สพฐ.แจงรัฐยกเลิกนโยบายยุบร.ร.เล็กหันมาใช้ยุทธศาสตร์พัฒนาคุณภาพแทน
ตัวแทนสพฐ.ประกาศรัฐยกเลิกนโยบายยุบร.ร.หันมาใช้ยุทธศาสตร์พัฒนาคุณภาพร.ร.ขนาดเล็กกลางเวทีสัมมนาถึงเวลาแล้วการจัดการศึกษาต้องเป็นของชุมชนอย่างแท้จริงของ ชาวบ้านท่าสะท้อน ด้านรองผอ.สพท.เขต3 ประกาศพร้อมให้ความร่วมมือแต่ต้องอยู่ในกรอบของรัฐ
เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมชาวบ้านท่าสะท้อน อ.ชะอวดจ.นครศรีธรรมราชร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชน จัดเสวนาเรื่อง ถึงเวลาแล้วการจัดการศึกษาต้องเป็นของชุมชนอย่างแท้จริง ณโรงแรมทวินโลตัส จ.นครศรีธรรมราชทั้งนี้สืบเนื่องจากกรณีที่ชาวบ้านท่าสะท้อนร่วมกันเปิดโรงเรียนวัดท่าสะท้อนขึ้นอีกครั้ง เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมหลังจากถูกรัฐสั่งปิดตามนโยบายลดงบประมาณด้านการศึกษานานกว่า 2 ปีโดยการเปิดเรียนครั้งนี้ชุมชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการร่างหลักสูตรการเรียนการสอนให้แก่ลูกหลานตนเอง
นายวัชระ เกตุชู ตัวแทนชุมชนบ้านท่าสะท้อน อ.ชะอวดจ.นครศรีธรรมราชกล่าวว่า หลังจากมีการโอนย้ายนักเรียนโรงเรียนวัดท่าสะท้อนไปเรียนโรงเรียนบ้านศาสาทวดทอง ด้วยสาเหตุนักเรียนมีจำนวนน้อย และต่อมามีแนวโน้มว่าจะถูกยุบ ส่งผลชาวบ้านท่าสะท้อนลุกขึ้นมาเรียกร้องให้โรงเรียนวัดท่าสะท้อนกลับมาเปิดอีกครั้ง โดยการคิดร่างหลักสูตรการเรียนการสอนและรวบรวมคนที่อาสาจะเข้ามาช่วยสอน
ตอนนั้นเขตการศึกษาบอกว่าโรงเรียนวัดท่าสะท้อนมีอัตราครูประจำการเพียง1 คนซึ่งถ้าเปิดสอนจะทำให้เด็กมีคุณภาพได้ยาก แต่ทางชุมชนไม่หวั่นเพราะเรามีอาสาสมัครที่จะเข้ามาดูแลในส่วนนี้อยู่แล้ว หลังจากมีการร่างหลักสูตรก็มีการเชิญ สพฐ.มาดูว่าการที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมแบบนี้ทำได้ไหมซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าให้ลองทำดู จนมาถึง ณ วันนี้ ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าชุมชนทำได้ นายวัชระ กล่าว
นายวัชระกล่าวว่า จากสำนึกของชุมชนว่าจะต้องรักษาทรัพยากรที่ชุมชนมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปลา ต้นไม้ ลำคลอง วัด จะดูแลอย่างไรให้สิ่งเหล่านี้รับใช้ชุมชน โดยเฉพาะทรัพยากรบุคคล เพื่อนำไปสู่การรักษาชุมชนให้มั่นคงยั่งยืนต่อไป
นายวัชระกล่าวอีกว่า การเรียนการสอนในช่วงเช้าเรียนแกนกลางคณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ เพื่อให้เป็นเนื้อเดียวกัน ในช่วงบ่ายเรียนสาระท้องถิ่นบูรณาการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นวิชาการทั้งหมดกระบวนการจัดการความรู้ เพราะความรู้มีอยู่ทั่วไปแต่ทำอย่างไรให้เด็กจัดการนำเอาความรู้เหล่านั้นมาใช้ในชีวิตประจำวันได้
สิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือมีโรงเรียนอีกหมื่นกว่าโรงกำลังจะปิดตัวลงเท่ากับชุมชนขาดองค์ประกอบสำคัญในชุมชน ขาดเครื่องมือที่จะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง หลายคนอาจเป็นห่วงถึงความยั่งยืนในอนาคตของการเรียนการสอนรูปแบบนี้ ซึ่งในภาพรวมที่วางกรอบไว้ ชุมชนตั้งใจว่าต่อไปแต่ละแห่งของชุมชนจะสร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ชุมชนสามารถเข้าไปใช้พื้นที่ของโรงเรียนศึกษาหาความรู้ นักเรียนเองก็สามารถเข้าไปเรียนรู้จากชุมชนได้ และขยายผลสู่โรงเรียนอื่นๆ ที่เป็นโรงเรียนขนาดเล็กได้มองเห็นแนวทางในการรักษาโรงเรียนไว้อยู่คู่ชุมชน นายวัชระกล่าว
