ข้าพเจ้าเป็นชาวพุทธเถรวาท ตามใบทะเบียนบ้านมาแต่กำเนิด แต่ไม่ค่อยได้รู้เรื่องลึกซึ้งอะไรเกี่ยวกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าสักเท่าไหร่ จนผ่านไปเกือบครึ่งชีวิต ถึงได้เข้่าสู่วิถีแห่งการเรียนรู้ในคำสอนของพระพุทธองค์ และพบว่า พุทธศาสนานั้น มีคำตอบสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ข้าพเจ้าสงสัย และอธิบายได้
เบื้องแรก ข้าพเจ้าต้องกลับมาสนใจเรื่องราวของพระพุทธองค์ อ่านเรื่องราวพุทธประวัติ ศึกษาเรียนรู้สิ่งที่พระพุทธองค์ค้นพบ หลักใหญ่ใจความก็คือ ทุกสิ่งที่ปรากฏนี้ ความจริงอันยิ่งใหญ่นี้ มีมาแต่เดิมแล้ว พระองค์กล่าวว่า พระองค์ทรงเป็นเพียงผู้ค้นพบ และเป็นผู้บอกทาง แต่เราจะก้าวเดินไปตามนี้หรือไม่ ขึ้นกับการตัดสินใจของเรา

พระศากยมุนีพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 4 ในภัทรกัปนี้ ในอนาคตจะมีพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 คือพระศรีอริยเมตไตย์ มาเกิดยังโลกมนุษย์ และจะค้นพบหลักความจริงอันยิ่งใหญ่นี้อีกครั้ง
ในทางเถรวาทเชื่อว่ามีพระพุทธเจ้าอยู่หลายพระองค์ก่อนหน้านี้ แต่ในภัทรกัปนี้มีอยู่ 5 พระองค์ ความเชื่ออันนี้เป็นที่ทราบกันดี
ในเรื่องเล่า หรือตำนานของพระพุทธบาทสี่รอย ก็กล่าวไว้เช่นนั้น ว่ากันว่า เมื่อพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 คือพระศรีอริยเมตไตย์ มาเกิด พระองค์ก็จะมาประทับรอยพระบาทที่นี่ เพื่อให้ทั้งสี่รอยนั้น กลายเป็นรอยพระบาทรอยเดียว เรื่องเล่าเกี่ยวกับพระพุทธบาทสี่รอยนี้ น่าสนใจไม่น้อย ข้าพเจ้าว่าเรื่องเล่านี้ สะท้อนความเชื่อของการมีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ได้เป็นอย่างดี

พอมาเรียนรู้เข้าสู่หนทางภาวนาของมหายาน และวัชรยาน ก็มีเรื่องราวของพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ อีก มีเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ เรื่องราวของ พระพุทธเจ้า 5 สกุล ตามหลักวัชรธาตุมนฑล โดยทางมหายานและวัชรยานกล่าวว่า มีพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ อีกมากมาย ที่อยู่ในโลกของสัมโภคกาย พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันที่เรารู้จัก คือพระศากยมุนีพุทธเจ้า เป็นเพียงตัวแทนของพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ ที่มาให้เราได้รับรู้ ได้รู้จัก ในโลกของนิรมาณกาย แต่ยังมีอีกหลายๆ พระองค์ สถิตอยู่ในโลกของสัมโภคกาย
ข้าพเจ้าไม่ค่อยจะสนใจสักเท่าไหร่ ว่าจะมีกี่พระองค์ แถมไม่เคยอ่านพระสูตรอะไรในทางมหายานเลย เพียงแต่ได้รับรู้จากการอ่านหนังสือของหลวงปู่ติช ที่ชื่อว่า ปลูกรัก โดยคร่าวๆ ในหนังสือเล่มนั้นมีเรื่องราวกล่าวถึง นิรมาณกาย สัมโภคกาย และธรรมกายด้วย แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้เข้าใจอะไรนักในตอนนั้น

ในทางเถรวาท มีคำกล่าวหนึ่งที่สะดุดใจข้าพเจ้า คือเมื่อตอนที่ข้าพเจ้าได้พบหลวงปู่อูเตชนียะ และ ได้รับหนังสือของท่านมาด้วยเล่มหนึ่ง ในหนังสือเล่มนั้นท่านกล่าวว่า พระพุทธเจ้านั้นมีมากมาย มากเสียยิ่งกว่าเม็ดทรายในแม่น้ำคงคารวมกัน ฟังดูน่าแปลกใจมากทีเดียว ข้าพเจ้าเข้าใจว่าผู้ทรงความรู้ในเรื่องราวของเถรวาทส่วนใหญ่ จะกล่าวว่าพระพุทธเจ้าที่ผ่านมามีประมา๊ณยี่สิบกว่าพระองค์ เท่านั้น ?
และเมื่อได้ฟังธรรมเทศนาของหลวงพ่อชา มีตอนหนึ่งหลวงพ่อกล่าวว่า พระพุทธเจ้านั้นยังไม่ตาย พระองค์ยังอยู่ ใครๆก็กล่าวว่าท่านนิพพานไปแล้ว แต่พระองค์ยังอยู่นะ

ถ้าใครได้อ่านประวัติเรื่องราวของหลวงปู่มั่น มีเรื่องเล่าตอนหนึ่งว่า พระศากยมุนีพุทธเจ้าเสด็จมาพบท่านพร้อมพระสาวก ?? ข้าพเจ้าผู้ชอบสงสัยก็นึกแปลกใจว่า ไหนพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วยังไงล่ะ พระองค์จะมาอีกได้อย่างไร สิ่งที่บอกเล่านี้จะอธิบายแบบไหนดี
มีอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ที่ข้าพเจ้าได้อ่านเรื่องราวของฆารวาสที่บรรลุธรรม ท่านก็กล่าวว่า มีหลวงปู่หลายรูปที่เป็นอริยสงฆ์และละสังขารไปแล้ว กลับมาสอนธรรมให้ท่านในขณะทำสมาธิภาวนา เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอีกเช่นกัน เพราะสำหรับพระอริยสงฆ์นั้น คือผู้ถึงซึ่งนิพพาน ผู้ที่ถึงซึ่งพระนิพพานแล้วจะกลับมาได้อย่างไร ??
