สัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการพระราชทานอภัยโทษ” จัดโดย คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์  ณ ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2552  เวลา 13.00 – 16.00 น.

                ครั้งนี้มีวิทยากรมาร่วมสัมมนา 4 ท่าน ดังนี้

                1. อาจารย์สัก        กอแสงเรือง       อดีตนายกสภาทนายควม

      2. คุณปรียาพร        ศรีมงคล        รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์

      3. อาจารย์ ดร. ปริญญา        เทวานิมิตรกุล       อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน มธ.

      4. อาจารย์รณกรณ์        บุญมี       อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายอาญา มธ.

      และดำเนินรายการโดย   ผศ. ดร. มาตาลักษณ์       ออรุ่งโรจน์        หัวหน้าภาควิชากฎหมายอาญา มธ.

                การจัดสัมมนาทางวิชาการในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากปัญหาความสังสัยในพระราชอำนาจการพระราชทานอภัยโทษ อันเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและมีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย จึงนำมาสู่การจัดสัมมนาที่มุ่งอธิบายความถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อหาทางออกให้กับความขัดแย้งภายใต้พื้นฐานของเหตุผลและกติกา

                ในเบื้องต้นเราจึงควรทำความเข้าใจกับความหมายของ การพระราชทานอภัยโทษ ก่อนเป็นอันดับแรก

                "การพระราชทานอภัยโทษ"   นั้นหมายถึง การพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์แก่ผู้ต้องโทษที่คดีถึงที่สุดแล้วให้ได้รับการปล่อยตัวหรือลดโทษแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัยตามพระราชอำนาจที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษนั้นเป็นอำนาจในพระมหากษัตริย์ของทุกประเทศ แตกต่างกันเพียงแต่เงื่อนไขหรือกติกาเท่านั้น  ในส่วนของประเทศไทยนั้น พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษปรากฏชัดใน มาตรา 191 รัฐธรรมนูญ 2550 และแท้จริงแล้วหากย้อนพิจารณาตามประวัติศาสตร์ไทย จะพบว่าพระราชอำนาจดังกล่าวมีมาแต่เดิมตั้งแต่สมัยสุโขทัย อันเป็นโบราณราชประเพณีของไทยสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

               กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการอภัยโทษ แต่ดั้งเดิมน้ั้น ได้แก่ ความกรุณาปราณีแห่งประมุขรัฐแก่ผู้ต้องโทษที่กลับตัวเป็นคนดีก่อนเสร็จสิ้นการบังคับโทษตามคำพิพากษาแสดงถึงความประพฤติที่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นมาตรการในการส่งเสริม หรือให้กำลังใจผู้ต้องโทษให้กลับตัวเป็นคนดี และกลับคือสู่การใช้ชีวิตในสังคมปกติ นอกจากวัตถุประสงค์ดังกล่าวแล้ว การอภัยโทษยังสามารถนำไปแก้ไขความผิดพลาดในกระบาวนการยุติธรรม หรือเพื่อลดความรุนแรงของคำพิพากษาได้

เมื่อพิจารณาถึงประเภทของการอภัยโทษนั้น สามารถแบ่งได้หลายลักษณะตามแต่กฎเกณฑ์ที่นำมาใช้พิจารณา ในที่นี้เพื่อให้เข้ากับเหตุการณ์บ้างเมือง จึงขอพิจารณาเฉพาะกรณีที่ใช้เกณฑ์ลักษณะของผู้ได้รับการอภัยโทษเป็นเกณฑ์ ซึงอาจแบ่งได้ดังนี้

              1. การอภัยโทษเป็นการทั่วไป(General Pardon)  

                  เป็นกรณีอภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษจำนวนมาก อันเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับวัตถุประสงดั้งเดิมของการอภัยโทษของไทยที่เป็นการแสดงออกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อราษฎร์ในวโรกาศสำคัญๆต่างๆ เช่น การอภัยโทษในพิธีบรมราชาภิเษก โดยถือเป็นการบำเพ็ญอภัยทานด้วย ซึ่งปรากฏในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 261 ทวิ ดังนี้

                    "มาตรา 261 ทวิ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควรจะถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ขอให้พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษก็ได้

                     การพระราชทานอภัยโทษตามวรรคหนึ่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา"

              2. การอภัยโทษเป็นรายบุคคล(Individual Pardon)

