ทิพพจักขุ ๑ (ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์) หมายถึงการที่เรามีความสามารถในการที่มองเข้าไปเห็นจิตใจของผู้อื่นได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อเราอยู่บนรถโดยสาร มีผู้โดยสารคนหนึ่ง ลุกจากที่นั่งเพื่อลงจากรถ ในขณะที่นั่งนั้นว่าง ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังที่จะเดินไปนั่ง แต่ผู้ชายคนหนึ่งกับไปแย่งที่นั่งของผู้หญิงคนนั้น ทำให้เราได้เห็น ความเห็นแก่ตัวของคนๆ นั้น

ทิพพโสต ๑ (ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์) หมายถึงหากเราได้ยินคนๆ หนึ่งกำลังนินทาใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น ทำให้รู้ว่าเขามีความอิจฉาริษยาผู้อื่น

เจโตปริยญาณ ๑ (ฌานที่กำหนดรู้ใจคนอื่นได้) หมายถึงสิ่งที่เราเห็นและเราได้ยิน สามารถรับรู้ว่าบุคคลคนนั้นมีนิสัยใจคออย่างไร โดยอาศัยการวิเคราะห์จากมลทิน ๙ อย่างคือ

( โกรธ ๑ หลบหลู่ ๑ ริษยา ๑ ตระหนี่ ๑ มายา ๑ โอ้อวด ๑ พูดปด ๑ มักมาก ๑ หลงไม่รู้ ๑ )

อิทธิวิธี ๑ (ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้) มี ๒ วิธี

๑. การเข้าโดยอาศัยสมถกรรมฐาน (สมาบัติ ๘)

ตาทิพย์ สามารถมองเห็นกายทิพย์ของภูมิต่าง ๆ ได้

หูทิพย์ สามารถได้ยินเสียงสนทนาของภูมิต่าง ๆ ได้

เหตุเกิดจากผู้ที่รักษาความยาวนานของสมาธิ เท่ากับสามารถรักษาจิตตัวเอง โดยการกำหนดอย่างใดอย่างหนึ่งจนเกิดความเคยชิน ผลของการที่ไม่เคลื่อนไหว ก็ได้รับอานิสงส์ของการรักษาศีลไปในตัว

๒. การเข้าโดยผ่านวิปัสสนากรรมฐาน ฌานทัศนะ

อย่างที่เข้าใจว่า การนั่งสมาธิจะใช้หลักวิปัสสนาสลับกับสมถกรรมฐาน คืออธิบายง่ายๆ เมื่อไม่มีอะไรที่จะต้องพิจารณา จิตก็สงบ ความสงบของสมณะผุ้สำเร็จอรหันต์ เหล่าเทวดาก็ต่างชื่นชม

และเมื่อได้ยินคำเทศนาธรรมของท่านเหล่านั้น ก็รู้สึกเลื่อมใส ก็จะเฝ้าคอยอารักขา เพราะฉะนั้นอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ ไม่มีในตัวเรา เกิดจากเหล่าบรรดาเทพผู้เลื่อมใสคอยปกป้องคุ้มครอง และส่วนใหญ่

ก็จะถูก รับเชิญไปท่องในภูมิต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันว่า ฌานทัศนะ (การถอดจิตวิญญาณ)

ปุพเพนิวาสานุสสติ ๑ (ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้) โดยปกติผู้ที่หมั่นรักษาจิตเป็นประจำ ย่อม

มีฌานตัวนี้อยู่

อาสวักขยญาณ ๑ ( ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป ) เป็นการหยั่งรู้ว่าสัตว์ที่ตายแล้วไปเกิดอยู่ภพภูมิไหน

๕ ข้อแรก เป็น โลกียอภิญญา ข้อสุดท้ายเป็น โลกุตตรอภิญญา

ขันธ์ ๕

การยึดมั่นถือมั่นในรูป ๑ สิ่งที่เห็น,กระทบ

การยึดมั่นถือมั่นในเวทนา ๑ ความรู้สึก

การยึดมั่นถือมั่นในสัญญา ๑ ความจดจำ

การยึดมั่นถือมั่นในสังขาร ๑ ปรุงแต่งจิต

การยึดมั่นถือมั่นในวิญญาณ ๑ การรับรู้

ขันธ์ ๕ เป็นอุปทานตัวรู้อารมณ์ทำให้เกิดกองทุกข์....