แต่ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้ากลับไม่นึกสงสัยอีกแล้ว เพราะหลังจากได้รับรู้เรื่องราวของกายทั้งสาม หรือตรีกาย ข้าพเจ้าพบว่า มีคำอธิบายและช่วยตอบข้อสงสัยนี้ได้เกือบทุกอย่าง อธิบายด้วยเรื่องราวของ นิรมาณกาย สัมโภคกาย และธรรมกาย
นิรมาณกาย คือกายเนื้อ หรือ กายหยาบที่เราจับต้องมองเห็น พระศากยมุนีพุทธเจ้าได้ทรงมาเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์คือพระพุทธเจ้าที่เกิดในดินแดนแถบเทือกเขาหิมาลัย และปัจจุบันก็มีหลักฐาน ทางโบราณคดี ถึงสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพานของพระองค์ อย่างชัดแจ้ง พระองค์คือมนุษย์ธรรมดาๆ แบบเราทั้งหลาย มี เกิด -แก่ - เจ็บ และตายได้
สัมโภคกาย คือโลกของกายละเอียด ซึ่งบางคนกล่าวว่าเป็นกายทิพย์ นี่เป็นโลกที่พ้นไปจาก 31 ภพภูมิแล้ว ไม่ใช่โลกของเทวดา ไม่ใช่โลกของพรหม แต่เป็นโลกของกายละเอียด ไม่มีรูปร่างที่จับต้องได้ เป็นโลกของพลังงาน กล่าวกันว่าดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนของผู้บรรลุธรรมระดับสูงสุด และเป็นที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ เป็นที่อยู่ของพระพุทธเจ้า 5 สกุล ของวัชรยาน แถม เป็นที่อยู่ของพระพุทธเจ้ามากมายหลายพระองค์ ตามที่ทางมหายานกล่าวไว้

ข้าพเจ้าเพิ่งได้อ่าน เรื่องราวถาม- ตอบ ในหนังสือ secret ฉบับเดือนพฤษภาคม ปีนี้ เกี่ยวกับคำถามเรื่องของนิพพาน และ ปรินิพพาน ผู้ตอบคำถามคือท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร ท่านได้บอกเล่าเรื่องนี้ได้น่าสนใจทีเดียว ท่านกล่าวว่า จิตเป็นพลังงาน ถ้าเป็นจิตปุถุชน พลังงานนั้นจะเจือด้วยกิเลส จะทำงานโดยอาศัยกิเลสเป็นตัวบงการ แต่เมื่อนิพพานแล้ว จิตจะเข้าสู่สภาวะของการเป็นพระอรหันต์ กลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์
ส่วนเรื่องปรินิพพานนั้น พระอรหันต์ท่านบอกว่า เมื่อปรินิพพานไปแล้วจิตจะยังอยู่ ไม่ดับสิ้นไปไหน เพียงแต่จะไม่มาอาศัยในร่างของสัตว์ให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฎอีก ( คือพ้นไปจาก 31 ภพภูมิ แล้ว )
นอกจากนี้ ท่านอาจารย์ ดร.สนองยังเล่าอีกว่า ท่านได้พูดคุยกับพระป่าที่บรรลุธรรมขั้นสูงรูปหนึ่ง พระท่านกล่าวว่า ได้ไปพบเห็นพระพุทธเจ้าในแดนนิพพาน ซึ่งไม่อยู่ใน 31 ภพภูมิ แต่เป็นอีกแดนหนึ่ง อีกโลกหนึ่ง ......
บางทีแดนนิพพานที่ว่า อาจจะคล้ายๆ กับ โลกของสัมโภคกาย ในทางมหายาน และวัชรยานก็เป็นได้

ส่วนเรื่องของ ธรรมกาย ในความหมายของมหายาน และวัชรยานนั้น ข้าพเจ้าได้เข้าใจโดยบังเอิญ....
วันหนึ่ง ขณะที่เรานั่งสนทนาธรรมกันในงานภาวนาคือชีวิต 2 กับครูตั้ม วันนั้นเรานำประเด็นเรื่องของนิพพานมาพูดถึงกัน จำไม่ได้ว่ามันเริ่มต้นจากการพูดถึงเรื่องอะไรก่อน แต่สุดท้ายก็มาลงที่สภาวะของนิพพาน ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งข้าพเจ้าผู้อ่อนด้อยทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฎิบัติก็ไม่รู้เหมือนกัน เหตุเพราะคำว่า "นิพพาน" นั้นดูจะสูงส่งเกินไปที่ข้าพเจ้าจะรู้และเข้าใจได้ แต่อย่างไรไม่รู้ ข้าพเจ้าก็ได้ออกความเห็นไปตามความรู้สึกว่า ในความคิดเห็นส่วนตนนั้น นิพพาน น่าจะหมายถึง การสิ้นไปแห่งเรา แล้วไม่กลับมาอีก และจิต เราได้ดับสลายออกไปหลอมรวมกับสรรพสิ่ง เราไปอยู่ในทุกๆ สรรพสิ่ง และกลายเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งทั้งมวล ครูตั้มจึงกล่าวว่า นั่นล่ะคือ ธรรมกาย .
สาธุจ้า วี
ข้อความถึง : พุทธศาสนิกชนทุกท่าน
นิพพาน นั้น คืออะไร
"ผู้ใดกล่าวว่านิพพานนั้นมีอยู่ ผู้นั้นย่อมไปได้ไม่ถึงนิพพาน
แต่หากผู้ใดกล่าวว่านิพพานนั้นไม่มีอยู่ ก็จะหาทางเข้าสู่นิพพานไม่ได้
นิพพานนั้นไม่มี เราสมมุติชือมันว่า...นิพพาน"
"ทำดีอย่ายึดติดผลของความดี ภูมิที่ดีก็ไม่มีให้ไปเกิด (หมายถึงชั้นพรหมและเทวดา)
ไม่ทำความชั่ว ก็ไม่ตกลงสู่อบายภูมิ หนทางนี้แล..ดับขันธ์..นิพพาน"
ประกาศเตือน : 2552
โลกกำลังวุ่นวาย จงอยู่กันอย่างสงบ
รักษาศีล 5 ให้มั่น แล้วรอวันฟ้าใส
เราจะพาพวกเจ้าข้ามกาลียุค และมหันตภัย
ก้าวสู่อารยธรรมใหม่ ในโลกของ....ศรีอารย์
ศึกษา มรรค์มีองค์ 8 ให้ดี แล้วรอคำบอกกล่าวจากข้า
เจ้าจักบรรลุ... อรหัตตผล ในพริบตา
"ผลของบุญ.. ก็คือ บาปที่ยังไม่ได้ทำ
ผลของกรรม.. สิ่งที่ยังไม่ได้ทำคือ (อภัย) ทาน"
การกลับมาของข้า.....เอหิภิกขุอุปสัมปทา
พุทธะ เรียกข้าว่า....อริยะ...เมตไตย
ธรรมรักษา..ทุกท่่านทุกคนเทอญ
(อชิตะเถระ ....พระนารายณ์)
ประกาศเตือน : 2553
โลกกำลังวุ่นว่าย จงอยู่กันอย่างสงบ
รักษาศีล 5 ให้มั่น แล้วรอวันฟ้าใส
เราจะพาพวกเจ้าข้ามกาลียุคและมหันตภัย
เข้าสู่อารยธรรมใหม่ในโลกของศรีอารย์
โอวาทปาฎิโมกข์
การไม่ทำบาปทั้งปวง คือ การเป็นคนดี มีศีลธรรม
การทำกุศลให้ถึงพร้อม คือ การเป็นตัวอย่างที่ดี และสอนคนเป็นคนดี
การชำระจิตชองตนให้ขาวรอบ คือ การมองโลกในแง่ดี
ธรรม 3 อย่างนี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
“เพราะฉะนั้น จงคิดดี พูดดี ทำดี มองโลกในแง่ดี
และที่สำคัญ ทำแต่พอดี นี่แหล่ะ มรรคมีองค์ 8 หรือ ทางสายกลาง
“ทำความดีอย่ายึดติดผลของความดี
ภูมิที่ดีก็ไม่มีให้ไปเกิด (หมายถึง ชั้นเทวดาและชั้นพรหม)
ไม่ทำความชั่วก็ไม่ตกลงสู่อบายภูมิ
หนทางนี้แล ดับขันธ์นิพพาน”
“ไม่ว่าจะแต่งกายแบบใดเป็นผู้มีความสำรวม กาย วาจา ใจ
ซื่อสัตย์ ไม่เบียดเบียน ไม่ทำร้ายใคร
รักษาสัจจะ ผู้นั่นเป็น ภิกษุ เป็น สมณะ”
แด่ผู้ไม่รู้ทั้งหลาย เกิด แก่ เจ็บ ตาย จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา
ความโศกเศร้าเป็นโมฆะ เพราะธรรมมะสอนคนได้
ความร่ำไรจางหาย เพราะได้สวดมนต์คู่ลูกชาย
ความไม่สบายใจสูญหาย เพราะลูกได้ผ้าเหลืองห่มกาย
ความไม่สบายใจสละสิ้น เพราะมีลูกเป็นครูสอนศาสนา