                  เป็นรูปแบบการอภัยโทษอย่างแท้จริงที่เป็นไปตามหลักทั่วไป โดยพิจารณาจากตัวผู้ต้องโทษเป็นรายบุคคล โดยการอภัยโทษนั้นต้องสนองตอบกับวัตถุประสงค์ คือ ผู้ต้องโทษนั้นมีความประพฤติที่ดีขึ้น และในขณะเดียวกันการอภัยโทษก็เป็นการแสดงออกถึงความเมตตาของประมุขต่อผู้ต้องโทษรายนั้นๆที่ได้รับพิจารณาแล้ว ซึ่งปรากฏการอภัยโทษในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 259 ดังนี้

             “มาตรา 259 ผู้ต้องคำพิพากษาให้รับโทษอย่างใดๆ หรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ถ้าจะทูลเกล้า ฯ ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ขอรับพระราชทานอภัยโทษ จะยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ได้”

             เมื่อวิเคราะห์ถึงองค์ประกอบตามมาตรา 259 การขอพระราชทานอภัยโทษต้องมีเงื่อนไข ดังนี้

                 ก.ต้องมีคำพิพาพากษาถึงทีสุดให้ต้องรับโทษทางอาญาอย่างใดอย่างหนึ่ง

                 ข.เป็นผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุด หรือ เป็นผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับผู้ต้องโทษ ซึ่งกรณีหลังนี้ในทางปฏิบัติค่อนข้างตีความแคบ อาทิ บุพการี บุตร และคู่สมรส แม้กระทั่งลูกพี่ลูกน้อง หรือญาติชั้นหลานก็ไม่สามารถใช้สิทธิในส่วนนี้ได้

             หากนำหลักการทางกฎหมายข้างต้นมาพิจารณาเข้ากับข้อเท็จจริง กรณีที่มีประชาชนกลุ่มหนึ่งร่วมกันลงลายมือชื่อให้ความเห็นชอบในการขอพระราชทานอภัยโทษแก่อดีตนายก พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตรแล้ว สามารถพิจารณาแยกประเด็นปัญหาได้ดังนี้

 

ประเด็น กระแสสังคมต่ออำนาจพระราชทานอภัยโทษ

             ในประเด็นนี้ต้องทำความเข้าใจถึงพระราชอำนาจการอภัยโทษกันให้ถ่องแท้เสียก่อน เนื่องจากตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ได้กล่าวถึงพระราชอำนาจดังกล่าวในมาตรา 191 และ มาตรา 195 ว่า

            "มาตรา 191  พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ"

            "มาตรา 195  บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้

              บทกฎหมายที่ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วหรือถือเสมือนหนึ่งว่าได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยพลัน"

              ตามบทบัญญัติข้างต้น การพระราชทานอภัยโทษนั้นเป็นอำนาจโดยอิสระของพระมหากษัตริย์ ซึ่งกระทำโดยผ่านอำนาจทางบริหาร อันได้แก่รัฐมนตรีเป็นผู้สนองพระบรมราชองค์การ โดยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค7 ผู้นั้น ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นทั้งผู้มีอำนาจทูลเกล้าถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ และผู้มีหน้าที่ลงนามรับสนองพระบรมราชองค์การ

              ตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันทรงมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข องค์พระมหากษัตริย์แม้จะใช้พระราชอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ก็ทรงอยู่เหนือประเด็นทางการเมือง ตามหลัก THE KING CAN DO KNOW WRONG ซึ่งปรากฏชัดในมาตรา 195 ข้างต้น ส่งผลให้ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อกรณีการพระราชทานอภัยโทษ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผู้มีหน้าที่รับสนองพระบรมราชองค์การนั่นเอง ดังนั้น ประเด็นที่ถกเถียงกันว่าการเข้าลงชื่อของประชาชน 1 ล้านรายชื่อ จะมีผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่นั้น คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าผู้ที่ถูกกระแสสังคมกดดดันมิใช่องค์พระมหากษัตริย์ แต่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผู้รับผิดชอบ

 

ประเด็น ประชาชนผู้ลงลายมือชื่อ 1 ล้านรายชื่อ เป็นผู้มีสิทธิขอพระราชทานอภัยโทษหรือไม่