อุปทาน เป็นได้ทั้งกุศลธรรมและอกุศลธรรม

ไตรลักษณ์ ( สามัญลักษณะ 3 อย่าง )

ความไม่เที่ยง ๑

ความทุกข์ ๑

ความยึดมั่นถือมั่น ๑

อธิบายลักษณะการทำงานของขันธ์ ๕

การทำงานของขันธ์ ๕ นั้น มีลักษณะการเชื่อมต่อของอารมณ์ เปรียบเหมือนหลอดไฟ ๕ ดวง ที่มีสวิทปิดเปิดเพียงอันเดียว เมื่อขันธ์ใดขันธ์หนึ่งทำงาน หลอดไฟก็จะติดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด

จะอธิบายลักษณะของการทำงานของขันธ์ ๕ โดยยกเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง เรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ในสมัยก่อนมีชายหญิงคู่หนึ่ง เป็นแม่ลูกกัน ทั้งสองมีอาชีพทำนา ลูกชายมีหน้าที่ทำนา ส่วนแม่มีหน้าที่หุงหาอาหาร ไปส่งให้ลูกชาย ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ จนกระทั่งวันหนึ่ง ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ เมื่อถึงเวลาพักกลางวัน ซึ่งได้เวลารับประทานอาหาร ผู้เป็นแม่มาช้าผิดปกติ ทำให้ลูกชายที่ทำงานอย่างหนัก ทั้งทำนา ตากแดด เกิดอาการหิวเมื่อถึงเวลาทานอาหารแล้วไม่ได้ทาน เวทนาเกิดแรงกล้า เพราะทั้งเหนื่อยและหิว พอแม่เดินมาถึง มองเห็นกล่องข้าวที่แม่ถือมาให้ เมื่อตาไปกระทบรูป ทำให้จิตคิดปรุงแต่งไปว่า กล่องข้าวแค่นี้คงไม่ทำให้เราอิ่มแน่ จากความทุกข์ที่มีความหิวเป็นทุนเดิม บวกกับเมื่อตาไปกระทบรูป ทำให้จิตปรุงแต่งไปว่า คงไม่ทำให้เวทนาที่มีอยู่คลายลงไปได้ สัญญาที่มีอยู่ไม่ทำหน้าที่จดจำ (จดจำหมายถึง อาหารเพียงแค่นี้เพียงพอที่เคยทาน) ส่งผลให้สติไม่ควบคุมวิญญาณตัวรู้ เมื่อสติตามอารมณ์ไม่ทัน ความจำที่มีอยู่ว่า บุคคลนี้เป็นผู้ให้กำเหนิด เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดู สัญญาหยุดทำงานอีกครั้ง เมื่อการปรุงแต่งเวทนาดำเนินต่อ ทำให้เกิด โลภะ คืออยากได้มากกว่าเดิม เกิดโทสะเพราะความหิว เกิดโมหะคือ ความหลงควบคุมสติไม่ได้ จึงใช้ไม้ที่มีอยู่ข้างตัวฟาดไปที่ศรีษะของบุพการี เพียงแค่อยากระบายโทสะ เสร็จแล้ว เมื่อได้มานั่งทานอาหาร เมื่อท้องอิ่มแต่กลับปรากฏว่า ทานข้าวในกล่องนี้ไม่หมด นี่คือผลของการไปปรุงแต่รูปทำให้เกิดทุกข์ สำนึกผิดรีบเข้าไปหาเพื่อหวังที่จะขอโทษบุพการี แต่อนิจจา มันสายเกินไปเสียแล้ว ด้วยสติที่หลงอารมณ์ไปเพียงชั่วขณะได้ทำกรรมหนักไปเสียแล้วกล่าวคือ มาตาปิตุฆาต ฆ่าได้แม้กระทั่ง ผู้เป็นมารดา วิญญาณและสัญญาที่เป็นตัวรู้ผลการกระทำของอารมณ์หรือตัวจดจำเรื่องราวต่าง ๆ เริ่มทำงาน การกระทำในครั้งนี้ เมื่อตายไปท้าวเวชสุวรรณไม่รอช้า ตัดสินให้ตกลงสู่นรกอเวจีโดยไม่มีข้อต่อรองใด ๆ ทั้งสิ้น มิอาจกลับคืนมาได้อีก รอจนกว่าจะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ซึ่งนับว่าเป็นการยากยิ่ง