ทุกข์เบื้องนี้ไม่มีอีกแล้ว เพราะได้ชุบเลี้ยงสาวกของศาสดา
ทุกข์เบื้องหน้าไม่รอ เพราะมีพระอรหันต์เดินนำหน้า
ธรรม...จะนำพา พ่อแม่เจ้าเข้านิพพาน
“ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้พ่อแม่หมดทุกข์ได้แล้ว เท่ากับการที่ท่านได้เลี้ยงลูกคนหนึ่งให้เป็นคนดี
และไม่มีอะไรที่ดีกว่า เท่ากับ การที่ลูกเป็นคนดีและสอนคนอื่นให้เป็นคนดีตามไปด้วย”
“รู้จักที่จะมองโลกในแง่ดี และมีไมตรีต่อผู้อื่น”
“ต่ออายุให้โลกใหม่ ด้วยการใส่ใจสิ่งแวดล้อม”
ธรรมะรักษาทุกท่านทุกคนเทอญ
การกลับมาของข้า....เอหิภิกขุอุปสัมปทา
พุทธะ...เรียกข้าว่า....อริยะ..เมตไตย
( นารายณ์... ผู้รักษา)
อริยสัจ ๔ (ความจริงอันประเสริฐ)
๑. ทุกข์ ...ทุกข์ คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจต่าง ๆ เพราะเป็นของทนได้ยาก
๒. ทุกขสมุทัย ...สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ได้แก่ตัณหาความทะยานอยาก
๓. ทุกขนิโรธ ..นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับตัณหาได้หมดสิ้น
๔. ทุกขนิโรธคามินีปฎิปทา ... มรรค คือ ข้อปฎิติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่มรรค์มีองค์ ๘
ความทะยานอยาก หมกมุ่นในกามคุณ ๑
การปฏิบัติเพื่อทรมาณหรือเบียดเบียนตัวเอง และผู้อื่นให้เดือนร้อน ๑
...การกระทำทั้งสองอย่างนี้ ...มิใช่หนทางแห่งการพ้นทุกข์
“บุคคลผู้มีสติ ยังไม่พ้นเวร การควบคุมสติเพื่อให้เกิดปัญญารู้ชัดตามสภาวะ
ธรรมที่แท้จริง จึงได้ชื่อว่า ผู้พ้นบ่วงแห่งมาร”
“ม้าพันธุ์ดี..โดนแส้เพียงแค่ครั้งเดียว ย่อมวิ่งแล่นไปถึงเส้นชัย
บุคคลผู้รู้การเกิดนี่เป็นทุกข์เพียงแค่ครั้งเดียว ย่อมเข้าถึง..นิพพาน”
โลกุตระธรรม ทั้ง ๙
นิพพาน นั้นคืออะไร
ผู้ใดกล่าวว่านิพพานนั้นมีอยู่ ผู้นั้นย่อมไปได้ไม่ถึงนิพพาน
แต่หากผู้ใดกล่าวว่านิพพานนั้นไม่มีอยู่ ก็จะหาหนทางเข้าสู่นิพพานไม่ได้
นิพพานนั้นไม่มี เราสมมุติชื่อมันว่า นิพพาน
นิพพาน นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
ธรรมทาน อามิสทาน อภัยทาน
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ
พรหมโลก เทวโลก มนุษย์ อบายภูมิ
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ คือ ร่างกายเรา
อากาศธาตุ คือ อากาศรอบตัวเรา
วิญญาณธาตุ คือ ธาตุรู้
ธรรมทาน นั้นมีอานิสงส์สูงสุด เวลาตัวเราแสดงธรรม (ตัวเรา หมายถึง ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ)
ธาตุที่ออกจากกายเรานั้นคือ ธาตุลม เมื่อธาตุลม ออกมาจากร่าง ก็สลายตัวออกไปกับอากาศธาตุ ธรรมนั้นก็กลายเป็นอนัตตา นั้นหมายความว่า สภาวะโลกกับสภาวธรรมนั้นย่อมไปในทางเดียวกัน ท้าวเวชสุวรรณมีสมุดบันทึกบัญชีอยู่เล่มหนึ่ง ด้านหนึ่งบันทึกความดี อีกด้านหนึ่งบันทึกความชั่วของคนๆ หนึ่งไว้ เมื่อธรรมกลายเป็นอนัตตา หรือสลายตัวไปในบรรยากาศโลก วิญญาณที่เป็นตัวรู้ก็ไม่สามารถส่งสัญญาณไปยังสมุดบันทึกบัญชีของท้าวเวชสุวรรณได้ เมื่อตัวเราตายไป ก็สลายตัวกลับสู่สภาวะโลก (คือการสลายตัว ของธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ) เมื่อวิญญาณไม่มีธาตุตัวรู้ที่จะไปเกิดยังภพภูมิต่างๆ วิญญาณนั้นก็ดับลง เมื่อวิญญาณดับลง จิตก็ดับตาม นี่คือวิธีการที่พระพุทธเจ้าใช้ในการเข้าสู่นิพพาน คือ การใช้จิตที่บริสุทธิ์และวิธีการสั่งสอนคนเพื่อให้เป็นคนดีนั่นเอง เป็นการส่งต่อระหว่างขันธ์ต่อขันธ์ เพราะสุดท้ายทุกคนย่อมตายเหมือนกัน
นี่คือวิธีการที่ลบรูปลบนาม ดับสนิทไม่มีส่วนเหลืออย่างแท้จริง
สุดท้ายก็กลายเป็นการหลับสนิท ไม่ตื่นขึ้นมาพบกับความทุกข์อีก
เปรียบเหมือนเวลาที่เราอยู่เฉยๆ โดยไม่ได้ทำอะไร เมื่อเราไม่ทำความดี ภูมิที่ดีก็ไม่มีให้เราไปเกิด (หมายถึง ภูมิของชั้นเทวดาและชั้นพรหม) หากเราไม่ทำความชั่ว ก็ไม่ตกไปยังอบายภูมิ แต่จะทำอย่างไรเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ พระพุทธเจ้าก็เลยให้เราอยู่โดยการเดินทางตามมรรคมีองค์ ๘ ก็คือทางแห่งการพ้นทุกข์
๑. ความเห็นถูกต้องที่จะเดินตามอริยสัจ ๔ (มรรคมีองค์ ๘)
๒. ความดำริชอบ
* ในการออกจากกาม
* ในการไม่มุ่งร้าย
* ในการไม่เบียดเบียน
๓.การพูดจาชอบ
* ไม่พูดเท็จ
* ไม่พูดคำหยาบ
* ไม่พูดส่อเสียด
* ไม่พูดเพ้อเจ้อ
๔. การทำการงานชอบ
* เว้นจากการฆ่าสัตว์
* เว้นจากการลักทรัพย์
* เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
๕. การเลี้ยงชีวิตชอบ
* ความซื่อสัตย์สุจริต
๖. ความพากเพียรชอบ
* ความเพียรที่จะเผากิเลส
๗. ความระลึกชอบ
* ความรู้ที่มีสิ่งกระทบ แล้วถอนความพอใจและไม่พอใจออกเสีย
๘. ความตั้งใจมั่นชอบ
* นั่นคือ สมาธิ
ในอริยมรรค ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ นั้นทำความเข้าใจง่าย (ก็คือศีลมาตรฐาน หรือ ศีล ๕ และสติปัฎฐาน ๔ ) ส่วน อริยมรรค ๖ ๗ และ ๘ ที่จะอธิบายต่อไปนี้ ก็คือ มหาสติปัฏฐานสูตร นั่นเอง
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจ ระหว่างสติปัฏฐาน ๔ กับมหาสติปัฏฐานสูตรก่อน ว่ามันต่างกันอย่างไร
สติปัฏฐาน ๔ คือ การรู้ว่าตัวเรารู้สึกอย่างไร
มหาสติปัฏฐานสูตร คือ สิ่งใดที่เข้ามากระทบกับตัวเราแล้วทำให้เรารู้สึกสุขหรือทุกข์
สติปัฏฐาน ๔
กาย สุข หรือ ทุกข์ อุเบกขา
เวทนา สุข หรือ ทุกข์ อุเบกขา
จิต กุศลหรืออกุศล อุเบกขา
ธรรม กุศลหรืออกุศล อุเบกขา
มหาสติปัฎฐานสูตร
กายในกาย
เวทนาในเวทนา
จิตในจิต
ธรรมในธรรม
เป็นการจับคู่ของอายตนะภายนอกซึ่งส่งต่อมายังอายตนะภายใน (อาการ 12) ซึ่งทำให้เราเห็นจิตที่เป็นกุศลและอกุศลอย่างชัดเจน
อายตนะ ๑๒ คือ
ตา สิ่งที่มากระทบคือ รูป
หู สิ่งที่มากระทบคือ เสียง
จมูก สิ่งที่มากระทบคือ กลิ่น
ลิ้น สิ่งที่มากระทบคือ รส
กาย สิ่งที่มากระทบคือ สัมผัส
ใจ สิ่งที่มากระทบคือ อารมณ์
มหาสติปัฏฐาน ๔ จะเปรียบเทียบถึงอาหารจานหนึ่งให้ฟัง