              ดังที่กล่าวข้างต้นแล้วว่าผู้มีสิทธิร้องขอพระราชทานอภัยโทษในกรณีพระราชทานเป็นรายบุคคลต้องเข้าตามเงื่อนไข มาตรา 259 ป.วิ.อาญา ที่ให้สิทธิเฉพาะผู้ต้องโทษและผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งประชาชนผู้เข้าร่วมลงลายมือชื่อเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อหรือไม่นั้น เนื่องจากในทางปฏิบัติไม่เคยมีกรณีเช่นนี้มาก่อน แต่หากพิเคราะห์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องหมายเฉพาะเพียงผู้มีสัมพันธ์ใกล้ชิดแนบแน่นกับผู้ต้องโทษเท่านั้น ดังนั้น แม้ประชาชนจะร่วมลงความเห็นชอบต่อการขอพระราชทานอภัยโทษจำนวนมากเพียงใด แต่หากมิใช่ผู้มีสิทธิตามกฎหมายแล้ว ก็ไม่อาจก้าวข้ามเงื่อนไข ตามมาตรา 259 ป.วิ.อาญาได้

              กระนั้นตามหลักการขอพระราชทานอภัยโทษ ยังมีบทบัญญัติมารตรา 261 วรรค 2 ตาม ป.วิ.อาญา ที่ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษแม้มิได้มีผู้ใดร้องขอก็ทำได้ แต่ในทางปฏิบัติการดังกล่าว รัฐมนตรีจะถวายฎีกาเฉพาะกรณีนักโทษประหาร ที่ผู้ต้องโทษมิได้ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้รับโทษอาญา

 

ประเด็น  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมต้องถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษกับคำร้องทุกกรณีหรือไม่

              บทบัญญติมาตรา 261 ตาม ป.วิ.อาญา กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ พร้อมถวายความเห็นว่าควรพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ ดังนั้นหากคำขอพระราชทานอภัยโทษเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของกฎหมาย รัฐมนตรีจำต้องถวายฎีกาพร้อมความเห็นว่าควรพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ โดยการพิจารณาว่าควรหรือไม่นั้น ต้องสืบประวัติของผู้ต้องโทษดังกล่าวโดยคำนึงถึง ลักษณะของผู้กระทำความผิด เช่น เป็นนักโทษชั้นดีหรือไม่ เป็นผู้พิการหรือเจ็บป่วยร้ายแรงหรือไม่ เป็นผู้สูงอายุหรือไม่ เป็นต้น และคำนึงถึงฐานความผิดที่ผู้นั้นได้กระทำ อันเป็นเรื่องนโยบายทางอาญา

             แต่เนื่องจากกรณีตามข้อเท็จจริงนั้นผู้ขอพระราชทานอภัยโทษมิใช่ผู้มีสิทธิตามกฎหมาย เมื่อไม่เข้าตามเงื่อนไขของกฎหมาย จึงต้องพิจารณาต่อว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจไม่ยื่นฎีกาได้หรือไม่ ซึ่งกรณีนี้มีความเห็นว่าตามรัฐธรรมนูญรัฐมนตรีเป็นผู้มีหน้าที่รับสนองพระปรมาภิไธย จึงเป็นผู้มีอำนาจถวายฎีกาด้วย ซึ่งรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อการดูแลความถูกต้องในกระบวนการยื่นคำขอด้วย ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจึงควรปฎิเสธคำขอถวายฎีกา อันเป็นอำนาจตามหน้าที่ผู้รับสนองพระปรมาภิไธย

 

ในการสัมมนาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงประเด็นความขัดแย้ง

ที่จำต้องยุติให้กับหลักการของกฎหมายหลายประการ

เนื่องจากบ้านเมืองของเราปกครองโดยหลักนิติรัฐ

การพิจารณาการพระราชทานอภัยโทษ

จึงมิใช่การพัดโบกลอยตามกระแสของสังคม

หากแต่ต้องพิจารณาความถูกต้องชอบธรรมของกฎหมายเป็นสำคัญ

 

หมายเหตุ : การสัมมนาครั้งนี้มีประเด็นทางกฎหมายอีกหลายประเด็นที่ยกขึ้นมาถก แสดงความคิดเห็นกัน ผู้เขียนจะนำมาเพิ่มเติมในโอกาสหน้านะคะ

หมายเหตุ 2 : ขอขอบคุณท่านวิทยากรที่มาให้ความรู้ และภาคประชาชนที่เข้่ามาร่วมแสดงความคิดเห็น + ขอบคุณอาจารย์แม่แหววที่เป็นแรงผลักดันให้เริ่มลุกขึ้นมาเขียนสิ่งที่เป็นสาระต่อสังคม

หมายเหตุ 3 : เรื่องพระราชบัญญัติจะตามมาเร็วๆนี้นะคะ อาจารย์แม่แหวว ^^"