นางรัชนี ธงไชย อาจารย์ใหญ่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก จ.กาญจนบุรีกล่าวว่า ขั้นแรกของการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก คือต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหา นั่นคือการศึกษาต้องอยู่ในมือชุมชน เพราะหากการศึกษาเป็นของชุมชนจะไม่เกิดการยุบ ไม่รวม ไม่ปิด เพราะที่ใดมีโรงเรียนที่นั่นถือเป็นที่ที่เจริญแล้ว เป็นศูนย์รวมของชุมชน
ทุกวันนี้โรงเรียนในทุกพื้นที่เป็นเหมือนส่วนเกินคนในชุมชนไม่มีสิทธิเข้าไปแตะ เกิดช่องว่างระหว่างชุมชนและโรงเรียน ความเป็นหนึ่งเดียวของชุมชนขาดหายไป ดังนั้นสิ่งที่ชุมชนจะต้องลุกขึ้นมาทำคือการทำให้ลูกหลานของตนมองเห็นชีวิต มองเห็นอนาคต ครูและชุมชนต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ครูวิพากษ์ชุมชนได้ และในขณะเดียวกันชุมชนก็สามารถวิพากษ์ครูได้ มีการประเมินด้วยชีวิต จิตและวิญญาณ ไม่ใช่ใช้เพียงแค่ข้อสอบ นางรัชนีกล่าว
ทั้งนี้นางรัชนีแนะนำถึงความยั่งยืนในการจัดการศึกษาโดยชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมว่า จะต้องมียุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนาเรื่องที่ชุมชนอยากทำ ต้องมีการจัดงบประมาณสำหรับการจัดเวทีเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างชุมชนที่มีการจัดการศึกษาแบบที่ชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วม ซึ่งหากทำได้จะเป็นการแลกเปลี่ยนที่ยั่งยืนกว่าการสร้างวัตถุ
ด้านนายสมพงษ์ แสงศรี ตัวแทนจากสำนักงานนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่าขณะนี้มีโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศ 12,828 โรงเฉลี่ยครู 1 คนต่อนักเรียน16 คนซึ่งโรงเรียนส่วนใหญ่คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ด้วยสาเหตุการบริหารจัดการต่ำกว่ามาตรฐาน โรงเรียนห่างไกลยิ่งยุบเข้าไปไม่ได้เพราะถ้ายุบโรงเรียนนั้นแล้วก็ไม่มีโรงเรียน อีกทั้งเรื่องทักษะการเรียนการสอน ไม่มีเทคโนโลยี งบประมาณที่จำกัด และชุมชนอยากจน แต่ถึงอย่างไรประเทศไทยก็จำเป็นต้องมีโรงเรียนขนาดเล็ก
นโยบายการยุบเลิกโรงเรียนขนาดเล็กถูกยกเลิกไปแล้ว แต่มียุทธศาสตร์พัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กที่ผ่านมติเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) คือ
1.พัฒนาระบบการวางแผนและการบริหารจัดการ
2.พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้โรงเรียนขนาดเล็กมีคุณภาพ
3.พัฒนาผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอนเสริมสร้างความพร้อมและความเข้มแข็งให้แก่โรงเรียน
4.การมีส่วนร่วมจากภาคส่วนในเรื่องการศึกษาเลิกมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องของครู (ซึ่งตรงนี้โรงเรียนวัดท่าสะท้อนได้ทำไปแล้ว) นายสมพงษ์ กล่าว