รูปไม่สวยแต่อาหารอร่อย รูปสวยแต่อาหารไม่อร่อย
รูปไม่สวยอาหารก็ไม่อร่อย รูปสวยอาหารก็อร่อย
จะเปรียบเทียบ ในสูตรของรูปไม่สวยแต่อาหารอร่อยให้พิจารณา
เมื่อเราเข้าไปร้านอาหารร้านหนึ่ง เมื่ออาหารมาอยู่ตรงหน้า กับมองเห็นรูปที่ไม่สวย (หมายถึงทำไม่น่ากิน) เกิดสัมผัสแรกคือทางตา ทำให้จิตเราคิดไปว่า ทำไม่น่ากินคงจะไม่อร่อย แต่เมื่อเราลองกินเข้าไปแล้ว อาหารกับอร่อย ซึ่งไม่เหมือนกับความรู้สึกแรก นั่นคือการที่เราไปปรุงแต่งรูป ทำให้เกิดทุกข์ แต่เมื่อเรากินข้าวไปแล้ว ลิ้นเมื่อลองรสแล้วรู้สึกอร่อย ก็เปลี่ยนเป็นความรู้สึกทางด้านความสุข เพราะฉะนั้นเราจะเห็นการพิจารณากายในกาย ก็คือ ตาทำหน้าที่ปรุงแต่งด้านทุกข์ ส่วนลิ้นทำหน้าที่รับความสุข สุขและทุกข์นั้นแหละ คือเวทนาในเวทนา จิตสองตัวก็จะทำหน้าที่สลับกัน คือสุข ก็คือกุศล และทุกข์ ก็คืออกุศล จิตที่เป็นกุศลและอกุศลนั้นแหละก็คือ ธรรมในธรรมและนี่คือ มรรค ๗ (ความระลึกชอบ) ก็คือ ฝ่ายหนึ่งคือความพอใจ อีกฝ่ายหนึ่ง คือความไม่พอใจ เราจึงถอนความพอใจ และความไม่พอใจออกพร้อมกันในคราวเดียว ชี้ให้เห็นว่าการที่เราเอาจิตไปสัมผัสอะไรสักอย่าง มันจะต้องมีทั้งสุขและทุกข์ คือเราจะรู้สึกทุกข์และเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ (ซึ่งเราเป็นผู้ปรุงแต่งมันทั้งสิ้น)
* แต่เมื่อเรา เจอทั้งรูปสวยและอาหารอร่อย ก็คือ เป็นกุศลทั้งสองฝั่ง เราควรพอกพูนอาการนั้นไว้ เพราะสิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นยากในโลกใบนี้
* แต่เมื่อเรา เจอรูปไม่สวยแต่อาหารอร่อย ก็คือ ฝึกให้เราไม่ปรุงแต่งทางตา เพราะเอตักตา หรือตัวรู้นั้นมีให้รู้ว่า เนื้อแท้ของสิ่งๆ นั้นคืออะไร คือคุณค่าที่แท้จริงของอาหาร คือ ความอร่อยและประโยชน์ที่ได้รับ
* แต่เมื่อเรา เจอรูปสวยแต่อาหารไม่อร่อย (โดยจิตปกติของมนุษย์จะคิดว่า เมื่อรูปสวยอาหารต้องอร่อยแน่ นั่นแหล่ะ ! ที่เราเรียกว่าการยึดมั่นถือมั่นในรูป) แต่เพียงแค่เราเข้าไปลองชิมครั้งเดียว เราก็ไม่อยากเข้าอีก (แต่ก็ยังคงมีคนหลงในรูปเข้าไปกิน แต่ไม่นานร้านนี้ก็จะถูกปิด)
* แต่เมื่อเรา เจอทั้งรูปไม่สวยและอาหารไม่อร่อย ร้านนั้นจะถูกปิดในไม่ช้า นั้นหมายถึง เป็นอกุศลทั้งรูปและนามและนี่คือ มรรค ๖ (ความเพียรชอบ) ที่จะละอกุศลธรรมที่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น และประคองกุศลธรรมที่เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นหลักพุทธศาสนาที่ถูกก็คือ ให้เราอยู่กับสิ่งดี แล้วหลีกเลี่ยงในสิ่งที่ไม่ดี ดั่งปรากฏในมงคล ๓๘ ว่า
การไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ บูชาคนที่ควรบูชา ๑
อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ๑ ทำความดีไว้ให้พร้อม ๑ ตั้งตนไว้ในที่ชอบ ๑
เล่าเรียนศึกษามาก ๑ มีความชำนาญในวิชาชีพของตน ๑ มีระเบียบวินัย ๑ รู้จักใช้วาจาให้ได้ผลดี ๑
บำรุงบิดามารดา ๑ สงเคราะห์บุตร ๑ สงเคราะห์ภรรยา ๑ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ๑
บริจาคสงเคราะห์และบำเพ็ญประโยชน์ ๑ ดำรงอยู่ในศีลธรรม ๑ สงเคราะห์ญาติ ๑ อาชีพสุจริต
กิจกรรมที่มีประโยชน์ ๑
เว้นจากความชั่ว ๑ เว้นจากสิ่งเสพติด ๑ ไม่ประมาทในธรรม ๑ รู้จักคุณค่าบุคคลและสิ่งของ ๑ ความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน ๑ ความสันโดษพึงพอใจในผลสำเร็จและปัจจัยที่หามาได้ด้วยความพยายามของตนเองโดยชอบธรรม ๑ มีความกตัญญู ๑ หาโอกาสฟังธรรมแสวงหาหลักความจริง ๑
มีความอดทน ๑ เป็นผู้ว่านอนสอนง่ายฟังเหตุผล ๑ พบเห็นสมณะเข้าเยี่ยมเยียน ๑ สนทนาธรรมตามกาลเวลา ๑
รู้จักควบคุมตนเอง ๑ ประพฤติพรหมจรรย์ ๑ รู้แจ้งอริยสัจสี่ ๑ ทำพระนิพพานให้แจ้ง ๑
ถูกโลกธรรมจิตไม่หวั่นไหว ๑ จิตไร้เศร้า ๑ จิตปราศจากธุลี ๑ จิตเกษม ๑
นี่เป็นมงคลอันอุดม เทวมนุษย์ทั้งหลายกระทำมงคลเช่นนี้แล้วย่อมเป็นผู้ไม่ปราชัยในทุกสถาน ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทั้งปวง นี้คืออุดมมงคลของเทวมนุษย์เหล่านั้น
เหมือนกับการที่ท่านให้เราเพ่งน้ำ เพื่อให้เกิดสมาธิ แต่หลายคนเพ่งก็อยากมีอิทธิฤทธิ์ แต่แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้าให้เราฝึกสมาธิ ซึ่งเป็นสมถกรรมฐาน ซึ่งจะยกตัวเองขึ้นสู่วิปัสสนากรรมฐานต่อไป คือเมื่อเรามองดูน้ำแล้ว ก็ให้เรารู้ว่าประโยชน์ของน้ำนั้นใช้ดื่มกิน พระพุทธองค์ไม่ให้เราเอาเศษขยะและถ่ายอุจจาระปัสสาวะลงในแม่น้ำลำคลอง เพราะจะทำให้น้ำสกปรก พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้เราใช้เครื่องกรองน้ำ เพื่อกรองเอาสิ่งสกปรกออกจากน้ำให้เราดื่มกิน นั่นหมายถึงท่านให้เรานำสิ่งที่ดีเข้าตัว แล้วกรองนำสิ่งที่ชั่วออกไป พระพุทธองค์ไม่เอาสิ่งที่เป็นกุศลและอกุศลให้ปนเปื้อนกัน และการแยกแยะเหล่านี้แหล่ะคือที่มาของศีล
เพราะแท้จริงแล้ว การรักษาศีลหรือพรหมจรรย์ คือความปกติที่ดีของชีวิต โดยมีหิริโอตตัปปะ (ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป) เป็นตัวสติ (ความระลึกรู้) เพื่อไม่ให้เราละเมิดศีล ซึ่งเปรียบเหมือนรั้วกั้นไม่ให้เราไม่ตกไปในที่ชั่ว (อบายภูมิ)
“ศีล เป็นเยี่ยมที่สุดในโลก”
อย่าได้เชื่อถือ ตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา ๑
อย่าได้เชื่อถือ ตามถ้อยคำสืบ ๆ กันมา ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยตื่นข่าวว่าได้ยินอย่างนี้ ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยอ้างตำรา ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยเดาเอาเอง ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยคาดคะเน ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยความตรึกตามอาการ ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยชอบใจว่าต้องกับทิฐิของตัว ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยความนับถือว่าสมณะนี้คือครูของเรา
