป็น "สิ่งที่ดีทีสุด" เพราะเราก็เรียนมาแต่ของทั่วๆไป แต่ในสาขาเฉพาะทาง วิชาความรู้มีการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงแทบจะทุกๆ 3 เดือน 6 เดือนเลยทีเดียว แทนที่จะเป็นหลายๆปีอย่างแต่ก่อน

ในช่วงปีที่ผ่านมา ผมทำกิจกรรม World Cafe หรือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการสนทนาที่ผ่อนคลาย สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นปัจจัยสำคัญทีี่หลายๆคนที่เข้าร่วม รู้สึกถึง "เสน่ห์" ของ World Cafe ก็คือ "ปฏิสัมพันธ์" ระหว่างคนกับคนตอนที่สนทนานั่นเอง ก็เกิดฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า สิ่งที่ "มี" ใน World Cafe อาจจะสะท้อนถึงสิ่งที่ "ขาด" ไปในการจัดการเรียนการสอนทุกวันนี้หรือไม่ นั่นคือ relationship

บางทีตอนเราบรรยาย ตอนเราสอนแสดงข้างเตียง ตอนเราปฏิบัติกับคนไข้ที่หอผู้ป่วยในหรือหอผู้ป่วยนอก เราอาจจะหมกมุ่นมากเกินไปหรือไม่กับ "เนื้อหา" จนละเลย ไม่ระมัดระวัง มิติของความสัมพันธ์ ของปฏิสัมพันธ์ไป คน lecture ก็พูดไปเรื่อยๆ ยิ่งเดี๋ยวนี้ห้อง lecture มีขนาด 500, 1000, 2000 คน คนบรรยายอาจจะเกิดมี "โลกส่วนตัว" อยู่แถวๆหน้าห้อง

ที่น่าสนใจก็คือ บางที ไม่ต้องอยู่ในห้องใหญ่ๆ แต่อยู่ที่ bedside มีคนแค่ 10-15 คน ก็สามารถเกิด "ช่องว่าง" ระหว่างผู้กำลังสอน และผู้กำลังเรียนได้เหมือนกัน มันเป็น "อวจนภาษา" ผสมกับวจนภาษา บริบท ท่าทาง ฯลฯ กลั่นออกมาเป็น relationship ที่มีผลต่อสิ่งที่กำลังเรียน กำลังสอนได้อย่างสนใจที่สุด

platform การเรียนการสอนของแพทยศาสตรศึกษานั้น เกิดขึ้นที่ข้างเตียงคนไข้สำคัญที่สุด ตรงนั้นเป็น "เวทีจริง" ที่นักเรียนจะได้ทั้ง contents เนื้อหา และเห็นว่าการปฏิบัติการจริงๆนั้น หมอทำกับคนไข้ คนไข้ทำกับหมอยังไง เกิด chemistry อะไรขึ้นมาได้บ้าง และถ้าเป็นคนช่างสังเกต เราก็จะเห็นการสื่อสารทางอวจนภาษา ทางอารมณ์ ทางความคิด อย่างมีพลวัตรเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

และที่อาจจะละเอียดอ่อนมากไปกว่านี้ก็คือ "คุณค่า" ที่แท้นั้น มันจะสะท้อนออกมาจาก "สัดส่วน" ของการทุ่มเทพลังขับเคลื่อนไปด้วย นักเรียนก็กำลังเรียนสิ่งนี้ไปเหมือนกัน ไม่ว่าการลงทุน ลงแรง ลงความคิด ไปในมิติด้านใดขององค์กร ก็จะเป็นการเน้นว่า "เราคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ" มากกว่าสิ่งที่เราพูดเฉยๆ ฉะนั้นสำหรับโรงเรียนแพทย์ เรามีหลายมิติที่เราดูแล งานวิจัย ความก้าวหน้าทางวิชาการ เทคโนโลยี จึงเป็นภาระที่สำคัญและละเอียดอ่อน ที่เราจะ "แสดง" ให้เห็นว่ายังมีมิติอื่นๆด้วย นอกเหนือจาก excellence ด้านเทคโนโลยีในการจะเป็นแพทย์ที่ดี นั้นคือ ความเมตตา กรุณา ความสัมพันธ์ระหว่างคนทุกคน การให้ความสำคัญต่อ autonomy สิทธิคนไข้ ความเป็นห่วงใย ความรักระหว่างคนกับคน

เพราะสิ่งเหล่านี้เองที่จะปลูกฝัง "ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง" ไม่ใช่เทคโนโลยีที่คงอยู่ประเดี๋ยวประด๋าว เปลี่ยนแปลงไปทุกๆปี ทุกๆเดือน