กรรมหนัก ๕ อย่าง ซึ่งให้ผลทันที ก็คือ

การฆ่าบิดา ๑

การฆ่ามารดา ๑

การฆ่าพระอรหันต์ ๑

การทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงโลหิตห้อขึ้นไป ๑

การยังสงฆ์ให้แตกแยกกัน (กรณีบุคคล คือการทำคนดีให้แตกแยกกัน) ๑

กรรมกิเลส ๔ ข้อเสื่อมเสีย

การตัดรอนชีวิต ๑

การถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้ , ลักขโมย ๑

การประพฤติผิดในกาม ๑

การพูดเท็จ ๑

ผลของกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้กระทำซึ่งเป็นได้ทั้งกุศลและอกุศล ยกตัวอย่าง เช่น ขณะที่เรานั่งฟังธรรมอยู่บนศาลา มองไปเห็นชายคนหนึ่งนั่งตกปลาอยู่ที่ท่าน้ำใกล้ศาลา จิตกับคิดไปว่าถ้าเราไม่ได้ฟังธรรม วันนี้เราคงได้ไปนั่งตกปลาเพื่อเอาไปทำกับข้าวเป็นแน่แท้ แต่ฝั่งตรงกันข้ามคนซึ่งกำลังตกปลาอยู่ มองเห็นคนนั่งฟังธรรมอยู่บนศาลา จิตกับคิดไปว่าถ้าวันนี้เราตกปลาได้ พรุ่งนี้ เราจะทำอาหารไปใส่บาตรถวายพระ จะเห็นได้ว่าในเวลาเดียวกัน การกระทำที่ต่างกัน กลับให้ผลตรงกันข้าม คือ ผู้ที่นั่งฝั่งธรรมกลับมีจิตโน้มเอียงไปทางอกุศลธรรม ส่วนผู้ที่กำลังตกปลากับมีจิตที่เป็นกุศลธรรม

เพราะหลักของพุทธศาสนาว่าด้วยเจตนาของผู้กระทำ ว่าทำไปด้วยจิตที่เป็นกุศลหรืออกุศล และด้วยเหตุผลนี้ มิได้ทำให้ส่งผลไปเกิดยังภพภูมิต่าง ๆ แม้มี โลภะโทสะ โมหะ มากเพียงใดแต่ยังไม่มีการกระทำเกิดขึ้นยังถือว่าไม่เป็นความผิด เพราะมีขันติเข้ามาแทรก เพียงแค่เป็นความทุกข์ในใจ เช่น หากโกรธใครสักคน เราอยากจะฆ่าเขาให้ตาย แต่ยังไม่ได้ลงมือ ถือว่าไม่เป็นความผิด ไม่ส่งผลให้ตกลงสู่อบายภูมิ แต่ส่งผลเป็นความทุกข์ทางใจ ถึงได้มีการฝึกอบรมจิต ก็คือสมาธิ เมื่อสมาธิควบคู่ไปกับสติ ก็จะทำให้เกิดปัญญาหาทางแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นความทุกข์ทางใจได้

กายภาวนา ก็คือ การอบรม ตัวเองให้อยู่ในอาการสำรวมทางกาย

ศีลภาวนา ก็คือ การอบรม กาย วาจา โดยมีศีลเป็นตัวคุม

จิตภาวนา ก็คือ การอบรมจิต โดยการใช้ชีวิตตาม มรรคมีองค์ ๘

ปัญญาภาวนา ก็คือ การหลุดพ้นความคิดจากอกุศล จนถึงขั้น นิพพาน

กถาวัตถุ ๑๐ (เรื่องที่ควรพูด)

ให้มักน้อย ปรารถนาน้อย ๑

ให้สันโดษ ยินดีในปัจจัยตามมีตามได้ ๑

ให้สงัดจากกิเลศ สงัดกาย สงัดใจ ๑

ให้สงัดจากกิเลศ ไม่หมกมุ่นเป็นหมู่คณะ ๑

ให้ปรารภความเพียร ๑

ให้บริสุทธิ์ในศีล ๑

ให้จิตตั่งมั่นในสมาธิ ให้ทำใจให้สงบ ๑

ให้เกิดปัญญา ๑

ให้ทำใจให้พ้นจากเครื่องเศร้าหมอง ๑

ให้เกิดความรู้ความเห็นในความที่ใจพ้นจากกิเลศ ๑

“ธรรมมะก็เหมือนยารักษาแผล เมื่อเราเป็นทุกข์ ก็ใช้ธรรมะรักษา

เมื่อเราเป็นแผลก็ใช้ยารักษา แต่แผลนั้นก็ยังไม่ยอมหาย

แต่จะกลายเป็นแค่แผลเป็นที่ทำให้เรา........ไม่เจ็บปวดอีกต่อไป”

ศรีอารย์.