เมื่อใด พึงรู้ด้วยตนเองว่าธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษเป็นต้นแล้วจึงควรละหรือเข้าถึงธรรมนั้น
ต่อไปเราจะใช้อริยมรรค ๖ และ ๗ ทำให้เกิดอริยมรรค ๘ นั่นคือฌานทั้ง ๔ และวิปัสสนาญาณทั้ง ๑๖ กรรมฐาน
ฌาน ๑ ปฐมฌาน วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข
ฌาน ๒ ทุติยฌาน ปิติ สุข
ฌาน ๓ ตติยฌาน วางเฉย สติ ปกติ แสวงสุขด้วย นามกาย (ความสุขใจ)
ฌาน ๔ จตุตถฌาน เพราะละสุข ละทุกข์เสียได้
เพราะรู้ว่าธรรมชาติเป็นอย่างนั้น
ประโยชน์ของมันคือสิ่งๆ นั้น
กุศลธรรมในตัวมันคือสิ่งนั้น
๑.รู้จำแนกรูปและนาม
๒. รู้เหตุปัจจัยของรูปนาม
๓. พิจารณารูปนามโดยความเป็นไตรลักษณ์
๔. ตามเห็นความเกิดดับของสังขาร
๕. ตามเห็นความดับหลายของสังขาร
๖. เห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว
๗. เห็นสังขารทั้งปวงว่าเป็นทุกข์
๘. เกิดความเบื่อหน่ายคลายความกำหนัด
๙. ปรารถนาจะพ้นไปเสียจากสังขาร เหล่านั้น ๑๐. พิจารณามองหาอุบายออกจากทุกข์
(การมองโลกในแง่ดี)
๑๑. พิจารณาความวางเฉยโดยความเป็นกลาง
๑๒. หยั่งรู้ความวางเฉยความเป็นไตรลักษณ์
๑๓.ข้ามพ้นจากภาวะปุถุชนเข้าสู่อริยะบุคคล
๑๔.ความหยั่งรู้ความสำเร็จของบุคคลในแต่ละขั้น ๑๕. ความหยั่งรู่ที่เป็นผลสำเร็จของพระอริยะบุคคลในขั้นนั้น
๑๖. พิจารณาทบทวนกิเลสที่ละได้และกิเลส ที่เหลือ
ย้อนกลับไปในเรื่องการพิจารณาในเรื่องของอาหาร เราจะเห็นสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจน ทั้งการปรุงแต่งทั้งรูปและนาม นั่นก็คือการจำแนกรูปและนามอย่างชัดเจน หรือฌาน ๑ ก็คือ วิตก วิจารณ์ การปรุงแต่งทางตา และการปรุงแต่งทางลิ้น การบรรลุธรรมนั้น ไวยิ่งกว่าแมลงกระพือปลีก เมื่อเราใช้การนำเอากุศลมาซ้อนทับอกุศลไม่ให้เกิด ก็คือให้พิจารณา ถึงแม้รูปจะไม่สวย แต่อาหารก็อร่อย นั้นคือตัวรู้ของประโยชน์ในสิ่งนั้นอย่างแท้จริง จะไม่สนใจในรูปเพราะเราเข้าใจธรรมชาติของมัน แล้วก็ละตัวรู้นั้น (เหมือนเมื่อเรากินอาหารเข้าไปแล้ว ในคำแรก รู้ว่ารสชาติมันอร่อย คำต่อไปก็ไม่ต้องพิจารณาอีก) ดั่งที่กล่าวมาข้างต้น ฌาน ๑ ถึง ๔ จะทำงานโดยอัตโนมัติ พร้อมกับวิปัสสนาฌานตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๖ ก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ เช่นกันกล่าวง่ายๆ ก็คือว่า การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ
ก็คือการมองโลกในแง่ดี อริยะอยู่ที่ใจ (มิใช่ที่ผ้า มันเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น)
การไม่ทำบาปทั้งปวง ก็คือ การเป็นคนดี
การทำกุศลให้ถึงพร้อม ก็คือ เป็นตัวอย่างทีดี ละสอนคนเป็นคนดี
การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ ก็คือ การมองโลกในแง่ดี
ธรรม ๓ อย่างนี้ คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ขันติคือความอดกลั้น, เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง,
ผู้รู้ทั้งหลาย, กล่าวพระนิพพานว่าเป็นธรรมอย่างยิ่ง,
ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย,
ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย,
การไม่พูดร้าย, การไม่ทำร้าย,
การสำรวมในปาติโมกข์,
ความเป็นผู้รู้ประมาณ ในการบริโภค,
การนอน การนั่ง ในที่อันสงัด,
ความหมั่นประกอบ ในการทำจิตให้ยิ่ง,
ธรรม ๖ อย่างนี้, เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย,
นั่นคือโลกุตรธรรม ๘
ส่วนโลกุตรธรรม ๙ ก็คือ การที่เราเจอสิ่งที่ดีเป็นเรื่องปกติ และไม่ทำชั่วเป็นเรื่องปกติ ให้สิ่งที่ดีเป็นสิ่งปกติในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นสิ่งหนึ่งในชีวิตของเรา จนเกิดความเบื่อหน่าย เพราะรู้แจ้งแล้วว่ามีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีซ่อนอยู่ในตัวมัน ก็จะเกิดความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัด จงทำความดีแต่พอดี ก็จะไม่ยึดติดผลของความดี อย่าทำจนกลายเป็นแข่งดี เสร็จแล้ว ก็มาทะเลาะกันว่าเราดีกว่า กลายเป็นพูดส่อเสียด ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันอีก การที่ทำคนดีให้แตกแยกกันนั้น ถือว่าเป็นกรรมหนัก ตามหลักพุทธศาสนา ห้ามสวรรค์และนิพพาน จะเห็นได้ว่า แม้ความดีที่มนุษย์พากเพียรทำ ก็ยังเป็นกิเลสตัวสำคัญของมนุษย์
คิดดี พูดดี ทำดี มองโลกในแง่ดี ที่สำคัญทำแต่พอดี นั่นแหล่ะที่เราเรียกกันว่า ทางสายกลาง
โสดาบัน นั้นหมายถึง คนทำผิดและยอมรับผิด (ย่อมปิดอบายภูมิ)
สกิทาคามี นั่นหมายถึง เริ่มเลิกทำผิด แต่ยังพลาดไปบ้างเพราะยังขาดสมาธิในการควบคุมสติ
อนาคามี นั่นหมายถึง คนที่ดีแล้วแต่สอนคนอื่นไม่ได้ เทียบกับสมาธิค่อนข้างดี แต่ยังขาดปัญญา ในการนำพาผู้อื่น
อรหันต์ นั่นหมายถึง คนดีที่สอนคนอื่นได้ เทียบกับสมาธิที่ดีเยี่ยม ประกอบกับปัญญา นำพาคนหลุดพ้นข้ามอวิชชาไปได้
เมื่อคนที่ทำผิดแล้วยอมรับผิด ไม่นานเขาก็มีความละอายและความสำนึก สิ่งๆ นี้ เขาจึงต้องรู้จักควบคุมตัวเองและมีสมาธิที่ดีขึ้น และสุดท้ายเขาก็จะกลายเป็นอรหันต์ได้ในไม่ช้า
บุคคลละธรรม ๑๐ อย่างได้ควรเป็นอรหันต์
ความกำหนัดยินดี ๑ ความคิดประทุษร้าย ๑
ความหลง ๑ ความโกรธ ๑
ความผูกโกรธ ๑ ความลบหลู่บุญคุณท่าน ๑
ความตีเสมอ ๑ ความริษยา ๑
ความตระหนี่ ๑ ความถือตัว ๑
“ผมหงอก พรรษามาก ไม่ได้ทำให้เป็นพระเถระเพราะเพียงอายุมากอาจเรียกได้ว่า คนแก่เปล่า ผู้ใดมีสัจจะ มีคุณธรรม อันมลทินครอบงำมิได้ จึงเป็น พระเถระ”
“ความดีเป็นเรื่องง่ายของ บัณฑิต แต่เป็นเรื่องยากของ คนพาล
คนพาลรู้ตัวว่าเป็นคนพาล ย่อมกลายเป็นบัณฑิตได้ เพราะเหตุนั้น
แต่ คนพาลที่คิดว่าตัวเองเป็นบัณฑิต เป็นคนโง่ โดยแท้ เพราะเหตุนั้น”
บรรดาทางทั้งหลาย...