นายสุนันธ์ เทพศรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า คุณภาพของการศึกษาอยู่ที่คุณภาพรวมของความเป็นมนุษย์ แต่คนส่วนใหญ่กลับมองว่าคุณภาพคือความรู้ ทุกคนจึงคอยแต่จะอวดรู้กัน ทั้งที่ความจริงคุณภาพคนไม่ได้อยู่ที่ความรู้ แต่อยู่ที่การสร้างปัญญา
ดังนั้นโรงเรียนขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องยุบแต่จำเป็นต้องให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม และสิ่งที่คาดหวังว่าได้ต้องไม่ใช่ความรู้ แต่ต้องมองว่าสิ่งที่ได้คือองค์ประกอบความเป็นมนุษย์ควบคู่ไปกับคุณธรรม นายสุนันธ์ กล่าว
อย่างไรก็ตามนายสุนันธ์ ยังกล่าวอีกว่า การเข้ามาของชุมชนก็เป็นปัญหาใหญ่เช่นกัน การที่คนในชุมชนจะเข้ามาช่วยสอนช่วยดูแลได้ ต้องมีกระบวนการระหว่างชุมชนและโรงเรียนผูกกันตั้งแต่เรื่องของแนวคิด และผู้บริหารเองบางครั้งก็ต้องยอมเสียสละบางเรื่องถ้าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อชุมชน จะสอนอย่างไรให้คนรักถิ่น อย่าลืมสร้างให้เกิดปัญญา การสอนแต่ถิ่นมันแคบ ฉะนั้นความเป็นสากลยังต้องมีอยู่
นายสมพร หนูเอียด รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต (สพท.) 3 จ.นครศรีธรรมราชกล่าวว่า ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ กำหนดให้ชุมชนสามารถเข้ามาจัดการศึกษาได้ กรณีของโรงเรียนวัดท่าสะท้อน เป็นการจัดการร่วมกันของรัฐและชุมชน ซึ่ง สพท.ยินดีให้การสนันสนุนแต่ก็อยากให้มองราชการในอีกแง่ด้วยว่าราชการบางจุดก็มีข้อจำกัด เช่น งบประมาณไม่เพียงพอ เป็นต้น
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กและชาวบ้านกว่า 300 คนเข้าร่วมการประชุม แต่นายวินัย ไชยเดช ผู้บริหารโรงเรียนวัดท่าสะท้อน และข้าราชการครู ที่ สพท.จัดส่งไปให้1 คนไม่ได้เข้าร่วมแต่อย่างใด ซึ่งนายสมพร รับปากกับที่ประชุมว่าจะไปหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว เนื่องจากในที่ประชุมชาวบ้านได้นำเสนอว่า การร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับชาวบ้านยังไม่ดีเท่าที่ควร
ที่มา: ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
วิเคราะห์ข่าว
ชุมชนที่มีความเข้มแข็ง มีความสามารถในการมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ สามารถสนับสนุนการจัดการศึกษาของภาครัฐได้ เป็นการจัการศึกษาแบบบูณราการ นับว่าเป็นการสนองตอบนโยบายการศึกษาของรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ ในข้อที่ 8 ว่าด้วยเรื่อง เร่งรัดการลงทุนด้านการศึกษาและเรียนรู้อย่างมีบูรณาการในทุกระดับการศึกษาและในชุมชน
การพัฒนาปัญญาของสมาชิกในชุมชน นอกเหนือจากการเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีสำนักรักบ้านเกิดแล้ว ยังคงต้องมีความรู้ในระดับสากลเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกับสังคมเพื่อนบ้านได้อย่างสงบและสันติ เพราะการรักถิ่ตนเองแต่ไม่ได้เรียนรู้แผ่นดินถิ่นเกิดผู้อื่นอาจก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมโดยรวม
ควรทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่รักแผ่นดินถิ่นเกิด แต่ไม่ก่อความแตกแยกในสังคมระดับประเทศชาติของตน
|