... อ.ดร.ไวส์แมน ผู้เชี่ยวชาญสาขาจิตวิทยา เขียนหนังสือเรื่อง '59 Seconds: Think a Little. Change a Lot.' = "59 วินาที: คิดน้อย เปลี่ยนแปลงมาก" ซึ่งมีเคล็ดลับในการพัฒนาบุคลิกภาพมากมาย นิตยสารไทมส์และ Telegraph ได้สรุปไว้ดี ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ ... (1). ถ้าไปงาน (2). ถ้ามีเดท (date = นัดพบ) กับคนรู้ใจ (3). ฝึกยิ้มๆๆๆ (4). ดูแลหุ่นให้ดูดี (5). อย่าใช้เงินซื้อความสุข (6). ชมมากกว่าติ 5 เท่า (7). ถ้าสมัครงาน... (8). ลองของใหม่ ... ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ ที่มา
> Thank Telegraph
> 16 กรกฎาคม 2552.
ให้นั่งตรงกลาง อย่านั่งตรงริมๆ หรือหลบในมุมมืด-มุมอับสายตา เพราะการนั่งตรงกลางจะทำให้มีโอกาสพบคนที่รู้ใจ หรือเพื่อนใหม่ๆ มากขึ้น
ให้สงวนท่าที (lukewarm) ไว้ก่อนในครั้งแรก ครั้งต่อไปค่อยๆ แสวงหาจุดร่วม
พยายามสังเกตว่า มีอะไรที่ไม่ชอบ (dislike) ตรงกัน จะได้หลีกเลี่ยงเรื่องนั้นๆ และทำท่าตามอีกฝ่ายหนึ่งบ้าง เช่น อีกฝ่ายไขว้ขา ให้ลองไขว้ขา, อีกฝ่ายจิบน้ำ ให้จิบน้ำบ้าง ฯลฯ
การนัดครั้งต่อไปควรเปิดใจกันให้มากกว่าครั้งแรก เพื่อให้มิตรภาพก้าวหน้าไปด้วยดี
เพิ่มพูนความสุข (boost = เพิ่มพูน สร้างเสริม) ด้วยการออกกำลัง "ยิ้ม" ที่กระจก แล้วยิ้มค้างไว้คราวละ 20 วินาที (ทำดู! + ทำให้เท่ ทำคนเดียว และระวังคนรอบข้างตกใจ)
ใช้จาน-จามใบเล็กลง ใช้แก้วทรงสูง-ผอม ติดกระจกเงาไว้ในครัว ส่องดูหุ่นตัวเองทุกครั้งก่อนอาหาร เพื่อป้องกันโรคอ้วน
บันทึกไดอารีว่า กินอะไรไปบ้าง 2 สัปดาห์ ครบแล้วให้ทบทวนดูว่า อาหาร-เครื่องดื่มอะไรเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เราเสี่ยงอ้วน จะได้หาทางลดลงไป
เวลาเครียด เหงา เศร้า เซง... อย่าไปชอปปิ้ง หรือซื้อสินค้าเงินผ่อนคลายเครียด เพราะความสุขจากเงินไม่ค่อยยั่งยืน ไม่เหมือนความสุขจากภายในตัวเราเอง
ให้หาโอกาสไปทำอะไรดีๆ ร่วมกับเพื่อน เช่น ออกกำลังนอกบ้าน ปลูกต้นไม้ เล่นกับน้อง(หมา แมว ปลา ฯลฯ) ทำงานอาสาสมัคร ท่องเที่ยวหรือกินอาหารในที่ใหม่ๆ และไม่จำเป็นต้องแพง ฯลฯ
หาความสุขจากภายใน เช่น ฝึกร้องเพลงคาราโอเกะ (อย่าเลือกเพลงเศร้า ให้เลือกเพลงสนุกๆ ไว้ก่อน) ฯลฯ ออกกำลังแบบตะวันออก เช่น ไทเกก-ไทชิ รำกระบองชีวจิต มวยจีน โยคะ ฯลฯ และเดินเร็วๆ 5-10 นาทีทันทีที่รู้สึกเศร้า เหงา เซง หรือหดหู่ เพื่อให้สารความสุข (เอนดอร์ฟิน) หลั่งออกจากภายในบ่อยๆ
ไม่ว่าอยู่กับใครหรือทำอะไรที่ไหน... ให้ชมมากกว่าติเสมอ สัดส่วนการชมต่อการติที่คนทั่วไปพอจะยอมรับได้ คือ คำชมต้องมากเป็น 5 เท่าของคำติหรือมากกว่านั้น
ไม่ว่าจะชมหรือติ... อย่าเน้นที่ตัวบุคคล ให้เน้นการกระทำ เช่น ถ้าจะชมเด็กที่สอบได้ดี ให้ชมที่ความขยันหมั่นเพียร ความใส่ใจ หรือความตั้งใจ ไม่ควรชมที่ผลสอบ ฯลฯ
ไม่ว่าจะชมหรือติ... อย่าเปรียบเทียบ เช่น คนนี้ดีกว่าคนนั้น คนนั้นแย่กว่าคนนี้ ฯลฯ ให้ชมการกระทำของคนแต่ละคน หรือทีมงานแต่ละทีม
ชมทั้งต่อหน้าและลับหลัง... การชื่นชมจะมีอานุภาพมากถ้าชมได้ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ตรงกันข้ามการติต้องติเบาๆ ติให้คนฟังได้ยินคนเดียว เพื่อให้โอกาสคนอื่นปรับตัวเป็นคนทำดีบ้าง
ถ้าไม่อยากเหงาอยู่คนเดียว... ให้ชมคนรอบข้างให้ได้อย่างน้อยวันละครั้ง และเพิ่มเป็น 3 ครั้งหลังอาหาร
ให้มองหาจุดอ่อนเบาๆ ของตัวเอง แล้วเปิดเผยจุดอ่อนเล็กๆ ตอนต้นของการสัมภาษณ์ ก่อนตามด้วยจุดแข็งใหญ่ๆ ของตัวเอง
ทำการบ้าน ศึกษาหาข้อมูลหน่วยงานที่เราไปสมัครงาน มองว่า หน่วยงานนั้นๆ มีจุดแข็งตรงไหน และจะทำอะไรให้ดีขึ้นได้อย่างไร ข้อมูลเหล่านี้อาจนำเสนอได้ในระหว่างการสัมภาษณ์ถ้าผู้สัมภาษณ์ทดสอบความคิดสร้างสรรค์
ลองทำอะไรใหม่ๆ เสมอทุกปี หรือดีกว่านั้น คือ ทุกเดือน เช่น หางานอดิเรกใหม่ เรียนรู้เรื่องใหม่หรือภาษาใหม่ เข้าร่วมกิจกรรมใหม่ๆ กับคนอื่น ฯลฯ
แต่อย่าลองเป็นหนี้ อย่าประกันเงินกู้คนอื่น และอย่าเล่นการพนัน เพราะ 3 เรื่องนี้ "ไม่เชื่อ ห้ามลบหลู่" เพราะคนจำนวนมากเครียด เศร้า เป็นโรคตกใจง่าย (panic disorder) จาก 3 เรื่องนี้จนความดันเลือดสูง หัวใจเสื่อมสภาพ ไตเสื่อมสภาพ ไตวายมาแล้วมากมาย
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า >
ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแล ท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.