มรรคมีองค์แปด ประเสริฐที่สุด
บรรดาบททั้งหลาย...
บทที่สี่ คืออริยสัจ ประเสริฐที่สุด
บรรดาธรรมทั้งหลาย…..
วิราคะ คือ การปราศจากความกำหนัดยินดี ประเสริฐที่สุด
บรรดาสัตว์สองเท้า…..
พระตถาคตเจ้าผู้มีจักษุ ประเสริฐที่สุด
มรรคมีองค์แปดนี่แลเป็นไปเพื่อทรรศนะอันบริสุทธิ์หาใช่ทางอื่นไม่
เธอทั้งหลายจงเดินไปตามมรรคมีองค์แปดนี้
อันเป็นทางที่ทำมารให้หลง ติดตามมิได้
เธอทั้งหลายจงตั้งใจปฎิบัติ เพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไป
“การให้ทานนั้นถือเป็นสิ่งที่ประเสริฐ แม้..บัณฑิต เทวดา พรหม พึงสรรเสริญบุคคลผู้ให้ทาน แต่มีสิ่งที่ประเสริฐกว่า นั้นคือ พระนิพพาน เพราะเป็นบรมธรรมอันสูงสุด การแสดงธรรมมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้บรรลุไปถึงจุดหมาย คือ นิพพาน ซึ่งเป็นไปเพื่อหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง”
“ ทำความดีอย่ายึดติด ผลของความดี ภูมิที่ดีก็ไม่มีให้ไปเกิด หมายถึง (ชั้นเทวดาและชั้นพรหม) ไม่ทำความชั่วก็ไม่ตกลงสู่อบายภูมิ หนทางนี้แล....ดับขันธ์นิพพาน”
ศรีอารย์......
ทิพพจักขุ ๑ (ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์) หมายถึงการที่เรามีความสามารถในการที่มองเข้าไปเห็นจิตใจของผู้อื่นได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อเราอยู่บนรถโดยสาร มีผู้โดยสารคนหนึ่ง ลุกจากที่นั่งเพื่อลงจากรถ ในขณะที่นั่งนั้นว่าง ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังที่จะเดินไปนั่ง แต่ผู้ชายคนหนึ่งกับไปแย่งที่นั่งของผู้หญิงคนนั้น ทำให้เราได้เห็น ความเห็นแก่ตัวของคนๆ นั้น
ทิพพโสต ๑ (ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์) หมายถึงหากเราได้ยินคนๆ หนึ่งกำลังนินทาใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น ทำให้รู้ว่าเขามีความอิจฉาริษยาผู้อื่น
เจโตปริยญาณ ๑ (ฌานที่กำหนดรู้ใจคนอื่นได้) หมายถึงสิ่งที่เราเห็นและเราได้ยิน สามารถรับรู้ว่าบุคคลคนนั้นมีนิสัยใจคออย่างไร โดยอาศัยการวิเคราะห์จากมลทิน ๙ อย่างคือ
( โกรธ ๑ หลบหลู่ ๑ ริษยา ๑ ตระหนี่ ๑ มายา ๑ โอ้อวด ๑ พูดปด ๑ มักมาก ๑ หลงไม่รู้ ๑ )
อิทธิวิธี ๑ (ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้) มี ๒ วิธี
๑. การเข้าโดยอาศัยสมถกรรมฐาน (สมาบัติ ๘)
ตาทิพย์ สามารถมองเห็นกายทิพย์ของภูมิต่าง ๆ ได้
หูทิพย์ สามารถได้ยินเสียงสนทนาของภูมิต่าง ๆ ได้
เหตุเกิดจากผู้ที่รักษาความยาวนานของสมาธิ เท่ากับสามารถรักษาจิตตัวเอง โดยการกำหนดอย่างใดอย่างหนึ่งจนเกิดความเคยชิน ผลของการที่ไม่เคลื่อนไหว ก็ได้รับอานิสงส์ของการรักษาศีลไปในตัว
๒. การเข้าโดยผ่านวิปัสสนากรรมฐาน ฌานทัศนะ
อย่างที่เข้าใจว่า การนั่งสมาธิจะใช้หลักวิปัสสนาสลับกับสมถกรรมฐาน คืออธิบายง่ายๆ เมื่อไม่มีอะไรที่จะต้องพิจารณา จิตก็สงบ ความสงบของสมณะผุ้สำเร็จอรหันต์ เหล่าเทวดาก็ต่างชื่นชม
และเมื่อได้ยินคำเทศนาธรรมของท่านเหล่านั้น ก็รู้สึกเลื่อมใส ก็จะเฝ้าคอยอารักขา เพราะฉะนั้นอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ ไม่มีในตัวเรา เกิดจากเหล่าบรรดาเทพผู้เลื่อมใสคอยปกป้องคุ้มครอง และส่วนใหญ่
ก็จะถูก รับเชิญไปท่องในภูมิต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันว่า ฌานทัศนะ (การถอดจิตวิญญาณ)
ปุพเพนิวาสานุสสติ ๑ (ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้) โดยปกติผู้ที่หมั่นรักษาจิตเป็นประจำ ย่อม
มีฌานตัวนี้อยู่
อาสวักขยญาณ ๑ ( ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป ) เป็นการหยั่งรู้ว่าสัตว์ที่ตายแล้วไปเกิดอยู่ภพภูมิไหน
๕ ข้อแรก เป็น โลกียอภิญญา ข้อสุดท้ายเป็น โลกุตตรอภิญญา
ขันธ์ ๕
การยึดมั่นถือมั่นในรูป ๑ สิ่งที่เห็น,กระทบ
การยึดมั่นถือมั่นในเวทนา ๑ ความรู้สึก
การยึดมั่นถือมั่นในสัญญา ๑ ความจดจำ
การยึดมั่นถือมั่นในสังขาร ๑ ปรุงแต่งจิต
การยึดมั่นถือมั่นในวิญญาณ ๑ การรับรู้
ขันธ์ ๕ เป็นอุปทานตัวรู้อารมณ์ทำให้เกิดกองทุกข์....
อุปทาน เป็นได้ทั้งกุศลธรรมและอกุศลธรรม
ไตรลักษณ์ ( สามัญลักษณะ 3 อย่าง )
ความไม่เที่ยง ๑
ความทุกข์ ๑
ความยึดมั่นถือมั่น ๑
อธิบายลักษณะการทำงานของขันธ์ ๕
การทำงานของขันธ์ ๕ นั้น มีลักษณะการเชื่อมต่อของอารมณ์ เปรียบเหมือนหลอดไฟ ๕ ดวง ที่มีสวิทปิดเปิดเพียงอันเดียว เมื่อขันธ์ใดขันธ์หนึ่งทำงาน หลอดไฟก็จะติดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด
จะอธิบายลักษณะของการทำงานของขันธ์ ๕ โดยยกเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง เรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ในสมัยก่อนมีชายหญิงคู่หนึ่ง เป็นแม่ลูกกัน ทั้งสองมีอาชีพทำนา ลูกชายมีหน้าที่ทำนา ส่วนแม่มีหน้าที่หุงหาอาหาร ไปส่งให้ลูกชาย ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ จนกระทั่งวันหนึ่ง ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ เมื่อถึงเวลาพักกลางวัน ซึ่งได้เวลารับประทานอาหาร ผู้เป็นแม่มาช้าผิดปกติ ทำให้ลูกชายที่ทำงานอย่างหนัก ทั้งทำนา ตากแดด เกิดอาการหิวเมื่อถึงเวลาทานอาหารแล้วไม่ได้ทาน เวทนาเกิดแรงกล้า เพราะทั้งเหนื่อยและหิว พอแม่เดินมาถึง มองเห็นกล่องข้าวที่แม่ถือมาให้ เมื่อตาไปกระทบรูป ทำให้จิตคิดปรุงแต่งไปว่า กล่องข้าวแค่นี้คงไม่ทำให้เราอิ่มแน่ จากความทุกข์ที่มีความหิวเป็นทุนเดิม บวกกับเมื่อตาไปกระทบรูป ทำให้จิตปรุงแต่งไปว่า คงไม่ทำให้เวทนาที่มีอยู่คลายลงไปได้ สัญญาที่มีอยู่ไม่ทำหน้าที่จดจำ (จดจำหมายถึง อาหารเพียงแค่นี้เพียงพอที่เคยทาน) ส่งผลให้สติไม่ควบคุมวิญญาณตัวรู้ เมื่อสติตามอารมณ์ไม่ทัน ความจำที่มีอยู่ว่า บุคคลนี้เป็นผู้ให้กำเหนิด เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดู สัญญาหยุดทำงานอีกครั้ง เมื่อการปรุงแต่งเวทนาดำเนินต่อ ทำให้เกิด โลภะ คืออยากได้มากกว่าเดิม เกิดโทสะเพราะความหิว เกิดโมหะคือ ความหลงควบคุมสติไม่ได้ จึงใช้ไม้ที่มีอยู่ข้างตัวฟาดไปที่ศรีษะของบุพการี เพียงแค่อยากระบายโทสะ เสร็จแล้ว เมื่อได้มานั่งทานอาหาร เมื่อท้องอิ่มแต่กลับปรากฏว่า ทานข้าวในกล่องนี้ไม่หมด นี่คือผลของการไปปรุงแต่รูปทำให้เกิดทุกข์ สำนึกผิดรีบเข้าไปหาเพื่อหวังที่จะขอโทษบุพการี แต่อนิจจา มันสายเกินไปเสียแล้ว ด้วยสติที่หลงอารมณ์ไปเพียงชั่วขณะได้ทำกรรมหนักไปเสียแล้วกล่าวคือ มาตาปิตุฆาต ฆ่าได้แม้กระทั่ง ผู้เป็นมารดา วิญญาณและสัญญาที่เป็นตัวรู้ผลการกระทำของอารมณ์หรือตัวจดจำเรื่องราวต่าง ๆ เริ่มทำงาน การกระทำในครั้งนี้ เมื่อตายไปท้าวเวชสุวรรณไม่รอช้า ตัดสินให้ตกลงสู่นรกอเวจีโดยไม่มีข้อต่อรองใด ๆ ทั้งสิ้น มิอาจกลับคืนมาได้อีก รอจนกว่าจะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ซึ่งนับว่าเป็นการยากยิ่ง
กรรมหนัก ๕ อย่าง ซึ่งให้ผลทันที ก็คือ
การฆ่าบิดา ๑
การฆ่ามารดา ๑
การฆ่าพระอรหันต์ ๑
การทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงโลหิตห้อขึ้นไป ๑
การยังสงฆ์ให้แตกแยกกัน (กรณีบุคคล คือการทำคนดีให้แตกแยกกัน) ๑
กรรมกิเลส ๔ ข้อเสื่อมเสีย
การตัดรอนชีวิต ๑
การถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้ , ลักขโมย ๑
การประพฤติผิดในกาม ๑
การพูดเท็จ ๑
ผลของกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้กระทำซึ่งเป็นได้ทั้งกุศลและอกุศล ยกตัวอย่าง เช่น ขณะที่เรานั่งฟังธรรมอยู่บนศาลา มองไปเห็นชายคนหนึ่งนั่งตกปลาอยู่ที่ท่าน้ำใกล้ศาลา จิตกับคิดไปว่าถ้าเราไม่ได้ฟังธรรม วันนี้เราคงได้ไปนั่งตกปลาเพื่อเอาไปทำกับข้าวเป็นแน่แท้ แต่ฝั่งตรงกันข้ามคนซึ่งกำลังตกปลาอยู่ มองเห็นคนนั่งฟังธรรมอยู่บนศาลา จิตกับคิดไปว่าถ้าวันนี้เราตกปลาได้ พรุ่งนี้ เราจะทำอาหารไปใส่บาตรถวายพระ จะเห็นได้ว่าในเวลาเดียวกัน การกระทำที่ต่างกัน กลับให้ผลตรงกันข้าม คือ ผู้ที่นั่งฝั่งธรรมกลับมีจิตโน้มเอียงไปทางอกุศลธรรม ส่วนผู้ที่กำลังตกปลากับมีจิตที่เป็นกุศลธรรม
เพราะหลักของพุทธศาสนาว่าด้วยเจตนาของผู้กระทำ ว่าทำไปด้วยจิตที่เป็นกุศลหรืออกุศล และด้วยเหตุผลนี้ มิได้ทำให้ส่งผลไปเกิดยังภพภูมิต่าง ๆ แม้มี โลภะโทสะ โมหะ มากเพียงใดแต่ยังไม่มีการกระทำเกิดขึ้นยังถือว่าไม่เป็นความผิด เพราะมีขันติเข้ามาแทรก เพียงแค่เป็นความทุกข์ในใจ เช่น หากโกรธใครสักคน เราอยากจะฆ่าเขาให้ตาย แต่ยังไม่ได้ลงมือ ถือว่าไม่เป็นความผิด ไม่ส่งผลให้ตกลงสู่อบายภูมิ แต่ส่งผลเป็นความทุกข์ทางใจ ถึงได้มีการฝึกอบรมจิต ก็คือสมาธิ เมื่อสมาธิควบคู่ไปกับสติ ก็จะทำให้เกิดปัญญาหาทางแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นความทุกข์ทางใจได้
กายภาวนา ก็คือ การอบรม ตัวเองให้อยู่ในอาการสำรวมทางกาย
ศีลภาวนา ก็คือ การอบรม กาย วาจา โดยมีศีลเป็นตัวคุม
จิตภาวนา ก็คือ การอบรมจิต โดยการใช้ชีวิตตาม มรรคมีองค์ ๘
ปัญญาภาวนา ก็คือ การหลุดพ้นความคิดจากอกุศล จนถึงขั้น นิพพาน
กถาวัตถุ ๑๐ (เรื่องที่ควรพูด)
ให้มักน้อย ปรารถนาน้อย ๑
ให้สันโดษ ยินดีในปัจจัยตามมีตามได้ ๑
ให้สงัดจากกิเลศ สงัดกาย สงัดใจ ๑
ให้สงัดจากกิเลศ ไม่หมกมุ่นเป็นหมู่คณะ ๑
ให้ปรารภความเพียร ๑
ให้บริสุทธิ์ในศีล ๑
ให้จิตตั่งมั่นในสมาธิ ให้ทำใจให้สงบ ๑
ให้เกิดปัญญา ๑
ให้ทำใจให้พ้นจากเครื่องเศร้าหมอง ๑
ให้เกิดความรู้ความเห็นในความที่ใจพ้นจากกิเลศ ๑
“ธรรมมะก็เหมือนยารักษาแผล เมื่อเราเป็นทุกข์ ก็ใช้ธรรมะรักษา
เมื่อเราเป็นแผลก็ใช้ยารักษา แต่แผลนั้นก็ยังไม่ยอมหาย
แต่จะกลายเป็นแค่แผลเป็นที่ทำให้เรา........ไม่เจ็บปวดอีกต่อไป”
ศรีอารย์.
สุดยอดดด
ขอบคุณจากใจจริงๆ
ขอบคุณข่ะ
วันนี้ผมได้นั้งชายทะเลพิจารณาดูว่าคลื่นน้ำทะเลฟองน้ำก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปเป็นเนื่องนิจย์นะครับ
โลกมันก็อย่างนี้ครับ ทั้งสิ่งที่จัลต้องได้ และสิ่งที่จับต้ิงไม้ได้ ก็ย่อมอนิจจัง
เพราะฉะนี้ ก็ย่อมเป็นอนัตตาอีก แต่ถ้าไม่ยึดมั่น ซึ่งเป็นของสมมตอยู่ นามธรรม ทุกขของคนนั้นที่ีได้ปล่ายวางก็ย่อมลดลงจึงเหลือแค่ทุกข์ในสังขารครับผม
คำว่านิพพาน ก็หมายถึง ความสงบร่มเย็น
เบื้องหลังความวุ่นวายของโลก พระนิพพานก็มีอยู่ไม่ได้สูญเลย แค่ว่าเราที่ยังคิดกันว่า มีตัวมีตน ของสมมตดป็นสิ่งเที่ยงแท้ ก็ย่อมวิปลาสเป็นโรคโมหะ นิพพานมีอยู่ เป็นสิ่งที่มีอยู่ครับ
แต่ก็ไม่ใช่สิ่งใดที่ตั้งชื่อได้ให้เป็นนามธรรม
สัพเพ สังขารา อนิจจา
สัพเพ สังขารา ทุกขา
สัพเพ ธรรมา อนัตตา
ทั้งสามก็อนัตตา
แต่มีแต่นิพพาน ที่ย่อมเป็นอนิจจังและทุกข์หาไม่
นิพพาน มีอยู่จริง ที่ไม่มีอยู่จริงก็สำหรับ คน ที่ คิด ว่า ไม่ มี อยู่ จริง
พระพุทธองค์ ทรงตรัดไว้ว่า "นิพพาน" มีอยู่ จริง
ถ้าคุณมีความคิดขัดแย้ง กับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็แสดง ว่า คุณ เก่งกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
...............................................................................................................................
และเราจะรู้ได้ไงว่านิพพานมีอยู่จริง! นี้แหละคำถามสุดฮิด ผมจะบอกอะไรให้นะ ทำให้ได้ไปให้ถึง
ตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ แต่ขอให้ทำจริงและทำให้ถูก ทำให้ถึงที่สุด....คุณก็จะพบคำตอบ
และถ้าไม่รู้จริง ก็อย่าสอนคนอื่นแบบผิดๆ คนอื่นที่ไม่รู้ก็จะพบกัน เป็น มิจฉาทิฐิ กัน หมด
ตกนรกหมด.....ถ้าไม่เชื่อก็ตัวใครตัวมันแหละนะครับ หวังว่าจะมีคนตาสะว่าง
นิพพานไม่มีวันดับสูญ นอกนั้นมีการเปลี่ยนแปลงหมด ไม่ว่าจะโลกมนุษย์ หรือ สวรรค์ พรหม ก็ต้องมีการ จุติ แต่นิพพาน หาไม่
ไม่มีการจุติ ไม่มีการดับ ไม่ มีการเปลี่ยนแปลง เป็นค่าคงทนตายตัว มีแต่ สุข ไม่มีความทุกข์
ครับที่นิพพารสูญนี้ สูญจะความทุกทั้งปวงนะครับ
ความคิดของคุณศรีอาริย์ ดูเผินๆก็ดีนะคะ เข้าหลักธรรมปฏิบัิติที่ดี
แต่มาสอนว่า นิพพานไม่มี ละทุกอย่างได้ก็ดับสูญสลายไปเอง
ความคิดนี้อันตรายค่ะ คุณจะดูหมิ่นสิ่งที่มีอยู่จริงและเป็นของสูง ทำให้คนที่ปรารถนาจะไปให้ถึงจุดนั้น ละความพยายามที่จะทำความดี อันเป็นรางวัลชีวิตขั้นสูงสุด นิพพานไม่ใช่สภาวะว่างเปล่า แต่นิพพานเป็นสถานที่ที่มีอยู่จริงนะคะ เช่นเดียวกับนรก สวรรค์
เทพ พรหม เทวดา ไม่มีที่หมายให้ไปอยู่ แล้วเทวดาที่คุณว่ารักษามารักษากายเรา ท่านมีที่สถิตย์อยู่ที่ใดล่ะ ล่องลอยอยู่ในอากาศทั่วๆ ไปหรือ
ไม่น่าจะเชื่อ ไม่น่าจะจริง เพราะคนที่ได้ไปสัมผัสสถานนิพพานมาแล้วมีมากมาย
ดูแต่คนที่ตายแล้วฟื้น ทำไมกลับมาเล่าได้เป็นเรื่องเป็นราวที่ได้ไปสวรรค์ ท่องนรก แสดงว่าคนเหล่านั้นโกหกหรือ แล้วเหตุผลใดจึงต้องแกล้งตาย ฟื้นขึ้นมาเล่าเรื่องโกหกทำไม เพราะเบื้องบนต้องการแสดงให้เรารู้ว่า สิ่งที่คิดว่าไม่มี นั้นมีจริง
แต่เราปฏิบัติได้ถึงขั้นที่จะเข้าไปได้ด้วยตัวเองหรือยังเท่านั้น เรื่องนี้ต้องพิสูจน์ด้วยตนเอง ด้วยการปฏิบัติ วิปัสสนา จนถึงขั้นตาทิพย์ หูทิพย์ แยกอทิสมานกายออกไปได้จะดีกว่ามานั่งถกเถียงกัน
แต่เราเชื่ออีกหลายคน ที่บอกว่า นิพพานมีจริง แม้กระทั่งหลวงพ่อฤาษีลิงดำ หลวงปู่เณรคำ ท่านก็ยืนยันว่า นิพพานมีจริง นิพพานไม่ได้ทำให้จิตเราสูญสลายหรือดับไปเลย ยังคงเป็นสภาวะหนึ่งที่คงสภาวะอยู่เช่นนั้น มีสุขนิรันดร์ ไม่มีเกิด มีดับอีก
ชอบคุณมุกอธิบาย สาธุ
นิพพานของเถรวาท ก็คือธรรมกายในมหายาน ศูนยตาในมหายาน